
หากเรามัวแต่คิดว่าโพลเป็นอย่างไร เราก็จะไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำหน้าที่ของเรา ผมคิดว่าในชีวิตของคนคนหนึ่ง หากตั้งใจทำอะไรไม่ต้องไปกลัวว่าเราจะแพ้หรือจะชนะ...ผู้สมัครไม่ใช่คนบอกว่าใครแพ้ใครชนะ โพลก็ไม่ใช่ผู้จะนำเสนอด้วยว่าสุดท้ายใครจะแพ้ใครจะชนะ แต่ประชาชนสำคัญที่สุด และเราทำได้ดีที่สุดหรือยัง
สนามเลือกตั้ง "ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร" หรือผู้ว่าฯ กทม.ใกล้ระเบิดศึกเต็มทีแล้ว เพราะวันที่ 28 พ.ค.นี้จะเป็นวันแรกของการรับสมัครบุคคลลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งผู้สมัครเกือบทั้งหมดคงไปยื่นสมัครกันตั้งแต่วันนี้เกือบหมด รวมถึง "อนุชา บูรพชัยศรี ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.จากพรรคประชาธิปัตย์" ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา
"อนุชา อดีต สส. 3 สมัย-อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่วันนี้กลับมาอยู่กับพรรค ปชป.อีกครั้ง กับการใส่เสื้อผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค ปชป." กล่าวถึงการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ว่า เดิมทีคิดว่าจะวางมือทางการเมืองเพราะเป็น สส.มา 3 สมัย เป็น สส.เขตกรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง และ สส.บัญชีรายชื่ออีก 1 สมัย (พรรครวมไทยสร้างชาติ ปี 2566) โดยในช่วงเป็น สส.มา 3 สมัยก็เคยได้นำเสนอแนวคิดเรื่องของเศรษฐกิจ ทำอย่างไรประเทศไทยถึงจะมีโอกาสเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้สูงขึ้น รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ทำอย่างไรบ้านเราถึงจะมี S-Curve (วัฏจักรการเติบโต) ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เรื่องของระบบคมนาคมควรต้องเป็นอย่างไร เช่นเรื่องของสนามบิน เรื่องของการคมนาคมระบบราง การคมนาคมทางน้ำ เรื่องของแลนด์บริดจ์ ก็นำเสนอจนไม่มีมุกอะไรจะนำเสนอแล้ว ซึ่งก็มีความรู้สึกในบางครั้งว่า การทำหน้าที่ สส. เหมือนกับสะท้อนต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น สส.รัฐบาลหรือ สส.ฝ่ายค้าน แต่สุดท้ายการที่จะทำให้แนวคิดของเราไปสู่จุดมุ่งหมายที่เราต้องการจะต้องเข้าสู่การบริหาร
...ในส่วนของงานบริหารนั้น ตัวผมเองเคยมีโอกาสในช่วงสั้นๆ ประมาณ 3-4 ปี ได้เคยเข้าไปช่วยงานที่ทำเนียบรัฐบาล ในฐานะรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และการเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอีกหนึ่งงานก็คือ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ที่ก็คือนโยบายอะไรที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ก็ไปดูว่ามีอะไรติดขัดหรือไม่ แล้วพยายามผลักดันให้ได้มากที่สุด โดยตอนนั้นเรื่องที่ทำก็เรื่อง "ระบบตั๋วร่วมของระบบการคมนาคม" ไปติดตามการดำเนินงานเรื่อง Soft power โดยไปดูว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น เรื่องการแก้ปัญหาฝุ่น PM.25 เป็นต้น
