ขณะนี้คุณไม่มีทางสู้กับอำนาจรัฐโดยใช้ความรุนแรง เพราะอำนาจรัฐสามารถใช้ความรุนแรงที่เหนือกว่าและชอบธรรม ประชาชนใช้ความรุนแรงแล้วไม่มีความชอบธรรมและเป็นความรุนแรงที่ไม่สามารถมีพลังเหนือกว่าได้
คนที่เคร่งจริยธรรม คนที่เคร่งคุณธรรม จะมองเป็นขาวเป็นดำ เพราะถูกอบรมเลี้ยงดูมาว่าทำบาปไม่ได้เลยนะ ทำผิดไม่ได้เลยนะ ก็ค่อนข้างจะเคร่งครัด แต่ถ้าคนที่ไม่ได้บริสุทธิ์เท่าไหร่จะมองว่า เออ มันก็พอไหวนะ พอทนกันได้นะ พอยอมรับกันได้ ดี 70 เสีย 30 ยังพอได้อยู่ เพราะยังหาคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่เจอ
บรรยากาศกรุงเทพฯ ระหว่างนี้เปลี่ยนเป็นสมรภูมิ 'สงครามชนชั้น' ที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศว่าเป็นขบวนไพร่ไล่รัฐบาลอำมาตย์ นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คนชั้นกลางในเมือง panic กับการแสดงออกของคนชนบทที่มีความเห็นต่างทางการเมือง จนต้องออกมาชูป้ายว่าคนไทยไม่ใช้ความรุนแรง คนไทยรักสันติ แต่ในมุมของคนที่เขามีสิทธิชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย อาจจะบอกว่า 'สันติวิธี' ก็เป็นแค่จริตคนกรุงเทพฯ
โจทย์ข้อนี้นักสันติวิธีอย่าง โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่จริงทั้งหมด แต่หน้าที่ของเขาคือต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจว่าสันติวิธีว่าไม่ใช่การสร้างอคติให้มองฝ่ายชุมนุมว่าเป็นผู้ร้าย
สันติไม่ใช่ห้ามชุมนุม
อ.โคทมมองว่าแม้เสื้อแดงจะตั้งเป้ากดดันให้รัฐบาลยุบสภา แต่คงไม่ยืดเยื้อ
"ยืดเยื้อยาก เหนื่อย จะยืดเยื้อได้ต้องคนน้อยกว่านี้ ตอนเสื้อเหลืองอยู่ 193 วันเขาก็มากบ้างน้อยบ้างๆ ไปๆ กลับๆ และเขาเป็นคนกรุง นี่เป็นคนต่างจังหวัด ไม่ง่าย เขาก็ต้องใช้วิธีไปๆ กลับๆ สมมติว่ามาสูงสุดหลายแสนคน ถ้าจะให้ยืดเยื้อต้องปักหลักที่ใดที่หนึ่ง" กลุ่มสันติวีธีเข้ามาในสถานการณ์ที่สายเกินไปหรือเปล่า
"ค่อนข้างจะสายคราวนี้ เพราะเราประเมินไม่ถูกว่ามันจะแรงไม่แรง อย่างตอนวันที่ 26 ก.พ.เราประเมินก่อนแล้วว่าไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นเราไม่ขยับเลย ครั้งนี้สักพักฟังข่าวไปฟังข่าวมา 14 มี.ค.ท่าว่าเขาจะเตรียมหนัก ไม่สบายใจตั้งแต่จะเอารถปิกอัพเข้ามา สองเขาบอกว่ามาเป็นแสน สักพักบอกเป็นล้าน ถ้ามีล้านคนเมืองอัมพาตแน่ ไม่ต้องพูดถึงเอารถมาเลยนะ ล้านคนแค่เดินเฉยๆ ในกรุงเทพฯ ก็แย่อยู่แล้ว แต่วันนี้เขาทำตามที่เขาพูดนะ ชุมนุมแล้วเลิก บางคนบอกคงไม่มั้ง แต่ผมบอกว่าวันนี้ (12 มี.ค.) เขาชุมนุมแล้วเลิกแน่ ผมทายถูก"
แต่ก็มีผลทางจิตวิทยาสำหรับคนกรุงเทพฯ
"บางคนเข้าใจผิดบอกเขาเลิกชุมนุมแล้ว ไม่เข้าใจว่าเขาจะชุมนุมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พรุ่งนี้จากต่างจังหวัดก็จะเริ่มมาแล้ว"
แสดงว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาสังคม panic มากไป
"มันก็มองได้หลายอย่าง มันไม่ควรจะ panic แต่ระหว่าง panic ก็คือตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ กับตั้งอยู่ในความประมาทนี่เอากลางๆ ดีกว่า ไม่ประมาทแต่ก็ไม่ตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ"
มองอย่างให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายเสื้อแดงก็มีสิทธิชุมนุมเพื่อแสดงออกถึงความเห็นที่แตกต่างทางการเมือง
"ความเห็นต่างไม่เป็นไร แสดงออกไม่เป็นไร แต่อย่ามีความรุนแรง"
แต่ทั้งสื่อหลักและรัฐบาลก็โหมกระแสสร้างความหวาดระแวงตอกย้ำให้คนชั้นกลางในเมืองเป็นคู่ขัดแย้งกับเสื้อแดง
"ชุมนุมไม่ว่าแต่อย่ารุนแรง สองความรุนแรงมันรวมถึงความรุนแรงทางวาจาด้วยนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง ก็เป็นความรุนแรงแบบหนึ่ง อันนี้ที่ผมถ้าจะท้วงติงก็คือเรื่องนี้ การใช้วาจาที่รุนแรงหรือใช้วาจาขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังก็ใช้ ต้องรวมสิ่งนี้ด้วย"
บางทีสันติวิธีอาจเป็นเพียงจริตของคนกรุงที่ไม่อยากให้ชีวิตประจำวันต้องเดือดร้อนเพราะกลุ่ม นปช.
