
“โคพีพอดสิรินธร” หรือ Tropodiaptomus sirindhornae Saetang & Maiphae, 2025 สัตว์น้ำขนาดจิ๋วในกลุ่มแพลงก์ตอนสัตว์น้ำจืด ผลงานการค้นพบของนักวิจัยมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ที่เกิดขึ้นจากการสังเกตอย่างละเอียด การตรวจสอบทางสัณฐานวิทยา และการพิสูจน์ด้วยข้อมูลระดับ DNA ได้แก่ ดร.ธนิดา แซ่ตั้ง ภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง และ รศ.ดร.สุปิยนิตย์ ไม้แพ ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เรื่องราวเริ่มต้นจากการสำรวจและศึกษากลุ่มโคพีพอดในประเทศไทย ในช่วงที่ ดร.ธนิดา แซ่ตั้ง ปฏิบัติงานเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ทุนสนับสนุนนักวิจัยหลังปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พบประชากรของโคพีพอดในสกุล Tropodiaptomus กลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะน่าสนใจ สิ่งที่ทำให้ต้องตั้งคำถามมากกว่าการพบโคพีพอดทั่วไป คือ เมื่อศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมอย่างละเอียด พบว่าโคพีพอดกลุ่มนี้มี ความแตกต่างของ DNA อย่างชัดเจนจากชนิดที่มีความใกล้เคียงกัน
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่านี่อาจเป็นสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งชนิดที่ยังไม่เคยถูกค้นพบและตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ คำตอบไม่สามารถได้มาจาก DNA เพียงอย่างเดียว ทีมวิจัยจึงศึกษาต่อด้วยการตรวจสอบ ลักษณะทางสัณฐานวิทยาอย่างละเอียด โดยเฉพาะโครงสร้างของอวัยวะที่ใช้จำแนกชนิด ซึ่งพบความแตกต่างที่ชัดเจนหลายประการเมื่อเปรียบเทียบกับโคพีพอดชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน

เมื่อหลักฐานจาก ลักษณะทางสัณฐานวิทยา และ ข้อมูลระดับโมเลกุล ให้ผลสอดคล้องกัน จึงนำไปสู่ข้อสรุปว่า โคพีพอดกลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากชนิดอื่น และมีหลักฐานเพียงพอที่จะเสนอเป็น สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก
งานวิจัยนี้จึงได้รับการตีพิมพ์ในบทความวิชาการเรื่อง Tropodiaptomus sirindhornae sp. nov., A New Diaptomid Copepod (Copepoda: Calanoida) from Thailand ในวารสาร Tropical Natural History Supplement 8 ปี 2025 หน้า 334–344 https://doi.org/10.58837/tnh.25.8.266929
ตัวอย่างต้นแบบของโคพีพอดชนิดใหม่นี้ถูกพบใน แหล่งน้ำชั่วคราว ตำบลไพรขลา อำเภอชุมพล จังหวัดสุรินทร์ แต่เรื่องราวไม่ได้จบอยู่เพียงแค่พื้นที่แห่งแรกที่ค้นพบ จากการสำรวจและตรวจสอบตัวอย่างเพิ่มเติม ยังพบ Tropodiaptomus sirindhornae ในพื้นที่อื่นของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา บึงกาฬ ตราด และสงขลา งานวิจัยระบุว่าโคพีพอดชนิดนี้พบได้ทั้งใน แหล่งน้ำถาวรและแหล่งน้ำชั่วคราว และมีการกระจายตัวค่อนข้างกว้างทั้งในด้านพื้นที่และช่วงเวลาที่พบ
ประเด็นนี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะแหล่งน้ำชั่วคราวซึ่งบางครั้งอาจถูกมองว่า เป็นเพียงแอ่งน้ำ เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของปี กลับสามารถเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพซ่อนอยู่ และยังมีสิ่งมีชีวิตอีกจำนวนหนึ่งที่อาจรอการค้นพบ
โคพีพอดสิรินธรจัดอยู่ใน อันดับ Calanoida วงศ์ Diaptomidae สกุล Tropodiaptomus ตัวเต็มวัยเพศผู้มีขนาดประมาณ 0.8–1.1 มิลลิเมตร ขณะที่เพศเมียมีขนาดประมาณ 1.2–1.5 มิลลิเมตร แม้จะมีขนาดเล็กมาก แต่เมื่ออยู่ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ กลับพบรายละเอียดของโครงสร้างร่างกายจำนวนมากที่สามารถใช้แยกชนิดได้อย่างแม่นยำ
ลักษณะสำคัญของเพศผู้ ได้แก่ โครงสร้างบริเวณหนวดคู่แรก หรือ antennule และขาคู่ที่ 5 ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการจำแนกโคพีพอดในกลุ่มนี้

บริเวณปล้องปล้องที่ 20 ของหนวดคู่แรกด้านขวามี หนามเรียวยาวและปลายแหลมคล้ายดาบยื่นออกมา โดยมีความยาวประมาณครึ่งหนึ่งถึงสามในสี่ของปล้องที่ 21
ส่วนปล้องเบซิส (basis) ของขาคู่ที่ 5 ด้านขวา มีแผ่นไฮยาไลน์ (Hyaline lamella) จำนวน 1 แผ่น และมีส่วน อะโพไฟซิส (apophysis) จำนวน 1 อัน
สำหรับ เอ็กโซพอดปล้องที่ 2 ของขาคู่ที่ 5 ด้านขวา มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีแผ่น hyaline lamella 1 แผ่น รวมทั้งมีส่วนยื่น หรือ apophyses จำนวน 1–2 อัน
