การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กับผลกระทบของกฎหมายลูกกตัญญู

ในบริบทของสังคมไทย “ความกตัญญูกตเวทิตา” ต่อบิดามารดาไม่เพียงแต่เป็นรากฐานทางศีลธรรมและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หากแต่ในปัจจุบัน ค่านิยมดังกล่าวได้ถูกยกระดับและบูรณาการเข้าสู่ระบบกฎหมายและนโยบายสาธารณะของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกลไก “สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้มีเงินได้ที่มีภาระในการอุปการะเลี้ยงดูบุพการี” นโยบายภาษีในลักษณะนี้จัดเป็นเครื่องมือเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Economics) ที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเงิน ควบคู่ไปกับการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือน ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” (Complete Aged Society) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การสนับสนุนให้สถาบันครอบครัวทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ในการดูแลผู้สูงอายุ จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยลดทอนงบประมาณรายจ่ายและภาระผูกพันทางการคลังของรัฐในระยะยาว

ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดูแลบิดามารดาไว้อย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดาตามมาตรา 47(1)(ญ) สำหรับบิดามารดาที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี รวมถึงค่าลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 263) ที่บุตรจ่ายให้กับบิดามารดารวมกันไม่เกินปีละ 15,000 บาท แต่กฎหมายลูกกตัญญูนี้ดูเหมือนจะกลายมาเป็นอุปสรรคให้กับบุตรและบิดามารดาเมื่อรัฐบาลได้ประกาศเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในปี 2569

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ในกลไกการคัดกรองผู้มีสิทธิอย่างมีนัยสำคัญเพื่อแก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนในการจัดสรรสวัสดิการ (Targeting Errors) หรือภาวะ “จนไม่จริง” โดยเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประเมินจาก “รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน” ไปสู่ “รายได้และการถือครองสินทรัพย์รายบุคคล” ร่วมกับการกำหนดกลุ่มต้องห้ามเพิ่มเติมเพื่อยกระดับความแม่นยำของนโยบาย ซึ่งเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นมีส่วนหนึ่งที่อาจจะกระทบกับกฎหมายลูกกตัญญูซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีใช้เพื่อลดหย่อนภาษีกันมาอย่างยาวนานจนเราเรียกกันติดปากว่ากฎหมายลูกกตัญญู ได้แก่ การกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามในการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ดังนี้

  1. บิดามารดาที่มีชื่อในการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูของบุตร
  2. บิดามารดาที่เป็นผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่มีการชำระเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปี

ความสัมพันธ์ระหว่าง “สิทธิ์ในการหักลดหย่อนภาษีของบุตร” กับ “สิทธิ์ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของบิดามารดา” เป็นเรื่องที่สนใจและสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมอย่างสูง เมื่อรัฐบาลปรับเพิ่มเกณฑ์ข้อห้ามเหล่านี้ขึ้นมา จึงเกิดคำถามมากมายจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีว่าทำไมต้อง “เลือก” ว่าหากจะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา บิดามารดานั้นก็จะเสียสิทธิ์ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ถ้าอยากให้บิดามารดาได้รับสิทธิ์ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บุตรก็ต้องห้ามนำบิดามารดามาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ในเมื่อความเป็นจริงแล้วการลดหย่อนภาษีเป็นสิทธิ์ของบุตร และการรับสวัสดิการจากภาครัฐเป็นสิทธิ์ของบิดามารดา การกำหนดเกณฑ์ใดขึ้นมาไม่ควรทำให้เสียสิทธิ์ซึ่งกันและกัน

อีกทั้ง เหตุผลของการเสียสิทธิ์ดังกล่าวตัดสินบนข้อมูลจากการใช้สิทธิ์หักลดหย่อนบิดามารดาในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดขึ้นแล้วในปีภาษี 2568 แต่การกำหนดเกณฑ์ในการลงทะเบียนรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่งจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 แม้ว่ารัฐบาลจะมีข้อชี้แจงว่าหากบิดามารดาไม่ได้รับการเลี้ยงดูอุปการะจากบุตรจริงก็สามารถอุทธรณ์ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการอุทธรณ์กับหน่วยงานรัฐไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และอาจจะยากเกินกว่าที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการในเรื่องนี้ได้ด้วยตนเอง

