Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

สูตรธรรมะเยียวยาใจ


   ฟังข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเด็กจากนายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี หัวหน้าคลินิกเพื่อนวัยทีน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ออกมาเปิดเผยว่า เด็กไทยมีสุขภาพจิตแย่ลง ครอบครัวมีปัญหามากขึ้น โดยกว่า 62% ของครอบครัวไทยต้องเผชิญทั้งปัญหาความแตกแยก ครอบครัวไม่อบอุ่น มีปัญหาสุขภาพจิต
     ขณะที่พ่อแม่ก็เหนื่อยกับการเลี้ยงลูก เครียดกับการเรียนของลูก และการสอบแข่งขันต่างๆ เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้พ่อแม่มือใหม่ไม่อยากมีลูก ส่งผลให้ขนาดของครอบครัวเล็กลง แต่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2568 ไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มจาก 7.4 ล้านคน เป็น 14,400,000 คนทีเดียว ซึ่งอนาคตจะมีปัญหาอย่างแน่นอน
     สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เอง ก็พยายามให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมของเครือข่ายภาคีต่างๆ อย่างเช่น เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการเปิดตัวโครงการ "บัตรเดียว เที่ยวยกครัว (Happy Family Day Card)" ทัวร์ฟรีรอบกรุง เสริมการเรียนรู้ของเด็ก สานสัมพันธ์ครอบครัวขึ้นในเขตแหล่งเรียนรู้เขตกรุงเทพฯ จำนวน 100 แห่ง และปริมณฑล จำนวน 100 แห่ง ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์เข้าร่วม 71 แห่ง ห้องสมุด 3 แห่ง สวนสาธารณะและตลาดน้ำ 10 แห่ง และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ในศาสนสถานอีก 16 แห่ง
     เร็วๆ นี้ บัตรนี้ยังสามารถใช้ในการเดินทางของ MRT BTS และเรือด่วนเจ้าพระยาได้ฟรีอีกด้วย เป็นของขวัญให้แก่ครอบครัวไทยตลอดปี 2553 บัตร 1 ใบใช้ได้กับสมาชิกในครอบครัวไม่เกิน 4 คน ใครสนใจแวะเข้าไปดูรายละเอียดที่ www.thaihealth.or.th และ www.happyfamilyday.com
     ใช้ธรรมะเลี้ยงลูก
     แม้ว่าการสร้างสรรค์โครงการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อในการทำให้ครอบครัวลดความเครียดในการเลี้ยงดูบุตรหลานจะได้ผลอยู่บ้าง แต่ปัจจัยลึกๆ กว่านั้นคงต้องมองลงให้ตรงไปที่เหตุผลเป็นหลัก จะว่าไปแล้ว จากประสบการณ์ดูเหมือนว่าสิ่งที่เป็นตัวเครื่องมือในการช่วยเลี้ยงลูกได้ดีที่สุดนั้น เห็นจะไม่มีอะไรเกินไปกว่า "ธรรมะ" จำได้ว่าเคยนั่งอ่านหนังสือของท่านปัญญานันทภิกขุเรื่อง "รักลูกให้ถูกทาง" ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนไว้นานมากแล้ว แต่ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นมากี่ครั้งก็ตาม ข้อแนะนำในหนังสือเล่มนี้ก็ยังมิเคยล้าสมัย
     ท่านบอกว่า
     "ความเป็นพ่อแม่โดยสมบูรณ์
     ไม่ใช่เป็นภาระที่เบาและง่ายๆ เลย
     ไม่ใช่มีภาระเพียงว่า
     สร้างลูกให้เกิดมาในโลกกับเขาได้นั้น

     ท่านจะนึกเพียงแต่ว่า "มีบ้านให้อยู่ มีอู่ให้นอน
     มีหมอนให้หนุน มีคุณให้พึ่ง
     และ "มีข้าวให้กิน มีสินให้ใช้" เท่านั้น
     ว่าเพียงพอแล้ว
     หาถูกต้องสมบูรณ์ไม่

     ปัญหาที่สำคัญยิ่งยวดขึ้นอยู่ที่ว่า
     ท่านได้สร้างแนวทางชีวิตแห่งลูกของท่าน
     ให้รู้สึกว่า "มีอนาคตที่แจ่มใส" แล้วหรือยัง?...."