"เป็นไปได้ หรือคนชนบทอาจจะเห็นว่าอะไรก็ไม่รู้ น่าจะตัดสินใจให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ว่าความเห็นผมกรอบสันติวิธี ซึ่งคุณวีระ (มุสิกพงศ์) พูดกับผมเอง คือฝ่ายที่ไม่มีกำลังขืนเริ่มใช้ความรุนแรงและก็ถูกฝ่ายที่มีกำลังบดขยี้ พ่ายแพ้ทันที ผมคิดว่าจะชนบทหรือคนกรุงถ้าอธิบายคำนี้ก็เข้าใจได้ เพราะคนกรุงก็เคยต่อสู้กับอำนาจรัฐ นักศึกษา 14 ตุลา เป็นต้น คนกรุงก็เคยสู้กับอำนาจรัฐตอนเหตุการณ์พฤษภา 2535 ก็มีอาวุธน้อยกว่าหรือแทบจะไม่มี สู้กับผู้มีอำนาจรัฐ ต้องยึดสันติวิธีแน่นอน"
มองย้อนประวัติศาสตร์ไทยการเมืองไทยใช้ความรุนแรงมาตลอด แล้วคือวันนี้พูดว่าคนไทยไม่นิยมความรุนแรง
"ไม่จริง แต่ว่าเหมือนกับผมถามคุณว่าคุณเห็นแก่ตัวไหม ก็ต้องตอบว่ามีบ้าง แต่คุณเห็นแก่ตัวแบบมีเหตุผล ถามว่าคุณอาจจะอยากใช้ความรุนแรงไหม เออ ถ้าใช้ความรุนแรงแล้วมันสำเร็จผมคิดว่าหลายคนใช้นะ แต่เออด้วยเหตุด้วยผลขณะนี้คุณไม่มีทางสู้กับอำนาจรัฐโดยใช้ความรุนแรง เพราะอำนาจรัฐสามารถใช้ความรุนแรงที่เหนือกว่าและชอบธรรม ประชาชนใช้ความรุนแรงแล้วไม่มีความชอบธรรมและเป็นความรุนแรงที่ไม่สามารถมีพลังเหนือกว่าได้"
ถึงเวลาที่ควรจะมีกฎหมายชุมนุมได้หรือยัง
"ก็คุยกันได้ แต่ว่ากฎหมายทุกฉบับก็เป็นดาบสองคม ตึงไปหรือหย่อนไป หย่อนไปก็ไม่มีผล ตึงไปก็คือไม่มีผลเหมือนกันเพราะว่าคนก็จะละเมิด ถ้าจะมีกฎหมายชุมนุมก็จะต้องมาคุยกันอีกเยอะ"
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ว่าฝ่ายไหนมาเป็นรัฐบาลก็ปกครองไม่ได้ การชุมนุมคงจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน จะดีกว่านี้ไหมหากมีกรอบปฏิบัติในการชุมนุมอย่างบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้
"เกาหลีใต้บางเวลาเขารุนแรงกว่าเรานะ มีกฎหมายหรือไม่มันไม่เกี่ยวกัน ผมว่ามันเกี่ยวกับวัฒนธรรม ซึ่งถ้าคุณออกกฎหมายตึงไปไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการชุมนุมของเราคนก็จะไม่เชื่อกฎหมาย เขาก็จะยังทำตามวัฒนธรรมการชุมนุม และมันก็จะผิดกฎหมายและมันก็ไม่มีประโยชน์ ก็ยังตีกันอยู่ดี หรือถ้าหย่อนไปกฎหมายก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์"
"อย่างเช่น พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทำไปทำมาคนจะชินชา ที่ผ่านมาก็ประกาศบ่อย ซึ่งพอประกาศปุ๊บครั้งก่อนๆ พวกเสื้อแดงก็ไม่ชุมนุม เหมือนกับหลอกล่อ ไม่ใช่แมวหยอกหนูนะแต่ว่าหนูพยายามจะหยอกแมว พอหนูจะออกมาแมวทำท่าจะโจมตี หนูก็หลบ แต่ว่ากฎหมายการชุมนุมเวลานี้จะเริ่มคิดก็ได้ เริ่มศึกษาว่าประเทศไทยจะเอากันอย่างไร แต่ว่าต้องทำให้มันสอดคล้องกับวัฒนธรรมการชุมนุมพอสมควร และต้องล้ำหน้าอยู่หน่อยนะ ถ้าสอดคล้องพอดีมันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ผมก็ทำอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะมันมีวัฒนธรรมชุมนุมกันแบบนี้ ต้องทำให้ล้ำหน้าหน่อยก็คือจัดระเบียบให้มันดีขึ้น แต่ว่าไม่ใช่ไปกดทับเสียทีเดียว"
การบังคับใช้กฎหมายก็ต้องปรับ
"กฎหมายของไทยมันช้าในการบังคับใช้ อย่างพิพากษาคดีบางคดีมันก็ไม่มีประโยชน์ ผมยกตัวอย่างสภาที่ปรึกษามีการสรรหา และก็มีการฟ้องร้องศาลปกครอง จนกระทั่งสภาที่ปรึกษาชุดนั้นหมดวาระ แม้ศาลปกครองกลางจะพิพากษาว่าการสรรหาเป็นโมฆะก็ยังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดก็ยังไม่ทันวินิจฉัยเลยสภาชุดนี้ก็หมดวาระไป วินิจฉัยอย่างไรก็ไม่มีผล โมฆะหรือไม่โมฆะก็หมดวาระไปแล้ว ไม่มีผลในทางปฏิบัติ"
ถามถึงบรรยากาศวันไปพบแกนนำ นปช. และมีปฏิกิริยาจากคนเสื้อแดง