ขณะที่ บริเวณขอบด้านในของปล้องเอ็กโซพอด (Exopod) ของขาคู่ที่ 5 ด้านซ้ายมีลักษณะโค้งและแบ่งเป็น 2 พู โดยมีรอยหยักคล้ายซี่ฟันขนาดเล็กเรียงเป็นแถว และมีกลุ่มหนามขนาดเล็กกระจายอยู่บนปล้องดังกล่าวอีก 1 กลุ่ม โดยรายละเอียดของลักษณะดังกล่าวนี้ พบเฉพาะในตัวอย่างจากแหล่งน้ำในจังหวัดตราดเท่านั้น

รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางพันธุกรรม จึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการจำแนกชนิดทางอนุกรมวิธาน และยืนยันความแตกต่างของโคพีพอดสิรินธรจากชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน
ความน่าสนใจของการค้นพบครั้งนี้อยู่ที่วิธีการที่นักวิจัยใช้ยืนยันสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ เพราะสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างใกล้เคียงกันอาจทำให้การจำแนกชนิดทำได้ยาก โดยเฉพาะในกลุ่มโคพีพอดที่มีความแตกต่างทางสัณฐานวิทยาเพียงเล็กน้อย นักวิจัยจึงใช้แนวทางที่เรียกว่า integrative taxonomy หรือการจำแนกชนิดโดยบูรณาการหลักฐานหลายด้านเข้าด้วยกัน ทั้งข้อมูลด้านสัณฐานวิทยาและข้อมูลทางพันธุกรรมถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณา
สำหรับโคพีพอดสิรินธร นักวิจัยตรวจสอบข้อมูลจาก ยีนไมโทคอนเดรีย 12S รวมถึงยีนในนิวเคลียส ได้แก่ ITS และ 28S
ผลการวิเคราะห์ทางโมเลกุลสอดคล้องกับความแตกต่างที่พบจากการตรวจสอบลักษณะทางสัณฐานวิทยา จึงสนับสนุนว่าประชากรนี้มีความแตกต่างจากชนิดอื่นในสกุลเดียวกันอย่างชัดเจน นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานวิจัยสมัยใหม่ที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า “หน้าตาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?” แต่ถามต่อไปว่า “ข้อมูลทางพันธุกรรมยืนยันความแตกต่างนั้นหรือไม่?” เมื่อคำตอบจากทั้งสองด้านสอดคล้องกัน จึงทำให้การประกาศชนิดใหม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแรงยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำให้การค้นพบครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ คือ ชื่อของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ นักวิจัยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tropodiaptomus sirindhornae Saetang & Maiphae, 2025และใช้ชื่อภาษาไทยว่า “โคพีพอดสิรินธร” ชื่อชนิด sirindhornae ตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ดังนั้น ทุกครั้งที่ชื่อ Tropodiaptomus sirindhornae ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือในงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ชื่อ “สิรินธร” ก็จะปรากฏอยู่ในชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ด้วย
เบื้องหลังสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ หนึ่งชนิด มีเรื่องราวของนักวิจัยที่ต้องใช้ทั้งความละเอียด ความอดทน และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดย ดร.ธนิดา แซ่ตั้ง สังกัดภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (BDCKU) และ รศ.ดร.สุปิยนิตย์ ไม้แพ สังกัดศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยวิจัยความเชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานสัตว์และนิเวศวิทยา (ASESRU) ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การค้นพบครั้งนี้ยังมีความหมายต่อการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยในภาพรวม กล่าวคือ Tropodiaptomus sirindhornae เป็น ชนิดที่ 6 ของสกุล Tropodiaptomus ที่มีการค้นพบและรายงานจากประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความหลากหลายของโคพีพอดน้ำจืดในประเทศ
งานวิจัยก่อนหน้านี้ของนักวิจัยกลุ่มเดียวกันได้ใช้ทั้งข้อมูลทางสัณฐานวิทยาและโมเลกุลเพื่อศึกษาความหลากหลายของ Tropodiaptomus ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และการศึกษาครั้งนี้ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งที่ช่วยเปิดเผยความหลากหลายที่อาจซ่อนอยู่ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่จำแนกชนิดได้ยาก

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวโคพีพอดเอง คือ สถานที่ที่มันอาศัยอยู่ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า Tropodiaptomus ในประเทศไทยมีการกระจายตัวเป็นหย่อม ๆ และมักพบในแหล่งน้ำชั่วคราวหรือกึ่งถาวร อีกทั้งบางชนิดอาจมีจำนวนประชากรไม่สูง ทำให้การพบตัวอย่างและการจำแนกชนิดเป็นเรื่องที่ท้าทาย