     เปลี่ยนวิธีคิด ทำบ้านให้เป็นโรงเรียน
     แทนที่จะเครียดกับการเลี้ยงลูก ท่านปัญญานันทภิกขุแนะนำว่า ให้คนที่เป็นพ่อแม่คิดเสียใหม่ว่า พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า "มารดาบิดาเป็นครูคนแรกของบุตรธิดา" เพราะเมื่อพิจารณากันดูแล้วจะเห็นว่าบุตรธิดาได้รับอิทธิพลจากพ่อแม่มากที่สุก
      เด็กคนใดอยู่ใกล้พ่อ รักพ่อมากกว่า เขาก็ถ่ายทอดกิริยาอาการของพ่อไว้ได้เกือบหมด
      ถ้าอยู่ใกล้แม่ รักแม่มากกว่าพ่อ เขาก็ถ่ายทอดกิริยาอาการของแม่ไว้ได้มากเช่นเดียวกัน โดยไม่ได้ตั้งใจ
      พ่อแม่จึงกลายเป็นครูของลูกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
      การที่พ่อแม่เป็นครูไปโดยไม่ได้ตั้งใจมักจะเสียหายได้ เพราะผู้ที่เป็นครูอยู่โดยหน้าที่ไม่รู้ว่าตนกำลังเป็นครูของเด็กๆ อาจจะเผลอทำอะไรในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรแก่การเป็นตัวอย่างของเด็กไปบ้างก็ได้ จึงใคร่เตือนพ่อแม่ว่า ท่านเป็นครูของลูกก่อนครูคนใดๆ ทั้งหมด เมื่อท่านเป็นครูก็ควรสำนึกถึงหน้าที่ของท่านไว้ให้มาก ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของท่านเป็นการถ่ายทอดแบบ
ไปให้ลูกของท่านเสมอ
      อีกประการหนึ่ง ถ้าพูดกันโดยฐานะเป็นหน้าที่กันแล้ว พ่อแม่ก็มีหน้าที่อันสมบูรณ์ในอันที่จะให้การศึกษาแก่ลูกๆ โดยการห้ามมิให้กระทำความชั่ว ให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี ให้มีการศึกษาศิลปวิทยาตาสมควรแก่ฐานะของครอบครัว นี่เป็นหลักใหญ่สำหรับสร้างให้เด็กมีความก้าวหน้าทั้งกายทั้งใจ บ้านของเด็กจึงเป็นโรงเรียนไปในตัว
      บ้านเป็นโรงเรียนที่มีการปิด-เปิดอยู่ตลอดเวลา ครูผู้สอนก็ทำการสอนตลอดเวลา ผู้เรียนก้เรียนกันตลอดเวลา แต่เป็นการสอนการเรียนที่เป็นไปโดยมิได้ตั้งใจ หากแต่มีผลมากเหลือเกิน มากกว่าการเรียนภายในโรงเรียนเสียอีก
     รากฐานของชีวิตเด็กขึ้นอยู่กับชีวิตภายในบ้านของตนนั่นเอง ถ้าหากเราดูเด็กว่าเป็นผู้มีความประพฤติเป็นอย่างไร ก็ส่อถึงความเป็นอยู่ของเด็กภายในบ้านนั้นทันที จึงมีความจำเป็นเหลือเกินที่มารดาบิดาจะต้องปรับปรุงในบริเวณบ้าน คนภายในบ้าน รวมทั้งตัวของบิดามารดา อันเป็นประมุขของบ้านให้เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกๆ ไว้เสมอ ตัวอย่างเป็นโรคติดต่อกันเร็วมาก ไม่ว่าด้านดี ด้านร้าย
     ...ในการชี้ทาง ชักจูงเด็กให้สนใจในการศึกษาเล่าเรียนนั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้เครื่องล่อบ้างก็ควรทำ เช่น เอาหนังเข้าล่อบ้าง โดยบอกว่าถ้าหนูทำเลขถูกเรียบร้อยทุกข้อ แม่จะพาหนูไปดูหนังในวันเสาร์นี้ ถ้าเด็กอยากไปก็คงตั้งหน้าตั้งตาเรียนเป็นการใหญ่
      ในการสอนเด็กอบรมเด็กนั้นต้องเข้าใจไว้อีกประการหนึ่งคือ อย่าทำให้เป็นเรื่องหนักสำหรับเด็ก ควรทำให้เป็นเรื่องสนุกด้วย ได้คติสอนใจไปด้วยในตัว ให้เขาได้รับโดยไม่รู้สึกตัว อย่าบังคับในเรื่องนั้นๆ เพราะเด็กมิใช่ทหาร ที่พอรับประทานอาหารแล้วก็เข้าห้องประชุมฟังการอบรม อบรมกันจนหลับเป็นแถว
      ท่านปัญญานันทภิกขุยังบอกด้วยว่า ทุกโอกาสที่มีช่องทางจะแทรกความคิดความเห็นอะไรลงไปในสมองของเด็กๆ แล้ว ขออย่าได้ละโอกาสนั้นเสียเป็นอันขาด จงบอกให้เขาเข้าใจเรื่องนั้นว่าดีหรือเสียไว้เสมอ เป็นการพร่ำสอนเมื่อควรจะสอนจะเตือน การพร่ำสอนนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำแก่สาวกของพระองค์เสมอ ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พระองค์ต้องพร่ำสอนสาวกทันที เรื่องนี้ควรนำมาใช้ในครอบครัวได้ และถ้าทำได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่ครอบครัวของท่านมาก
     เมื่อเปลี่ยนความคิดได้ ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรยากเย็นเกินไปที่จะเปลี่ยน
     ความเครียด ความเหนื่อยในครอบครัวจะหายไปได้เช่นกัน.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์