การทำงานในส่วนดังกล่าว ทำให้ได้เห็นว่างานบริหาร ทำให้ทำอะไรทำได้จริง ขับเคลื่อนงานต่างๆ ได้มากขึ้น ก็มีอยู่วันหนึ่งซึ่งผมตั้งใจอยู่แล้วคือจะพักแล้ว ตำแหน่งอะไรต่างๆ ก็ไม่เป็นไร ได้บอก (พรรคภูมิใจไทย) ว่าให้ผู้สมัคร สส.คนอื่นที่พลาดหวังจากการเข้าสภาฯ ไปทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเช่นที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ก็เต็มที่ไปเลย ตั้งใจว่าจะวางมือตรงนั้น (ที่พรรคภูมิใจไทย) แต่ปรากฏว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ก็มีการทาบทามมา ที่ก็สนิทสนมกันอยู่ ก็ติดต่อมาบอกว่า "เจมส์สนใจมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่" ซึ่งก็เคยมีการติดต่อสอบถามผมมาก่อนหน้านี้แล้วหลายปี หากจำกันได้ช่วงที่ คสช.กำลังจะให้มีการเลือกตั้งในปี 2562 ตอนนั้นผมก็ยังลงสมัคร สส.เขต กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แต่สอบตก ซึ่งการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวปี 2562 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มี สส.เขต กทม. จนหลังเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง ผมก็ถึงได้ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไปทำงานกับทางรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อย่างไรก็ตาม การติดต่อถามว่าสนใจจะลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้จากประชาธิปัตย์ ความรู้สึกของผมมันเปลี่ยนไป ด้วยเหตุที่ว่าในกรุงเทพมหานคร เราสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งเป็นงานในฝ่ายบริหาร ที่หากประชาชนชาวกรุงเทพฯ เลือกเราไปทำงาน เราไม่ได้ไปนำเสนอไอเดียอย่างเดียว เราเข้าไปทำงานเราก็พับแขนเสื้อ สามารถลงพื้นที่ แล้วก็มาพูดคุยกับสภากรุงเทพมหานคร มาขอการสนับสนุน ที่สามารถทำได้เลย 4 ปีต่อจากนี้ไป
...ผมเห็นว่ามันเป็นจังหวะที่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะมีใครมาชวนทำอะไรอีกแล้ว เพราะเราก็ปฏิเสธไปหมด ก็เป็นการจุดประกายผมขึ้นมาว่าน่าสนใจ และเมื่อเป็นผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดปัจจุบัน ที่มีคุณอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค พร้อมกับคณะกรรมการบริหารพรรค มันตรงกับดีเอ็นเอของผม ตั้งแต่เข้ามาทำงานการเมืองตั้งแต่แรกแล้ว คือเข้ามาประชาธิปัตย์เพื่อมาทำงานการเมืองที่สุจริต คือเข้ามาทำงานอย่างเดียว ไม่ต้องมาคิดเรื่องผลประโยชน์ ไม่ต้องมาคิดว่าโครงการนี้จะได้อะไร จะมีเงินทอนหรือไม่ แต่คือการทำงานการเมืองที่สุดท้ายแล้วไปดูว่า ประโยชน์ตกอยู่ที่คนไทยหรือคนกรุงเทพมหานคร ทั้งคนที่อาศัยใน กทม.และคนที่เข้ามาทำงานใน กทม. มันก็ตรงกับจริตของผมทั้งสองส่วน
เมื่อเป็นแบบนี้หากผมตอบปฏิเสธไป ก็เท่ากับว่าผมเองก็จะเห็นแก่ตัวเกินไป เอาความสบายส่วนตัวเป็นหลัก มันก็เหมือนกับว่าในทางการเมืองของผม นอกเหนือจากภาพใหญ่ประเทศไทย เรามาทำให้กับบ้านเกิดของเรา ที่เราเกิดในกรุงเทพมหานคร ก็น่าจะที่เป็นประโยชน์ ก็เป็นที่มาในการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อถามว่า ตอนที่ได้รับการติดต่อให้ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถามคุณอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรค หรือแกนนำพรรคที่มาติดต่อหรือไม่ ว่าทำไมถึงเลือกจะส่งลงสมัคร "อนุชา" เล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่า บอกตรงๆ ผม ณ ตอนนั้นไม่เคยคิดที่จะสอบถามรายละเอียดเลย แต่ผมมองว่าเมื่อ ณ วันนี้มีโอกาสที่หากจะเข้าไป คือเราเป็นนักการเมือง เราไม่กลัวที่จะเลือกตั้ง ผมไม่ได้รอการแต่งตั้ง เพราะหากรอการแต่งตั้งมันมีตำแหน่งมากมายอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าผมเป็นนักการเมืองที่มาจากประชาชน มันมีความรู้สึกภูมิใจตั้งแต่เป็น สส.สมัยแรกแล้ว การลงพื้นที่แล้วไปเจอประชาชน แล้วเขาบอกว่า "ป้าเลือกเธอนะ" "ฉันเลือกเธอนะ" ทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันว่าเราต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมงที่เราอยู่ในตำแหน่ง ผมไม่เคยถาม (นายอภิสิทธิ์) เลยว่า "กระบวนการเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้เคยติดต่อใครมาก่อนแล้วถึงมาติดต่อผม" หรือว่า "ไม่มีใครตอบรับหรือถึงมาถึงผม" ตัวผมไม่ได้สนใจตรงนั้น ผมสนใจอย่างเดียวว่า ณ ตอนนี้เรามีโอกาสที่จะเข้าไปทำหน้าที่ให้คนกรุงเทพฯ และตรงกับความตั้งใจของผมอยู่แล้ว
ทำไมต้องกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร
เมื่อถามถึงสโลแกนการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่บอกว่า "กทม.จะดีกว่าเดิม ในยุคฟ้าอมร" การบริหารงานกรุงเทพฯ ที่จะเป็นฟ้าอมรคืออะไร นายอนุชาอธิบายให้ฟังว่า คำว่า "เมืองฟ้าอมร and more" ที่ใช้ได้ทั้งคำภาษาไทยด้วย คำว่า "อมร" คือความยั่งยืน เป็นความอุดมสมบูรณ์ คำว่า อมร ภาษาไทยเป็นคำที่ดีมาก และผมก็นึกไปถึง "and more" ซึ่ง อมร and more หมายถึงการทำงานของเรา ไม่ใช่แค่เพียงว่าเรานำเสนอแคมเปญเพื่อให้คนเข้าใจว่าเรามีนโยบายอะไร ระยะเวลาจากนี้ต่อไปจนถึงวันเลือกตั้ง ผมลงพื้นที่ ผมต้องเจอคนมาเสนอแน่นอนว่าอยากเสนอให้แบบนั้น เสนอให้ทำแบบนี้ นี่คือ and more ของผม คือไม่ใช่ว่าผมเอานโยบายไปให้ประชาชนอย่างเดียว แต่การลงพื้นที่หาเสียงของผมจะเป็นการสื่อสารสองทาง ประชาชนที่ผมไปพบเจอ ไม่ว่าจะที่ตลาด คอนโดมิเนียม ในเมืองหรือชานเมือง หรือที่ใดก็แล้วแต่ เขามีไอเดียอะไรที่จะมาบอกผม ผมยินดีรวบรวมเอามาเพื่อที่จะเป็น and more เพื่อจะได้นำไปทำต่อ

...คำว่าเมือง ก็คือเราไม่ได้มองแค่การเป็นกรุงเทพมหานครที่เราอยู่อย่างเดียว แต่เราต้องการให้เป็นเมืองที่ดีขึ้นได้กว่าปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เมืองหลวง แต่เป็นเมืองที่เราสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้ กรุงเทพมหานครมีประวัติศาสตร์ มีอดีตอันสวยงาม มีวัด ตึกรามบ้านช่อง มีชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่งดงามและมีประวัติศาสตร์ของชุมชนที่เราต้องเก็บตรงนั้นไว้ แต่ขณะเดียวกันเราต้องพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัย ให้มีความทันสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ที่เขาเกิดมามีความพร้อมด้านต่างๆ เช่นการมีอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วในการใช้งาน มี Digital Economy ที่กล่าวข้างต้น ซึ่งทุกอย่างต้องสามารถทำอยู่ในกรุงเทพฯ ได้ เป็นที่ซึ่งอาศัยและทำงานได้อย่างดี และสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยในการดำเนินชีวิตประจำวัน ต้องไม่ทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องไปขวนขวายหาด้วยความยากลำบาก ต้องสร้างความสะดวกให้เมืองมีสิ่งเหล่านี้