หากมองในฐานะนักวิชาการคนหนึ่ง ประเด็นนี้แม้ว่าจะมีข้อดีในด้านการบริหารงบประมาณของรัฐบาลที่มีอยู่อย่างจำกัด และต้องการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริงในปัจจุบัน รวมถึงสามารถจัดสรรงบประมาณไปให้กับคนที่สมควรจะได้รับการช่วยเหลือจริง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเกณฑ์ใหม่นี้ส่งผลกระทบใน 3 ด้านหลัก ๆ ดังนี้

  1. ผลกระทบทางภาษีอากรในการบูรณาการฐานข้อมูลและการจัดเก็บภาษีอากร

การที่รัฐบาลนำข้อเท็จจริงเรื่องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนบิดามารดาในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 47(1)(ญ) มาร่วมพิจารณาคุณสมบัติในการรับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ อาจส่งผลกระทบในเชิงระบบภาษีอากร ดังนี้

  • ด้านบวก (Efficiency) สะท้อนถึงการพัฒนาของระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลข้ามหน่วยงาน  (Data Integration) ระหว่างกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง ทำให้รัฐบาลเห็นภาพรวมรายได้และความช่วยเหลือภายในครัวเรือนได้ชัดเจนขึ้น ลดความซ้ำซ้อนในการกระจายงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือ และเป็นการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
  • ด้านลบ (Tax Disincentive) อาจส่งผลให้บุตรจำนวนหนึ่งเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิ์การหักลดหย่อนบิดามารดาในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลรรมดาในปีภาษีต่อไปเพราะเมื่อคำนวณภาษีเงินได้แล้ว พบว่า เงินภาษีที่ประหยัดได้จากฐานภาษีน้อยกว่ามูลค่าสวัสดิการและวงเงินช่วยเหลือที่บิดามารดาจะได้รับจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตลอดทั้งปี ส่งผลให้แรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบภาษีหรือการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีอย่างตรงไปตรงมาของประชาชนบางกลุ่มลดลงได้ เช่น ผู้มีเงินได้ที่เสียภาษีจากอัตราภาษีร้อยละ 5 – 10 ซึ่งเรียกว่าชนชั้นกลางระดับล่าง ย่อมต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าเมื่อถูกบังคับว่าต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับรายได้และเงินหมุนเวียนครัวเรือน ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อเม็ดเงินในกระเป๋าของภาคครัวเรือนโดยตรง ดังนี้
  • กำลังซื้อในพื้นที่ลดลง เงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมักจะถูกจำกัดให้ใช้กับร้านค้าชุมชน เช่น ร้านธงฟ้า ซึ่งทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง ดังนั้น หากบิดามารดาถูกจำกัดสิทธิ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนท้องถิ่นที่ลดลงตามไปด้วย
  • ผลกระทบต่อชนชั้นกลางระดับล่าง (The Squeezed Middle) ครอบครัวที่มีบุตรเพิ่งเริ่มทำงานมีรายได้เข้าเกณฑ์เสียภาษีขั้นต่ำ แต่อาจไม่ได้มีรายได้มากพอที่จะส่งเสียเลี้ยงดูบิดามารดาได้อย่างเต็มที่ การที่รัฐบาลมองว่า เมื่อบุตรใช้สิทธิ์ลดหย่อนบิดามารดาในการคำนวณภาษีแล้ว แปลว่าบุตรคนนั้นสามารถเลี้ยงดูบิดามารดาได้นั้น อาจเป็นสมมติฐานที่สุดโต่งเกินไปในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างนี้ นั่นคือ รายได้ของบุตรก็ไม่เพียงพอที่จะจุนเจือให้บิดามารดา และในขณะเดียวกันบิดามารดาก็ไม่ได้รับสทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐอีก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่ารัฐบาลกำลังโยนภาระต่าง ๆ มาให้กับผู้มีหน้าที่เสียภาษี
  • ผลกระทบทางสังคมในด้านศีลธรรมและรัฐสวัสดิการ ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และละเอียดอ่อนที่สุด เนื่องจาก
  • การผลักภาระและลดทอนคุณค่าความกตัญญู เกณฑ์นี้อาจถูกตีความได้ว่ารัฐบาลกำลังใช้กลไกสวัสดิการมาเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ครอบครัวต้อง “เลือก” ระหว่างการให้บุตรทำหน้าที่ตามกฎหมายและศีลธรรมกับการให้บิดามารดาได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ นอกจากนี้ เงื่อนไขรายได้ของพ่อแม่ที่สรรพากรกำหนดไว้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี (หรือเดือนละ 2,500 บาท) นั้นต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) ของไทย ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่าในปี 2567 มีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.89 ของประชากรทั้งประเทศ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 3.41 และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน รวมทั้ง การที่บุตรช่วยเหลือเลี้ยงดูบิดามารดานั้นไม่ได้แปลว่าบิดามารดาจะหลุดพ้นจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมให้บุตรลืมตาอ้าปากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ได้ช้าลง
  • แนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการถดถอย เกณฑ์นี้ตั้งอยู่บนแนวคิดการสงเคราะห์เฉพาะกลุ่ม (Targeted Welfare) ที่พยายามคัดกรองคนจนที่จนที่สุดจริง ๆ แต่ในทางสังคมศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุควรขยับไปสู่สวัสดิการถ้วนหน้า” (Universal Welfare) เพื่อรองรับสังคมสูงวัย การนำเงื่อนไขเรื่องการหักลดหย่อนบิดามารดามาตัดสิทธิ์การรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอาจสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระดับครอบครัว เช่น บุตรรู้สึกผิดที่ทำให้บิดามารดาที่ตนนำมาใช้สิทธิ์หักลดหย่อนถูกตัดสิทธิ์จากรัฐบาล อีกทั้ง รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้บิดามารดาสามารถอุทธรณ์ได้หากบุตรไม่ได้เลี้ยงดูอุปการะจริง ย่อมก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวตามมา

ดังนั้น ในเชิง “หลักการบริหารคลัง” อาจเข้าใจได้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องจำกัดงบประมาณเพื่อช่วยคนกลุ่มที่ไม่มีที่พึ่งจริง ๆ แต่ในเชิง “ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม” ก็อาจมองได้ว่าเกณฑ์นี้ “ตึงตัวและเหมารวมเกินไป” (Too Rigid) และรัฐไม่ควรประเมินว่าครอบครัวที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีคือครอบครัวที่มีฐานะมั่นคงแล้ว เพราะเพดานรายได้ 30,000 บาทของบิดามารดา และฐานภาษีเริ่มต้นของบุตรกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่าง ไม่ได้สะท้อนว่าบุตรและบิดามารดามีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพในปัจจุบัน การทบทวนเกณฑ์โดยพิจารณาจากรายได้แท้จริงหรือการปรับเพดานรายได้ขั้นต่ำให้สอดคล้องกับเส้นความยากจน น่าจะเป็นทางออกที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมกับ “ลูกกตัญญู” มากกว่า

บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ผศ.ศิริรัตน์ เจนศิริศักดิ์

คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อภิสิทธิ์' ตอก 'เอกนิติ' ประกาศหลักมุ่งเป้าแค่การโฆษณา ถามตัดสิทธิบัตรคนจน นี่หรือคือการมุ่งเป้า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุปญัตติของนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขอย้ำถึงความจำเป็นของการตั้ง คณะ

'ศิริกัญญา' จวกรัฐบาลทำโทษลูกกตัญญู เกณฑ์ใหม่บัตรคนจน ตัดสิทธิพ่อแม่หากลูกหักลดหย่อนภาษี

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความถึงกรณีกระทรวงการคลังได้ออกหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยพ่อ แม่ ที่ลูกนำรายชื่อไปลดหย่อนภาษี 30,000 บาท จะไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ

‘เอกนิติ’ แจงเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ชี้ต้องคัดกรองผู้เดือดร้อนจริง

“เอกนิติ” ระบุ กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังมีเสียงสะท้อนกรณีตัดสิทธิพ่อแม่ที่ถูกบุตรนำไปใช้ลดหย่อนภาษี ย้ำเป้าหมายหลักคือคั