"ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเยาวชนให้ใช้ไอซีทีอย่างสร้างสรรค์ บุคคลแรกคือพ่อแม่ ที่เข้าใจและให้การสนับสนุน บุคคลต่อมาคือครูในโรงเรียน ซึ่งต่างถือเป็นบุคคลที่ใกล้ตัวเยาวชน"
นี่คือความเป็นจริงสิ่งที่สังคมรับรู้อยู่แล้ว แต่ข้อมูลล่าสุดจากการเสวนาวิชาการเพื่อจัดการองค์ความรู้ในการพัฒนาไอซีที เพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน หรือ ICT Youth Connect KM Project โดยมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะวิจัยสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันราชานุกูล และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ขณะนี้เยาวชนไทยใช้เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เฉลี่ยวันละ 3.1 ชั่วโมง เป็นรองแค่ทีวีที่ใช้เวลาวันละ 5.7 ชั่วโมง
อ.อิทธิพล ปรีติประสงค์ หัวหน้าคณะวิจัยโครงการเสวนาวิชาการเพื่อจัดการองค์ความรู้ในการพัฒนาไอซีที เพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน และกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอผลการศึกษาโครงสร้างการพัฒนาส่งเสริมการใช้ไอซีทีเพื่อการพัฒนาเด็กและสังคม เปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศเกาหลี ว่าสถานการณ์การใช้ไอซีทีของเยาวชนไทย โดยการประมวลจากผลการศึกษาของหลายหน่วยงาน พบว่า เยาวชนไทยมีแนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อวันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีค่าเฉลี่ย 3.1 ชั่วโมงต่อวัน เป็นอันดับสองรองจากการใช้เวลาดูโทรทัศน์ที่เฉลี่ย 5.7 ชั่วโมงต่อวัน
ขณะเดียวกัน จากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังพบว่าในรอบปี 2552 ที่ผ่านมา ประชากรไทยกลุ่มอายุน้อยกว่า 20 ปี ทั้งชายและหญิง มีแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาเพิ่มมากขึ้น ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเว็บไซต์เพื่อความบันเทิงแล้ว จำนวนผู้ใช้งานเว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้กับเว็บไซต์เพื่อความบันเทิงมีความแตกต่างกันถึงมากกว่า 30 เท่า เป็นโจทย์ที่สังคมต้องหาวิธีการเพื่อเพิ่มพื้นที่ดังกล่าวให้มากขึ้น
ในส่วนของการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศเกาหลี ผลการวิจัยยังพบด้วยว่า ประเทศเกาหลีมีระบบการสนับสนุนประชาชนให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาที่เข้มแข็งกว่าประเทศไทยมาก โดยมีการเตรียมการรองรับการขยายตัวของไอซีทีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2527 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 25 ปี แบ่งเป็น 4 ยุค ได้แก่ ยุคที่ 1 พ.ศ.2527-2529 เป็นยุคของการเตรียมการ เตรียมคน เตรียมวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวด้านไอซีทีเพื่อนำไปสู่สังคมแห่งไอซีที ยุคที่ 2 พ.ศ.2529-2537 ยุคของการพัฒนาโครงพื้นฐาน สนับสนุนให้เกิดการใช้งานไอซีทีอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในเขตเมืองและชนบท
ยุคที่ 3 พ.ศ.2537-2540 เป็นยุคของการใช้ประโยชน์และการทำให้มีเสถียรภาพ เกิดแผนแม่บทสนับสนุนให้ประชาชนทุกระดับ ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัยเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ต ครอบคลุมทั้งกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส มุ่งเน้นการสร้างเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมไอซีที เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ทั้งยังเกิดกฎหมายไอซีทีที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการไอซีทีเกาหลีจำนวน 4 ฉบับ และยุคที่ 4 ตั้งแต่ พ.ศ.2540 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของการเพิ่มขีดความสามารถและการจัดสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัย โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้อมูล ความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงการส่งเสริมจริยธรรมในการใช้งาน และการมอบหมายให้มีหน่วยงานทำหน้าที่แก้ปัญหาเยาวชนติดเกมอย่างเข้มงวด
ขณะที่ประเทศไทยเพิ่งมีการกำหนดเป็นแนวนโยบายไว้ในแผนแม่บท คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มาตรา 78 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ผ่านมา ทำให้สังคมไทยยังขาดระบบการคุ้มครอง การสนับสนุน และชุดองค์ความรู้ส่งเสริมเยาวชนให้สามารถใช้ไอซีทีเพื่อการพัฒนาตนเองได้อย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนการวางแผนนโยบายยังขาดประสบการณ์ในระดับพื้นที่ และกลไกการสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการทางด้านไอซีทีได้ด้วยตนเอง ทำให้เยาวชนไทยในหลายพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
สุรวดี รักดี นักวิจัยร่วมในโครงการ กล่าวว่า จากการศึกษาและประสบการณ์ตรงของการทำงานกับเยาวชนในด้านไอซีที พบเยาวชนไทยที่มีการใช้ไอซีทีในเชิงสร้างสรรค์จำนวนมาก โดยเฟ้นหาเยาวชนที่ใช้ไอซีทีในเชิงสร้างสรรค์เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา ล่าสุดมีการคัดเลือกแล้ว 33 กรณี กลุ่มเยาวชนที่น่าสนใจคือ กลุ่มเยาวชนที่เริ่มหาความรู้และพัฒนาตนเองด้วยสื่ออินเทอร์เน็ต กลุ่มเยาวชนที่เริ่มเป็นผู้ผลิตสื่อโดยใช้ไอซีทีเป็นช่องทางในการสื่อสาร กลุ่มเยาวชนที่ปรับเปลี่ยนจากผู้ใช้เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และกลุ่มเยาวชนที่สามารถผลิตซอฟต์แวร์และมัลติมีเดียเองได้
สมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานกรรมการมูลนิธิกระจกเงา เสนอว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตของเยาวชนในหลายพื้นที่ หน่วยงานระดับท้องถิ่นควรเข้ามามีส่วนในการกระจายการเข้าถึงไอซีทีของเยาวชนในภูมิภาคมากขึ้น อาทิ การจัดหาคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตไว้รองรับ เยาวชนไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่อยู่ห่างไกล เชื่อว่าจะเป็นกลไกที่ช่วยให้เยาวชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ในราคาประหยัด ทั้งยังเหมาะแก่การเฝ้าระวังเยาวชนไม่ให้ได้รับผลเสียจากไอซีที ไม่ว่าจะทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย.