...ส่วนคำว่า "ฟ้า" เวลาพูดถึงคำว่าฟ้า คนจะนึกถึง ความใส ความสะอาด ที่ก็เป็นอีกมอตโตหนึ่งของผม ก็คือสะอาด เวลาเรามองขึ้นไปฟ้า เราต้องทำให้อากาศดีที่สุด อย่างปัญหา PM2.5 แม้จะมีองค์ประกอบมาก เช่นประเทศรอบบ้านเราที่มีการเผาอะไรต่างๆ แต่เราก็ต้องพยายามแก้ปัญหาในส่วนของเราเองในวิถีที่จะทำได้ เช่นการก่อสร้างต่างๆ ในกรุงเทพฯ ต้องมีความเข้มงวด เช่นการใช้ผ้าใบคลุมระหว่างการก่อสร้าง หรือเรื่องของแม่น้ำลำคลองก็ต้องทำให้ใสสะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็น นี่ก็คือความสะอาด ความเป็นฟ้า เพื่อมาบริหารจัดการตรงนี้
...สำหรับอมรก็คือ ทำอะไรก็ตามต้องทำแบบยั่งยืน ไม่ใช่ทำแบบลูบหน้าปะจมูก ผักชีโรยหน้า ก็คือต้องเป็น Forever ทำแล้วทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นสิ่งที่ยั่งยืนได้ ไม่ใช่ทำไปแล้วผ่านไปไม่กี่เดือน ไม่กี่ปีต้องมาทำกันใหม่ เพราะเป็นเงินภาษีประชาชน ยิ่งปัจจุบันเราเห็นอยู่แล้วว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไร และในอนาคตสิ่งที่มันกำลังเข้ามา ก็จะเจอปัญหาต่างๆ เช่นเงินเฟ้อ ที่ไม่ใช่เกิดแค่ที่ประเทศไทย แต่เกิดกับหลายประเทศทั่วโลก เรื่องของราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ผมจึงมั่นใจว่าถ้าเราทำตรงนี้ให้ดี ใช้เงินภาษีของประชาชนให้คุ้มค่า ทุกอย่างก็จะยั่งยืน
"สโลแกน เมืองฟ้าอมร and more ก็คือการยินดีที่จะรับความเห็นข้อเสนอเพิ่มเติมจากที่ได้นำเสนอ (ช่วงหาเสียง) เพราะฉะนั้น เมืองฟ้าอมร and more จะทำให้กรุงเทพมหานครมีทั้งความสะดวก ความสบาย และความสะอาด"
Traffy Fondue ผมทำได้ and more
เมื่อถามว่า มีความหนักใจหรือไม่ ในการลงสมัครเป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.รอบนี้ "เจมส์-อนุชา" ตอบแบบมั่นใจว่า เรื่องการทำงานผมไม่เคยย่อท้ออยู่แล้ว การลงสมัครครั้งนี้ คนก็ถามเหมือนกัน เช่น "จะลงสมัครหรือ อาจารย์ชัชชาติ โพลก็ยังแรงอยู่ กระแสก็ยังดีอยู่" แต่สำหรับผมไม่ได้มองอย่างนั้น ผมพยายามที่จะแข่งกับตัวเองก่อนว่าสิ่งที่ผมนำเสนอ ผมสามารถสื่อสารไปยังประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่จะมาโหวตเลือกผู้ว่าฯ กทม.ให้ดีที่สุดก่อน ตรงนี้คือโจทย์ของผมก่อนเลย ที่จะสื่อสารกับคนกรุงเทพฯ ว่าสิ่งที่ผมนำเสนอเป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯ สามารถที่จะนึกภาพออก ว่าเรากำลังไปในทิศทางไหน หากเลือกผมเข้าไปเป็นผู้ว่าฯกทม. แล้วหลังจากนั้นค่อยมาว่ากันอีกที ว่าหากเราเข้าไปทำงานจะมีใครมาช่วยกันทำงาน การมีส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นแบบไหน

...ผมบอกได้เลยว่า Traffy Fondue (ระบบรับเรื่องร้องเรียน) ผมทำได้ and more แล้วกัน เราไม่ได้ต่อว่าใครทั้งสิ้น แคมเปญของผมที่ผ่านมาตั้งแต่ตอนลงสมัคร สส. หรือตอนทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล ผมเข้าไปทำหน้าที่ในช่วงที่มีความขัดแย้งค่อนข้างสูงในบ้านเมืองเรา ไม่ใช่แค่ที่กรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่ผมก็เอาเป็นที่ตั้งเลยว่า การสื่อสารของผมจะต้องไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น แต่หน้าที่ของผมคือการเข้าไปทำความเข้าใจ อะไรที่ประชาชนบอกมาว่ายังทำได้ไม่ดีพอ ผมไม่เคยตำหนิใครที่ให้ฟีดแบ็กมาแบบนั้นเลย