การค้นพบ Tropodiaptomus sirindhornae จึงเป็นอีกหลักฐานหนึ่งว่า การสำรวจแหล่งน้ำขนาดเล็ก รวมถึงแหล่งน้ำชั่วคราว มีความสำคัญต่อการค้นหาและทำความเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยและอาจมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างละเอียดรออยู่ในแหล่งน้ำเหล่านี้ ดังนั้น การสำรวจ การติดตาม และการอนุรักษ์แหล่งน้ำหลากหลายรูปแบบจึงมีความสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะกับสัตว์น้ำที่เรามองเห็นได้ แต่รวมถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศด้วย
รศ.ดร.สุปิยนิตย์ ไม้แพ กล่าวถึงความสำคัญของโคพีพอด (Copepod) ว่า เป็นสัตว์น้ำขนาดเล็กที่ดำรงชีวิตเป็นแพลงก์ตอนสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำ โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการถ่ายทอดพลังงานตามห่วงโซ่อาหาร จากแพลงก์ตอนพืช สาหร่ายขนาดเล็ก และจุลชีพ ไปสู่สัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น ลูกปลา กุ้ง และสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด นอกจากนี้ โคพีพอดยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมโครงสร้างของชุมชนแพลงก์ตอนและการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบนิเวศ รวมทั้งมีส่วนช่วยในการหมุนเวียนธาตุอาหารที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแหล่งน้ำ โคพีพอดหลายชนิดยังมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นอาหารมีชีวิตสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เนื่องจากมีขนาดที่เหมาะสมและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
อีกทั้งความหลากหลายและองค์ประกอบชนิดของ โคพีพอดที่พบในแต่ละพื้นที่ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศได้ จึงกล่าวได้ว่า โคพีพอดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เชื่อมโยงสิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหาร และมีคุณค่าทั้งในด้านนิเวศวิทยา การประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ดังนั้น การค้นพบโคพีพอดชนิดใหม่ของโลกจึงมีความสำคัญมากกว่าการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชนิด เพราะเป็นการเติมเต็มองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำ ช่วยสะท้อนให้เห็นว่า แหล่งน้ำที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ยังมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่รอการค้นพบและทำความเข้าใจ ซึ่งการพบจำนวนชนิดได้ใกล้เคียงกับจำนวนที่มีในธรรมชาติมากที่สุด จะช่วยให้เข้าใจการกระจายความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และบทบาทของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในระบบนิเวศได้ดีมากขึ้น ข้อมูลจากการค้นพบชนิดใหม่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการศึกษาวิจัยด้านอนุกรมวิธาน นิเวศวิทยา วิวัฒนาการ และการติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เกษตรศาสตร์'ปลุกพลังนักกีฬา ส่งทัพนักกีฬาเคยู สู้ศึก'อินทนิลเกมส์2026'
ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธี “วันนักกีฬาพบผู้บริหารก่อนการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 อินทนิลเกมส์” พร้อมกล่าวให้โอวาทและส่งกำลังใจแก่ทัพนิสิตนักกีฬามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 “อินทนิลเกมส์ 2026” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–19 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่
เตรียมรับมือหมอกควัน-ฝุ่นพิษ 2568
ใกล้จะเข้าสู่ฤดูกาลฝุ่นช่วงเวลาที่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จะเริ่มสูงขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินช่วงหลังวันที่ 23 ตุลาคม 2567 ประเทศไทยตอนบนจะเริ่มมีฝนที่ลดลง และจะมีมวลอากาศเย็นแผ่เข้ามาบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ราชกิจจาฯ ประกาศ เสียสัญชาติไทยจำนวน 16 ราย
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การเสียสัญชาติไทย
ไทยเผชิญภัยแล้งต้นปี 67 เตรียมมาตรการรับมือ
การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยแล้ง เป็นสิ่งสำคัญเพราะประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยแล้งจากสถานการณ์เอลนีโญ ซึ่งรุนแรงและสร้างผลกระทบในทุกมิติ ทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักงานนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม ร่วมกับคณะทำงานผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล

