บุคคลกับสถานการณ์ : ใครสร้างสรรค์ ใครทำลาย
สถานการณ์ประเทศไทย ภายใต้การเขย่าขวัญของกลุ่มคนเสื้อแดง "12 มีนา 12 นาฬิกา ลั่นกลองศึกเขย่าขวัญอำมาตย์" ประชาชนทุกคนต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่า ใครสร้างสรรค์ ใครทำลาย
ภายใต้กรอบประชาธิปไตยที่ทุกคงมีสิทธิเสรีภาพในการชุมชน แต่จะต้องเคารพสิทธิผู้อื่นซึ่งกันและกันมากกว่านั้น ผู้ชุมนุมต้องตอบคำถามว่าเป้าหมายหลักของการชุมนุมเคลื่อนไหว เพื่อใคร ทำไม
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงทุกวิถีทางกับการชุมนุมแบบสันติของคนเสื้อแดงก็ขัดแย้งกันเอง ดังที่ทักษิณก็เคยโฟนอินทำนองว่า ถ้าเขาไม่ได้อยู่เป็นสุข คนไทยก็อย่าหวังว่าจะเป็นสุข
ต่อมานายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช. ที่ปลุกระดมให้คนเสื้อแดงนำน้ำมันมากรุงเทพฯ และพฤติการณ์ของนายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ หรือเคทอง ที่ออกมาข่มขู่จะวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า
"สัญญาณของระเบิดจะดังขึ้น และไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่ต้องถามเลยว่าใครทำ เพราะมึงไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้เลยว่าใครทำ เอาเป็นว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เราจะได้ยินเสียงระเบิดดังถึงประตูบ้านท่าน ดังเข้ามาในหน้าต่างบ้านท่าน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ประกาศสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นแล้ว ใครที่เล่นหุ้น ใครที่ถือหุ้น ขอให้ระวังไว้ ขอให้ระวังไว้ ระเบิดจะดังขึ้นทุกฝั่ง"
นี่เป็นพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงเช่นนี้ที่ดำเนินมาต่อเนื่อง และสอดคล้องกับคำกล่าวของแกนนำ นปช.ที่ต้องการทำให้แดงไปทั้งกรุงเทพฯ ทำให้เมืองหลวงเป็นอัมพาตเพื่อให้รัฐบาลบริหารราชการไม่ได้
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้สดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553 เกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงว่า สามารถชุมนุมได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย
"ผมจะเลือกแนวทางที่ยึดเอาประโยชน์ส่วนรวมให้บ้านเมืองไปข้างหน้า และผมเองไม่เคยปิดทางยุบสภาหรือลาออก แต่ต้องมั่นใจว่าตรงนี้เป็นทางออกทำให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีความขัดแย้ง"
ขณะที่พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้ออกมายืนยันหลายครั้งหลายคราวแล้วว่า จะไม่มีการปฏิวัติ ทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองทัพบก ก็ได้พูดคุยกัน ขอให้ประชาชนสบายใจได้
ความตึงเครียดจากสถานการณ์ชุมนุมข้างต้น ย่อมส่งผลต่อชุมชนใกล้เคียงที่เคยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมษาเลือด เช่น ชุมชนนางเลิ้ง, ชุมชนเพชรบุรี ซอย 5, เพชรบุรี ซอย 7, กิ่งเพชร, บ้านครัว เป็นต้น
ซึ่งขณะนี้ก็มีการประชุมเพื่อเตรียมการจัดระบบป้องกันเหตุร้าย สร้างกลไกในการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและรัฐบาล สื่อสารความรู้กับสังคมและชุมชนอื่นๆ เพื่อป้องกันภัยแผ่นดินที่อาจจะเกิดขึ้น
เช่น นางนิภาภรณ์ แซ่โค้ว รองประธานชุมชนตลาดนางเลิ้ง กล่าวถึงการเตรียมการไว้ว่า ครั้งนี้จะประมาทไม่ได้ โดยมาตรการรักษาความปลอดภัยเบื้องต้นจะให้คนในชุมชนดูแลเฝ้าระวังภัยอย่างใกล้ชิด
ขณะที่นายภูบดินทร์ โชติเมตตรา คณะกรรมการชุมชนเพชรบุรี ซอย 7 กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อปีที่แล้ว ชุมชนก็มีการเตรียมความพร้อมทุกครั้งที่คนเสื้อแดงประกาศชุมนุม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมทั้งองค์ประกอบ ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เราทั้งหลายต้องวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งว่า อะไรคือเป้าหมายของคนเสื้อแดง
ถ้าเราเชื่อและเคารพว่า ภายใต้หลักการประชาธิปไตย การชุมนุมเป็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชน คนเสื้อแดงใช้สิทธิเคลื่อนไหว รัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่ดูแลการชุมนุมให้เป็นไปตามกฎหมาย
การออก พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 11-23 มีนาคม 2553 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 7 จังหวัด 21 อำเภอ ก็เช่นกัน เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุร้าย หรือจัดการกับคนที่ก่อการ
การชุมนุมที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องประโยชน์ของคนคนเดียว โดยไม่ใส่ใจว่าประเทศจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จึงไม่ใช่รัฐบาลต้องยุบสภา หรือทหารต้องทำการปฏิวัติ ตามเกมบัญชาการจากต่างประเทศ
คำถามที่สำคัญคือ ใครคืออำมาตย์ที่พวกเสื้อแดงต้องทำสงครามด้วย หากระบบอำมาตย์หมายถึงพวกชนชั้นปกครองทั้งหมดแล้ว ทักษิณต้องการโค่นล้มอะไร เพราะเขาก็เคยเป็นชนชั้นผู้ปกครองเช่นกัน
ขณะที่คนเสื้อแดงเองก็ต้องวิเคราะห์เช่นกันว่า พวกท่านขนลูกขนเมียออกมาชุมนุมเพื่อให้เขากลับมา แต่ครอบครัวลูกเมียของเขากลับหนีออกไปต่างประเทศ ปล่อยให้พวกท่านต้องต่อสู้อย่างเดียวดาย
สถานการณ์ประเทศวันนี้ย่อมแสดงให้สังคมไทยเห็นแล้วว่า ใครสร้างสรรค์ ใครทำลาย ใครอยู่ในประเทศ ครอบครัวใครหนีออกนอกประเทศ ครอบครัวลูกเมียของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอยู่ไหน
ขณะที่ชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนทั้งหลายในกรุงเทพฯ ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อป้องกันความไม่สงบ ความวุ่นวายและสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง เพื่อปกป้องชุมชนและประเทศอย่างเต็มที่
ใครสร้างสรรค์ ใครทำลาย ประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน คำตอบย่อมอยู่ในใจของท่านเอง.