"ผมก็ยังสงสัยนะว่าเขาจำคนผิดหรือเปล่าไม่รู้ คือมีสุภาพสตรีสองคนมาส่งเสียงต่อว่าต่อขานด้วยอารมณ์โกรธจัด เขาบอกว่าผมไปพูดทางทีวีว่าผมเห็นด้วยกับคำพิพากษา ผมก็นึกว่าผมไปพูดทำนองนั้นหรือเปล่า ผมอาจจะพูดในทำนองว่าถึงจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำพากษา แต่คำพิพากษามันก็ออกมาแล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขก็ไม่ได้ มีผลแล้ว อาจจะได้พูดแค่นี้ แต่เขาไปตีความว่าผมเห็นด้วยหรือเปล่าไม่รู้นะ หรืออาจจะเห็นด้วยเป็นบางส่วน เช่นบอกว่ายึดส่วนหนึ่งดีกว่ายึดทั้งหมด อะไรอย่างนี้ เพราะถ้ายึดทั้งหมดมันก็ดูรุนแรงไปและก็ดูจะไม่เป็นธรรม ยึดบางส่วนก็ยังดีกว่า หรือจะยึดบางส่วนมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่จะมอง บางคนอาจจะบอกว่ายึดบางส่วนแต่ยึดมากไป บางคนมองว่ายึดน้อยไปหน่อย ก็พูดกันได้ ผมก็พูดอยู่ทำนองอย่างนี้ แต่เขาคงฟังว่าผมไปเห็นด้วย จุดยืนของเขาก็คือต้องไม่ยึดเลย หรือเขาฟังผิดหรือจำคนผิดก็ไม่รู้ ก็เลยมาลงที่ผม มาต่อว่าต่อขานใหญ่เลยทำไมไปเห็นด้วย แต่อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นการ์ด คนอื่นนึกว่าเขาแซวผม เขาตะโกนดังๆ ว่าช่วยถามหน่อยว่าเป็นลูกจริงหรือลูกปลอม ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจ ฟังไปฟังมาจับความได้ว่าเขานึกถึงเหตุการณ์ปีที่แล้วที่มีการยิงกระสุนปลอมหรือกระสุนจริง เขาอยากให้ผมไปถาม และเวลาคุยด้วยเขาก็เป็นมิตรนะ ตอนผมถูกตะโกนไล่ตะโกนว่าเขายังมาบอกใจเย็นๆ มาทางนี้ๆ เขาก็ทำหน้าที่ที่ดี ไม่มีปัญหา"
มันชัดว่าเรื่องความยุติธรรม สองมาตรฐาน เป็นจุดที่เขารู้สึกมาก
"ใช่ เขาอารมณ์ร้อนแรงมาก และบางทีเป้าหมายของความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเขาจะไปสู่เป้าหมายคนที่เห็นไม่ตรงกับเขา จะรู้สึกว่าทำไมขนาดนี้ยังไม่รู้สึกอีกเหรอว่ามันไม่ยุติธรรม ขณะเดียวกันผมก็ไปเจออีกกลุ่มหนึ่งพอพูดเรื่องนี้ก็จะโกรธมากถ้าผมตั้งข้อสงสัยบางอย่าง เขาบอกว่าขนาดคำพิพากษาที่มันชัดแจ้งแดงแจ๋ถึงขนาดนี้แล้วยังจะสงสัยได้อย่างไรว่าคำพิพากษานี้มันไม่ถูกต้อง มันถูกต้องแน่นอน ผลประโยชน์ทับซ้อนแน่นอน ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดแน่นอน พอผมจะเถียงนิดเดียวเขาจะโกรธใหญ่เลย ผมหมายถึงว่าความโกรธนี้ไม่ใช่มีเฉพาะเสื้อแดงนะ กลุ่มอื่นเขาก็โกรธไปอีกแบบหนึ่ง"
สัมผัสได้ว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาความรู้สึกของทั้ง 2 ฝ่ายไม่เปลี่ยน
"ก็มันมีการเติมเชื้อทั้ง 2 ฝ่าย เติมข่าวสารข้อมูล ตอกย้ำซ้ำเติมอยู่เรื่อยๆ ฝ่ายนี้ก็ต้องบอกว่าถูก อีกฝ่ายก็บอกว่าถูก ถามว่าถูกทั้งสองฝ่ายเป็นไปได้ไหม มันก็เป็นไปได้นะ เพราะว่าในโลกนี้มันไม่ใช่ถูกกับผิดอย่างเดียว คุณอาจจะถูกหรือว่าผมอาจจะถูกเพราะผมพูดบางเรื่องของความจริง ในแง่มุมของผม อันนี้ก็เป็นความจริง ก็ถูก แต่ถ้าคุณจะเถียงว่าระหว่างเราต้องหาคนที่ถูกคนเดียว ตรรกะมันเป็นอย่างนั้น เพราะเห็นไม่เหมือนกัน มันต้องมีคนถูกคนผิด นี่ก็เป็นตรรกะอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะปฏิเสธว่าตรรกะมันไม่ถูกก็ไม่ใช่ แล้วมันคืออะไร คือเราต้องมองภาพรวมที่กว้างขึ้น มันเหมือนกับตาบอดคลำช้างที่ผมชอบพูด ที่คลำขาก็บอกว่าช้างมันรูปร่างอย่างนี้ ที่คลำหูก็ว่ารูปร่างอย่างนี้ แล้วถามว่าผิดไหม ก็ไม่ผิด มันก็ถูกกันหมด"
เมื่อนักสันติวิธีออกมาพูดมักถูกผลักเป็นอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ หรือไม่ก็ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลาง
"ในเมื่อเขาพูดในเชิงถูกผิด เหลืองก็ว่าเหลืองถูก แดงผิด แดงก็ว่าแดงถูกเหลืองผิด เอาอะไรกับคนที่มาอยู่ตรงกลาง มันไม่เลือกได้ยังไง ในเมื่อในสายตาของแดงมันชัดเหลือเกิน มันชัดสุดๆ เลย มันสองมาตรฐาน อย่างนี้มันไม่ยุติธรรม เอ๊ะไอ้คนนี้มันพูดก้ำๆ กึ่งๆ ก็รับไม่ได้ เหลืองก็คิดแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นการทะเลาะกันแบบนี้มันเกิดการแยกขั้วกัน คุณต้องเลือกข้างคุณอยู่ตรงกลางไม่ได้ ผมก็เถียงเขาทำไมอยู่ไม่ได้ ผมก็คิดแบบจำแนกไม่ได้เหรอ ผมชอบยกตัวอย่างเหมาเจ๋อตง รัฐบาลจีนก็คงประเมินว่าเหมาเจ๋อตงถูก 70 เปอร์เซ็นต์ ผิด 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นยังเอารูปเหมาเจ๋อตงอยู่ในจตุรัสเทียนอันเหมินอยู่ เขาก็ไม่ได้บอกว่าเหมาเจ๋อตงถูกทั้งหมด ไม่ได้ยกขึ้นไปโอ้โหวีรบุรุษทั้งแท่ง ก็มีอะไรที่ผิดพลาดเยอะ ในเรื่องของการปฏิวัติวัฒนธรรม ในเรื่องอะไรต่างๆ แต่ถ้าดูเบ็ดเสร็จแล้ว ชั่งน้ำหนักแล้วดีมากกว่าเลวอยู่"