"คือหากเรามัวแต่คิดว่าโพลของผมเป็นอย่างไร เราก็จะไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่เราจะทำหน้าที่ของเรา ผมคิดว่าในชีวิตของคนคนหนึ่ง หากตั้งใจทำอะไรไม่ต้องไปกลัวว่าจะแพ้หรือจะชนะ อย่างนักกีฬาทุกประเภท เขารู้อยู่แล้วว่าพอเริ่มสตาร์ท เขารู้ว่าสถิติของคนที่เขาแข่งขันด้วยเป็นอย่างไร แต่เรามีโอกาสที่จะเริ่มต้นจุดสตาร์ทด้วยกันช่วงสิ้นเดือนนี้ ในการเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม ก็ไปเจอที่จุดสตาร์ทด้วยกัน ต่างคนก็ต่างจับเบอร์ผู้สมัคร แล้วต่างคนก็ต่างมาเจอกันที่ปลายทาง คือวันที่ประชาชนไปออกเสียงเลือกตั้ง ถึงตอนนั้นประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่เราเป็นผู้ตัดสิน ผู้สมัครไม่ใช่คนบอกว่าใครแพ้ใครชนะ โพลก็ไม่ใช่ผู้จะนำเสนอด้วยว่าสุดท้ายใครจะแพ้ใครจะชนะ แต่ประชาชนสำคัญที่สุด และเราทำได้ดีที่สุดหรือยัง"
...จากนี้ไปผมจะนำเสนอแนวทางของผมให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ ในการที่จะเลือกผมเข้าไปเป็นผู้บริหาร กทม. หวังว่าประชาชนชาวกรุงเทพมหานครจะเลือกทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือ สก.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งครบทั้ง 50 เขตเลือกตั้ง ไปพร้อมๆกันในวันเลือกตั้ง
เมื่อถามถึงว่า มีการเซตทีมรองผู้ว่าฯ กทม.ไว้บ้างหรือไม่ "อนุชา" ตอบว่า ตอนนี้ผมยังไม่อยากแยกว่าใครจะเข้ามาทำหน้าที่อะไรในกรุงเทพมหานคร หากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้บริหารกรุงเทพฯ ผมเรียกว่าคณะทำงานหมดเลยตอนนี้ ทุกคนมีของหมดเลยที่จะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานโยธา สิ่งแวดล้อม คมนาคมและการขนส่ง สาธารณสุข การเงินการคลัง ยืนยันว่ามีทีมงานหลายคนที่จะมาช่วยกันทำงาน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จากเดนมาร์ก-อังกฤษ-นอร์เวย์ ถึงไทย บทบาท องคมนตรี กับการรับฟัง-แก้ปัญหาประชาชน
จากกรณีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 มีท่าทีทางการเมืองจาก"พรรคประชาชน"ที่สื่อสารผ่าน เพจเฟซบุ๊กทางการของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความเรื่อง
เคาะ 28 พ.ค.-1มิ.ย. รับสมัครสก.-ผู้ว่าฯ
ปลัด กทม.ลงนามประกาศเปิดรับสมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. วันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย.นี้ ประชาธิปัตย์คึกคัก "อภิสิทธิ์" นำทัพพร้อมขุนพล หนีบ "อนุชา" ลุยสุขุมวิท จี้ กทม.
🔴 LIVE 'ธีระชัย' แทงตรง สงครามขยี้โลก 'สหรัฐ-ทรัมป์' ตกเหว!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569
🔴 LIVE ‘อนุทิน’ บินฝรั่งเศสปิดจบปมเขมร!? | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 ของนอร์เวย์ : จุดเริ้มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของนอร์เวย์
ปี ค.ศ. 1814 ถือเป็นปีแห่งปาฏิหาริย์ (Annus mirabilis) ของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศนอร์เวย์ ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายหลังสงครามนโปเลียน นอร์เวย์ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยอย่างฉับพลันเมื่อกษัตริย์เดนมาร์กทรงพ่ายแพ้สงครามและต้องลงนามในสนธิสัญญาคีล (Treaty of Kiel) เมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1814 เพื่อสละสิทธิในราชอาณาจักรนอร์เวย์ให้แก่กษัตริย์แห่งสวีเดน
'ชัยชนะ' แฉ 'ร' นอมินีจีนเทา เปิดสถานบันเทิงหรูฟอกเงิน จ่อยื่นกมธ. บี้ DSI ล้างบาง
'ชัยชนะ' ปูด 'ร.เมืองนนท์' คุมบัญชีม้าให้ 'นอมินีจีนเทา' แฝงตัวยึดทำเลทองรัชดาฯ-เหม่งจ๋าย ฟอกเงินผ่านธุรกิจสถานบันเทิง พบโยงใยแก๊งสแกมเมอร์-ยาเสพติด จ่อหอบหลักฐานยื่นกมธ. บี้DSIล้างบาง