แต่สังคมไทยชอบตัดสินขาว-ดำ ต้องการแต่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด
"ผมคิดว่าวัฒนธรรมไทยก็มีความอ่อนโยนพอสมควร แต่หลังๆ นี่เราไปเอาวัฒนธรรมถูก-ผิด มาจากไหนก็ไม่ทราบ ผมสังเกตนะ อันนี้แปลกมาก คนที่เคร่งจริยธรรม คนที่เคร่งคุณธรรม จะมองเป็นขาวเป็นดำ เพราะถูกอบรมเลี้ยงดูมาว่าทำบาปไม่ได้เลยนะ ทำผิดไม่ได้เลยนะ ก็ค่อนข้างจะเคร่งครัด แต่ถ้าคนที่ไม่ได้บริสุทธิ์เท่าไหร่จะมองว่า เออ มันก็พอไหวนะ พอทนกันได้นะ พอยอมรับกันได้ ดี 70 เสีย 30 ยังพอได้อยู่ เพราะยังหาคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่เจอ"
ในอนาคตกลุ่มสันติวิธีเป็นตัวกลางในสังคมความขัดแย้งได้ไหม
"เราไม่ได้ต้องการมีบทบาทในฐานะที่ว่าต่อไปจะเราอยากจะมีอำนาจ มันไม่ได้อย่างนั้น ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป การยอมรับอาจจะพอได้ แต่สร้างอำนาจไม่ใช่ สมมติขณะนี้นายกรัฐมนตรีปัจจุบันขัดแย้งกับอดีตนายกรัฐมนตรี 2 คน ก็คือคุณทักษิณกับคุณชวลิต ดีไม่ดีก็ยังแย้งๆ นิดหน่อยกับอดีตนายกฯ อีกคนคือคุณบรรหาร แล้วจะหาใครที่มีอำนาจมากกว่า 3 คนนี้มาเป็นคนกลาง จะให้กลุ่มสันติวิธีไปช่วยไกล่เกลี่ยเหรอ ไม่มีทาง เราก็ชี้ วิเคราะห์ หรือในกรณีที่คู่ขัดแย้งอยากให้เราช่วยประสาน ช่วยเสนอความคิด อันนี้ได้ เพราะถ้าเป็นคนกลางมันจะไม่ใช่เป็นคนกลางเชิงไกล่เกลี่ยของคนมีอำนาจบารมี แต่ว่าคนไทยชอบแบบนี้ มันเลยขัดกัน พอพูดถึงหาคนกลาง เขาบอกว่ามันไม่มี หาคนกลางที่ไหนที่มีอำนาจบารมีทุกคนฟัง ก็ลดลงหน่อยสิ เอาแค่นักการทูตดีๆ ก็พอแล้ว เพราะคนคนนี้เขาไม่ต้องไปตัดสินอะไรนี่ เขาเป็นนักสื่อสาร"
ทำอย่างไรให้สันติวิธียั่งยืน ไม่ใช่ว่าพอจะชุมนุมทีก็พูดกันที
"อันที่จริงสันติวิธีในเมืองไทยก็ก้าวหน้าเยอะนะ ผมเริ่มพูดเรื่องสันติวิธีตั้งแต่ปี 2519 ตอนนั้นมีความขัดแย้งกันระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาล แนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์กับแนวร่วมรัฐบาล แนวร่วมรัฐบาลค่อนข้างจะเป็นฝ่ายขวา แนวร่วมของรัฐบาลก็มีกลุ่มกระทิงแดง กลุ่มค้างคาวเขียว ผมก็พูดเรื่องกลางๆ มันก็ไปขัดกันทั้ง 2 ฝ่าย พอผมบอกสันติวิธีฝ่ายคอมมิวนิสต์บอกอำนาจรัฐมาจากกระบอกปืน ผมบอกสันติวิธี ไอ้นี่มันมาช่วยปกป้องคอมมิวนิสต์นี่หว่า ไอ้พวกนี้มันแนวร่วมแปลง พูดเรื่องสันติวิธีจะขัดขวางการปราบปรามของรัฐที่จะมีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ผมก็โดนเลย ตอนแรกๆ ก็โดนแนวร่วมฝ่ายซ้ายตี ส่วนองค์กรจัดตั้งฝ่ายขวาก็ตีหนักด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ก็เป็นอย่างนี้ มันช่วยไม่ได้ แต่ผมยังเชื่อว่าสันติวิธีทำงานแล้วได้ผล ต้องดูตรงนี้ ถ้าสันติวิธีทำงานไม่ได้ผล และมีความอยุติธรรม และคุณยอมจำนนนิ่งดูดาย อันนี้อาจจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือมีความอยุติธรรมเราก็สู้กับความอยุติธรรมโดยใช้สันติวิธี ดีที่สองซึ่งก็ไม่สนับสนุนนะ ก็ยังใช้ความรุนแรงเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรม แต่ดีน้อยที่สุดหรือไม่ดีเลยก็คือยอมจำนนต่อความอยุติธรรม เพราะเราก็จะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับคนที่ไปกดขี่เอารัดเอาเปรียบข่มเหงรังแกคนอื่น"
ในบางเงื่อนไขสามารถใช้ความรุนแรงเพื่อกดดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
"คำว่ากดดันยังถือว่าเป็นสันติวิธีก็ได้นะ เขามาชุมนุมถามว่ามาทำไม ก็คือมากดดัน แต่ก็อยู่ในกรอบของการกดดันก็คือไม่ใช้กำลัง ไม่ใช้อาวุธ กดดันด้วยการแสดงมติมหาชนออกมา กดดันด้วยการสร้างเหตุสร้างผลขึ้นมา ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งมีที่ยืนที่แคบลงๆ ต่อไปก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะว่าแรงน้อยๆ การเคลื่อนไหวน้อยๆ ที่ไม่มีอาวุธถ้ามีความชอบธรรมและสามารถทำให้องค์กรใหญ่ ซึ่งขาดความชอบธรรม อยู่ไม่ได้เหมือนกัน"
อ.โคทมเคยวิเคราะห์ว่าปรากฏการณ์พันธมิตรฯ เป็นเหมือน Academy Fantasia แล้วมองขบวนการเสื้อแดงแบบไหน
"เสื้อแดงฐานเขาอยู่ต่างจังหวัด สองความชัดเจนในการต่อสู้ไม่เหมือนกัน เสื้อเหลืองชัดเจนมากเลย ทักษิณออกไป ไม่เอาทักษิณ พื้นฐานเขาไม่มีอะไรเหมือนกันเท่าไหร่แต่เขาใช้จุดร่วมให้เป็นประโยชน์สูงสุด ส่วนเสื้อแดงที่เขาพูดอยู่ก็ยังดูนามธรรม ส่วนประเด็นสองมาตรฐานก็พอเข้าใจได้ อำมาตย์ก็พอเข้าใจได้แต่มันยังนามธรรมไปนิดหนึ่ง"
ถึงวันนี้มันกลายเป็นสงครามชนชั้นขับไล่อำมาตย์
"ในขบวนการต่อสู้มันก็มีหลายปัจจัย หลายมิติ หลายองค์ประกอบ ผมว่าการต่อสู้กับอำมาตย์ก็เป็น factor หนึ่งของเขา อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดก็ได้ เรื่องชนชั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเราไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรม"
การเมืองใน 4-5 ปี เรายังต้องเผชิญภาวะแบบนี้อยู่
"ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้นะภายใน 4-5 ปี อันนี้มันไม่ปกติ คือชุมนุมเล็กชุมนุมอะไรก็ว่ากันไป ขัดแย้งกันเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ปากท้องอะไร ก็ว่ากันไป แต่นี่เป็นการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองนะ ต้องหาทางแก้ให้ได้ ผมว่าอาจจะยืดเยื้อหน่อย แต่ไม่น่าจะถึง 4-5 ปี"
"ถ้าจะให้วิเคราะห์มันทำได้ 2 อย่าง คือสิ่งที่เป็นไปได้ อีกอย่างคือบอกว่าสิ่งที่เราอยากจะให้เป็น ผมอยากให้ทำทั้ง 2 อย่าง อย่างหนึ่งก็คือเรื่องการศึกษาในเชิงฉากทัศน์ อีกอันก็ศึกษาอนาคตในเรื่องของจุดร่วมทางการเมือง วิสัยทัศน์อะไรต่ออะไร แต่ขณะนี้ทำเรื่องวิสัยทัศน์ทางการเมืองน่าจะดีกว่า น่าจะง่ายกว่า แต่ใครจะทำทั้ง 2 ทางก็ไม่ว่ากัน เสร็จแล้วมันก็จะมาบรรจบกันเอง วิสัยทัศน์ก็คือสิ่งที่เราอยากให้เป็น ส่วนฉากทัศน์ก็คือว่า เอ๊ะเราจะไปตรงนี้ได้ไหม ถ้าเราเดินทางนี้ เช่นไม่เอาแล้วการเลือกตั้งไม่ได้ความ ใช้สรรหาดีกว่า สมมติอย่างนี้ เดินทางนี้แล้วมันจะไปจุดนี้ไหม เราก็ต้องจินตนาการไปว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเลือกแบบนี้ๆ หรือถ้าเราเลือกอีกแบบหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น อาจจะมาทางนี้ตรงกว่า อย่างนี้เป็นต้น แต่การคิดเรื่องแบบนี้มันไม่มีใครเก่งพอที่จะทำได้คนเดียว เพราะว่าไม่สามารถเอาใจเขาใส่เราได้ตลอด ว่าเอ๊ะคนชนบทคิดยังไงนะ ข้าราชการคิดยังไงนะ ต้องเอามาคิดร่วมกันก็จะจำลองสังคมมาคนเหล่านี้แต่ละคนก็จะมีอิทธิพลในแวดวงของตัวเอง ก็จะได้ยอมรับว่าอันนี้ดีที่สุด มีหลักการที่ดีตามนี้ เขาจะได้เดินไปได้อย่างสบายใจ"
หลังจากวันที่ 14 มี.ค.ประชาชนคนที่อยู่ตรงกลางจะต้องทำอะไรบ้าง
"อาจจะออกมาบอกล่าว ออกมาแสดงสัญลักษณ์ ออกมาแสดงความห่วงใย ออกมาช่วยเหลือด้วยใจ อย่ามองว่าผู้ชุมนุมเป็นศัตรู อย่ามองเจ้าหน้าที่เป็นศัตรู สมมติถ้าเขามาชุมนุมตรงนี้เราระคายเคืองบ้างถ้าทนได้ก็ยอมทนหน่อย ถ้าทนไม่ได้ยังไงก็บอกเขา ถ้าเขาเดือดร้อนมา สมมติขอใช้ห้องน้ำอย่างนี้ แต่บอกว่าคุณเสื้อแดงไปที่อื่นเลย อย่างนี้ก็กระไรอยู่นะ เขาถึงบอกว่าขอปลดทุกข์หน่อย ก็หาสุขาให้เขา เขาให้หิวน้ำก็ให้น้ำเขาดื่ม แค่นี้มันก็เป็นน้ำใจต่อกัน อุณหภูมิมันจะลดลง"
พูดอย่างนี้เดี๋ยวเขาบอกต้องทำตัวเป็นเจ้าบ้านต้อนรับเลยหรือเปล่า
"ก็นิสัยคนไทยนะ เขาเดือดร้อนเล็กๆ น้อยๆ แล้วเราแสดงน้ำใจ ไม่เสียหายหรอก"
ทั้งสองฝ่ายต้องระวังมือที่ 3 ด้วย
"ยาก แต่ว่าหนึ่งต้องปรามก่อน ปรามฝ่ายตัวเองก่อน เพราะบางทีมันไม่ใช่มือที่ 3 จริง แต่เป็นมือที่ 1 หรือมือที่ 2 ซึ่งแตกแถว อันนี้ผมคิดว่าต้องระวัง สมมติเราชุมนุมกันอยู่ดีๆ มีบางคนบอกไปเลย ลุย ต้องดึงกลับมาให้ได้ อย่าไป อย่าตามเขาไป เดี๋ยวเกิดเรื่องนะ หรือบางคนในนี้เลือดร้อน ไปชกต่อยกันใหญ่ ยกพวกตีกันไปตีกันมา เพราะฉะนั้นเรื่องแรกก็คือระวังพวกเราเองก่อนอย่าแตกแถว อันนี้ผมพูดทั้งผู้ชุมนุมและผู้ดูแลการชุมนุม ถ้าผู้ดูแลการชุมนุมลุแก่โทสะนี่ยิ่งแย่ใหญ่ ส่วนประชาชนก็บอกไปแล้ว แต่ตอนนี้เสื้อแดงเขาก็เอาไปใช้นะ ใครมาก่อกวนก็ถ่ายรูปไว้เลย เพราะฉะนั้นอย่าไปติเขาว่าคนเสื้อแดงดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่การกระทำ"
อ.โคทม มองว่าของจริงคือหลังวันที่ 14 มี.ค.
"ของจริงหลังวันที่ 14 แต่ต้องดูอีกทีว่าจะบล็อกการจราจรทำให้กรุงเทพฯ เป็นอัมพาตมันกระทบกระเทือนเศรษฐกิจใช่ไหม แต่มันจะเพิ่มแรงกดดัน ต้องดูปฏิกิริยาของประชาชน ดูปฏิกิริยาของรัฐ ซึ่งสุ่มเสี่ยงมาก ถึงตรงนั้นผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเขาไม่ถึงกับทำให้เป็นอัมพาต ค่อยๆ เพิ่มระดับความกดดัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงจุดหนึ่งมันก็เหมือนกันการแข่งขันดำน้ำ ถ้าคุณดำน้ำแล้วคุณกอดเสาไว้ กลั้นลมหายใจรอว่าเมื่อไหร่อีกฝ่ายจะยอมแพ้ อย่างตอนเสื้อเหลืองเขาก็ดำน้ำกอดเสาถึง 193 วัน แต่เสื้อแดงสิ่งที่เขาพยายามจะทำตอนนี้คือเขาแสดงให้เห็นว่าเขาก็เอาจริงนะ เขาก็มีคนเยอะนะ เขาก็อึดพอสมควรนะ รัฐจะยอมไหมล่ะ ถ้ารัฐอึดกว่าใจเย็นกว่า คนกรุงเทพฯ ก็อึดด้วย มันก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าใจร้อนไม่อึด เสื้อแดงก็เฮ้ยไม่ได้ ม้วนเดียวจบ เสื้อเหลืองก่อนนี้ก็ประกาศเหมือนกัน สงครามครั้งสุดท้าย ก็เป็นเรื่องจิตวิทยา ส่วนตำรวจบอกไม่ได้ คราวนี้จัดการทันทีเลยไม่ยอมให้จราจรเป็นอัมพาต แต่ความจริงแล้วแค่รถชนกัน 2-3 คันจราจรในกรุงเทพฯ ก็อัมพาตแล้วนะ ไม่เกี่ยวกับม็อบเลย และที่ตลกคือวันนี้จราจรโล่งมากเลย (หัวเราะ)"
คิดว่านายกฯ อภิสิทธิ์จะดำน้ำได้นานแค่ไหน
"คุณอภิสิทธิ์ไม่น่าจะใช้ความรุนแรง แต่ความอดทนของคุณอภิสิทธิ์เดี๋ยวต้องดูกัน"
แต่เทียบกับเมษาปีที่แล้ว รัฐบาลไว้ใจทหารได้มากกว่าตอนนี้
"ทหารคราวที่แล้วเขาพลาดนะ เอาปืนออกมานี่เสี่ยงมากๆ เลย แต่คราวนี้เขาบอกไม่เอาปืน ก็มาด้วยใจจริงๆ คิดดูว่ามีปืนมันอุ่นใจ แต่ผลเสียมาก แต่ไปมือเปล่านี่ทหารไม่เคยนะ ผมจำได้เลยตอนยึดสนามบินผมถามตำรวจว่าทำไมไม่เข้าไปกันคนออกมาอย่างสันติ เอากระบองหรือเอาโล่ดันออกไป ตำรวจบอกไม่ได้ครับ ทางโน้นมีปืนเดี๋ยวยิง ตำรวจก็กลัวถูกยิง ทหารก็กลัวถูกยิง ยิ่งตอนนี้ตำรวจทหารไม่มีปืนผมว่าเขามีความกล้าหาญ การใช้สันติวิธีต้องการความกล้าหาญ แต่ขณะเดียวกันเราจะต้องช่วยเขา ผมชอบพูดว่าตอนผมเป็นนักศึกษาอยู่ที่ฝรั่งเศส ผมชื่นชมตำรวจอังกฤษ ย่านไหนๆ จะเดินตรวจ เขาใช้วิธีเดินตรวจนะ ไม่ใช่นั่งรถ เดินไปเดินมาตรวจตราอย่างนี้แหละ ห้ามพกพาอาวุธปืน ถามว่ามีใครไปทำร้ายไหม นานๆ ทีก็มีนะ ผู้ร้ายก็มีปืนยิงตำรวจ โอ้โหทีนี้เรื่องใหญ่มากเลย สังคมออกมากดดันต้องตามจับให้ได้ ผู้ร้ายยิงตำรวจที่ไม่มีปืน สังคมกดดันหนัก เขาก็อยู่ได้ตำรวจไม่พกปืน ถ้าเขาโดนทำร้ายชาวบ้านอยู่ข้างเขาเลย ขอให้เป็นอย่างนี้นะ ถ้าคราวนี้ตำรวจหรือทหารที่ไม่มีปืนจะถูกทำร้าย ชาวบ้านต้องไปช่วย หรือเราต้องเห็นใจเขา"
"อย่างหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังในปี 1968 ผมเป็นนักศึกษาอยู่ เดือน พ.ค.มีการชุมนุมกันทั้งเดือนนะ ทั้งกรุงปารีส เรียกว่าไปไหนมาไหนเขาตัดต้นไม้ขวางทางเลย สัญจรโดยรถไม่ได้ สู้กับตำรวจ ขว้างขวดใส่น้ำมัน นักศึกษาสมัยนั้นเขาทำกันมาเยอะแล้ว ตำรวจก็วิ่งถือไม้กระบองฟาดหัวร้างข้างแตกเลือดโทรมเลย ไม่มีคนตาย หนึ่งเดือนเต็มไม่มีคนตาย ตำรวจล้อมกรอบนักศึกษา ไอ้ตัวนี้แสบมาก ก็อาจจะฟาดสัก 2-3 ตุ๊บแต่ไม่ตายนะแล้วก็จับไป ถ้าตำรวจวิ่งมาเผลอถูกนักศึกษาล้อมกรอบ ก็อาจจะล่อไป 2-3 ตุ๊บ แต่ไม่ตาย"
ทำไมไม่เลยเถิด
"เขายังเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต ของเราเมืองพุทธนะ สมาทานศีลข้อแรกคืออะไร ชีวิตมนุษย์มีค่า คนขโมยโทรศัพท์ผมไป เดี๋ยวผมก็หาใหม่ คุณทุบแก้วผมแตกเดี๋ยวผมซื้อใหม่ได้ แต่คุณไปฆ่าคน จบแล้ว เขาสอนกันมาอย่างนี้นะ ชีวิตมีค่าเหนือทรัพย์สินเหนือสิ่งอื่น เวลาเขาลุแก่โทสะเขาก็ไม่ไปถึงขั้นทำลายชีวิต ของเรานี่เผลอไม่ได้เลย ตีกันจนตาย นักศึกษาทะเลาะกันนี่เอากันถึงตายเลย แต่เวลาไม่ทะเลาะกันก็ดี๊ดี มันไม่มีทางสายกลาง อยากจะเรียกร้องทางสายกลาง ศีลข้อที่หนึ่งและวาจา ความจริงมุสาวาจาน่าจะรวมถึงมิจฉาวาจาทั้งหมด ก็คือวาจาหยาบคาย วาจาส่อเสียด วาจาเพ้อเจ้อ เราเป็นเมืองพุทธแต่เรายังผิวเผิน".
/////////////////////
ล้อมกรอบ
คู่มือคนไทยในความขัดแย้ง
การชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของสาธารณชนด้วย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมมีอยู่สามฝ่ายคือ ผู้ชุมนุมเอง ฝ่ายรัฐผู้มีหน้าที่ดูแลการชุมนุม และสาธารณชนที่อาจได้รับผลกระทบ (ทั้งนี้ไม่รวมถึงฝ่ายอื่นที่อาจเข้ามาแทรกแซงหรือหันเหการชุมนุม) สองฝ่ายแรกล้วนประกาศว่าจะยึดมั่นในสันติวิธี ส่วนสาธารณชนเองก็ไม่น่าจะมีผู้ใดที่ประสงค์จะให้เกิดความรุนแรง ในทางตรงข้าม สาธารณชนอยากได้รับความมั่นใจจากสองฝ่ายแรกว่าได้มีการเตรียมการที่ดีเพื่อป้องกันมิให้เกิดความรุนแรง รวมทั้งได้เตรียมมาตรการไว้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ทันท่วงทีหากมีความรุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี สาธารณชนยังอาจมีบทบาทที่จะช่วยให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติได้ด้วย
สาธารณชนในฐานะผู้เฝ้าดูที่รู้เท่าทัน
การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน การชุมนุมครั้งนี้เป็นการแข่งขันทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับข้าราชการที่ทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายหนึ่ง กับฝ่ายค้าน ร่วมกับ นปช.อีกฝ่ายหนึ่ง สาธารณชนคือผู้เฝ้าดูการแข่งขันทางการเมืองโดยเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญด้วย เพื่อให้รู้เท่าทันการแข่งขันทางการเมือง สาธารณชนพึงรู้เท่าทันกติกาการชุมนุมอย่างสันติ หมายความว่าสาธารณชนจะต้องสามารถแสดงออกหากมีความพยายามหรือมีการละเมิดกติกาเกิดขึ้น กฎหมายบ้านเมืองคือกติกาพื้นฐาน แต่ผู้ชมพึงเฝ้าดูเจตนาและพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมมือกันป้องกันความรุนแรง มิใช่ต่างฝ่ายคอยแต่จะขอความเห็นใจและโทษอีกฝ่ายโดยหวังตบตาผู้ชม ในที่นี้ ขอเสนอข้อคิดเห็นบางประการประกอบการเฝ้าดูการชุมนุมเพื่อความรู้เท่าทัน ดังนี้
- ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าเหนือทรัพย์สินหรือสิ่งอื่นใด
- การใช้วาจายั่วยุให้เกิดความเกลียดชังจนถึงขั้นพร้อมทำร้ายผู้อื่นไม่ใช่สันติวิธีและน่าจะผิดกฎหมายด้วย
-การควบคุมฝูงชนต้องมีระเบียบและขั้นตอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และใช้วิธีการตามกรอบของกฎหมายโดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง หากจำเป็นจึงใช้ความรุนแรงน้อยที่สุด เพียงเพื่อระงับความรุนแรงที่ร้ายแรงกว่าเท่านั้น
สาธารณชนในฐานะผู้สื่อสารเพื่อป้องกันความรุนแรง
ในระบอบประชาธิปไตย สาธารณชนควรมีการถกแถลงกัน (deliberation) เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถตัดสินใจทางการเมืองได้ดี เมื่อมีการชุมนุมครั้งใหญ่ นอกเหนือจากการถกแถลงเพื่อชั่งน้ำหนักเหตุผลของแต่ละฝ่ายแล้ว สาธารณชนพึงถกแถลงว่าตนสามารถช่วยป้องกันความรุนแรงได้อย่างไรหรือไม่ด้วย ในการนี้อาจเริ่มต้นที่ตนเองก่อน เช่น
- ฝึกการมีสติและการรักษาระยะห่างทางอารมณ์
- ฝึกการฟังและการไม่ด่วนตัดสิน
- ฝึกขันติธรรมหรือความทนกันได้โดยเข้าใจว่าทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ต่างมีความเดือดเนื้อร้อนใจ ถึงเราอาจได้รับผลกระทบหรือมีความเดือดร้อนบ้าง ก็ควรมีความเห็นใจและอดทน มิใช่เห็นดีหรือเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงเพื่อให้เรื่องจบลงโดยไวโดยไม่นำพาการแก้ไขปัญหา ฯลฯ
สาธารณชนพึงแสดงออกว่าไม่ต้องการความรุนแรง โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น
- ใช้อินเทอร์เน็ต (อีเมล์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องสันติวิธีและการชุมนุมโดยสงบ? ใช้การโทรศัพท์ หรือเอสเอ็มเอส เข้าไปในรายการวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อสนับสนุนการไม่ใช้ความรุนแรง
-ใช้การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่นการแต่งกายที่มีหลายสี เพื่อแสดงออกว่าไม่ยึดติดหรือคล้อยตามฝ่ายใดไปทั้งหมด หากรู้จักคิดอย่างรอบคอบและแยบคายบนฐานของการรับฟังข้อมูลที่หลากหลาย
สาธารณชนพึงสื่อสารถึง นปช. และฝ่ายรัฐ ทั้งโดยผ่านสื่อสารมวลชน หรือโดยปิดประกาศข้อความ ซึ่งอาจมีเนื้อหา เช่น
- ชุมนุมไม่ว่า แต่อย่ารุนแรง
- อย่าจัดม็อบชนม็อบ
- ผู้รักษากฎหมายทำหน้าที่ แต่ไม่ใช่คู่กรณี
- รัฐโปรดทำหน้าที่ อย่าให้มีความรุนแรง
สาธารณชนในฐานะผู้สื่อข่าวพลเมือง
คนย่อมไม่ยับยั้งชั่งใจที่จะทำบาปหากคิดว่าไม่มีผู้รู้เห็น แต่จะละอายต่อบาปมากขึ้นด้วยเกรงว่าจะเป็นที่รู้เห็นกันโดยทั่ว ในการชุมนุมครั้งนี้ ผู้ที่คิดจะก่อความรุนแรงหรือผู้ที่มีอารมณ์ร้อนแรงอาจยับยั้งชั่งใจหากมีผู้สื่อข่าวคอยจับตาดูอยู่ อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวมีจำนวนจำกัดและไม่อาจมีอยู่ทุกแห่งหนได้ อีกทั้งบางคนอาจเสนอข่าวด้านเดียวหรือเข้าข้าง ซึ่งจะยั่วยุอารมณ์ยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น สื่อสารมวลชนควรเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง คอยบันทึกเสียง และบันทึกภาพ เพื่อให้เห็นเหตุการณ์ในหลายแง่มุม การมีผู้สื่อข่าวพลเมืองเป็นสักขีพยานจำนวนมากจะช่วยให้เกิดความยับยั้งชั่งใจ และจะช่วยป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงลงได้
ประเด็นที่เสนอต่อ นปช. เจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลเรื่องการชุมนุมโดยสันติ
ในการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ ๑๔ มีนาคมนี้ คาดกันว่าจะมีผู้เข้าชุมนุมเกินแสนคน การมีผู้คนจำนวนมากมาอยู่รวมกันเช่นนี้ แม้จะมีการเตรียมการที่ดี หรือใช้ความรอบคอบมากแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องไม่ประมาท เพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ หากเกิดความรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต มิไยจะโทษฝ่ายใด ย่อมต้องเสียใจอยู่ดี ในที่นี้ขอเสนอข้อคิดเห็นบางประการต่อผู้นำ นปช.ในฐานะผู้จัดการชุมนุม และรัฐบาลในฐานะผู้สั่งการต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนี้
ข้อคิดเห็นทั่วไป
- คติที่อาจช่วยให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติคือ ไม่ประมาท มีสติ มิรุนแรง
- ทั้งรัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ชุมนุมพึงสมาทานศีลซึ่งเป็นข้อตกลงทางใจต่อสาธารณะ (Public MOU) ว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง
- นปช. และรัฐบาลมีความขัดแย้งกันในหลายๆ เรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องร่วมมือกันคือ การป้องกัน บรรเทา และระงับความรุนแรง ซึ่งทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชอบ
- ในการร่วมมือกันดังกล่าว ต้องมีความจริงใจ ตลอดจนมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมีประสิทธิภาพและเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชน
จัดให้มีระบบงานความร่วมมือ
ในการร่วมมือกันป้องกัน บรรเทา และระงับความรุนแรง รัฐบาล และ นปช.ควรวางระบบงานซึ่งอาจมีองค์ประกอบเบื้องต้น ดังนี้
- จัดให้มีคณะทำงานของแต่ละฝ่ายทำหน้าที่เหมือนเป็น 'ทูต' ที่คอยสื่อสารให้รู้เขารู้เราตลอดเวลา ทั้งนี้ในกิจการใดที่อาจเสี่ยงต่อความรุนแรง หรือในกิจการที่จะต้องร่วมกันป้องกัน บรรเทา และระงับความรุนแรง
- คณะทำงานของแต่ละฝ่ายมีแผนงานป้องกัน บรรเทา และระงับความรุนแรง ซึ่งมีการสื่อสารให้ทราบล่วงหน้า หรือให้ทราบหากมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆ
- คณะทำงานของแต่ละฝ่ายมีเครื่องมือสื่อสารถึงกันหลายช่องทาง ทั้งที่เป็นการสื่อสารถึงหลายบุคคลพร้อมกัน หรือการสื่อสารระหว่างบุคคลหรือคณะบุคคลโดยเฉพาะ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร อินเทอร์เน็ต วอล์กกี-ทอล์กกี วิทยุสมัครเล่น ฯลฯ
- คณะทำงานต้องสามารถสื่อสารถึงแกนนำหรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ปฏิบัติงานได้เตรียมการและมีการฝึกฝนให้รับสถานการณ์ต่างๆ เท่าที่คาดคิดไว้ก่อนได้ รวมทั้งรับทราบและให้ความร่วมมือกันในภาคสนามโดยไม่เกิดความเข้าใจผิดด้วย
- ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามสามารถรายงานเหตุการณ์ที่อาจร้ายแรงหรือรุนแรงไปยังคณะทำงานได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งสามารถเข้าระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที ภายใต้กรอบที่กำหนดไว้ชัดเจนล่วงหน้า (rule of engagement)
- คณะทำงานสามารถติดต่อกับบุคคลหรือองค์กร ที่มีทักษะในการป้องกัน บรรเทา และระงับความรุนแรง หรือให้ความช่วยเหลือกรณีมีความเสียหายเกิดขึ้น ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ข้อคิดเห็นต่อ นปช.
- ผู้จัดชุมนุมและผู้ชุมนุมพึงสมาทานศีลต่อสาธารณะดังนี้ "ข้าพเจ้าจะชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และจะไม่ก่อเหตุรุนแรงใดๆ"
- การชุมนุมย่อมก่อให้เกิดความเดือดร้อน ระคายเคืองต่อสาธารณชนไม่มากก็น้อย จึงควรมีการทำความเข้าใจต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และจำกัดขอบเขตมิให้เกิดความเดือดร้อนจนเกินไป หรือจนส่งผลให้เกิดการชุมนุมต่อต้าน
- ถ้ามีการนำยานพาหนะจำนวนมากเข้ามาในเมือง ควรจัดสถานที่จอดอย่างเป็นระเบียบและไกลจากที่ชุมนุมพอสมควร
- ควรมีผู้นำที่จะคอยดูแลผู้มาชุมนุมเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่หน่วยย่อยถึงหน่วยกลางกรณีที่ต้องกระจายตัวออกไป ต้องควบคุมหน่วยย่อยต่างๆ ให้รวมตัวกันไว้ โดยกำหนดจุดรวมตัวหน่วยย่อย และจุดรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ไว้ล่วงหน้า โดยไม่ให้มีการกระจายตัวแบบไร้การควบคุม
- จัดให้มีระบบสื่อสารระหว่างผู้นำตามลำดับชั้น เช่นการสื่อสารผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งระบบสื่อสารที่เข้าถึงผู้ชุมนุมจำนวนมากหรือทุกคน นอกเหนือจากเวทีปราศรัยใหญ่ เช่น มีเวทีปราศรัยย่อย การสื่อสารผ่านวิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ
ข้อคิดเห็นต่อเจ้าหน้าที่รัฐ
- เจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่คู่กรณี หากมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย และปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและจริยธรรม
- เจ้าหน้าที่รัฐพึงสมาทานศีลต่อสาธารณะดังนี้ "ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่ป้องกัน ระงับและบรรเทาความรุนแรงอย่างมีสติและตามกฎหมาย"
- เจ้าหน้าที่รัฐพึงศึกษากฎเกณฑ์การปฏิบัติการในการควบคุมฝูงชนอย่างมีระเบียบเป็นขั้นตอนในกรอบของกฎหมายโดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง หากจำเป็นจึงใช้ความรุนแรงน้อยที่สุด เพียงเพื่อระงับความรุนแรงที่ร้ายแรงกว่าเท่านั้น
ข้อคิดเห็นต่อรัฐบาล
- รัฐบาลพึงสมาทานศีลต่อสาธารณะดังนี้ "ข้าพเจ้าจะสั่งการต่อเจ้าหน้าที่รัฐด้วยความรับผิดชอบ โดยมุ่งมิให้เกิดความรุนแรงใดๆ"
- รัฐบาลพึงใช้สื่อด้วยความระมัดระวัง เพื่อมิให้ผู้ได้รับผลกระทบเกิดอารมณ์รุนแรงจนอาจเกิดการชุมนุมต้านการชุมนุมที่ควบคุมได้ยาก
- รัฐบาลพึงอำนวยความสะดวกต่อการชุมนุมตามสมควร เช่นจัดสถานที่จอดรถ จัดสถานที่ชุมนุมเพื่อมิให้มีการแตกกระจายการชุมนุม ซึ่งจะควบคุมยาก
- รัฐบาลพึงใช้กฎหมายความมั่นคงภายในราชอาณาจักรอย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งโดยการประกาศภาวะฉุกเฉิน.








