7 ปีบนเก้าอี้ ผบ.ตร. ‘บิ๊กราญ’ โอกาสทอง การปฏิรูปตำรวจ

เพราะหากปฏิรูปตำรวจสำเร็จ การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนานาชาติ ตำรวจน้ำดีก็สามารถเติบโตตามสายงานของตัวเองตามความรู้ความสมารถอย่างแท้จริง.

เป็นไปตามโผ สำหรับการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนต่อไป

 สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติครบในการคัดเลือกดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. มีทั้งหมด 4 ราย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะประธาน ก.ตร. ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.สำราญ อาวุโสลำดับ 3 ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่

ซึ่งตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีจะเสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก 1 คนให้ ก.ตร.พิจารณาตามหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง โดยคำนึงถึง “อาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนหรือป้องกันปราบปราม”

ที่น่าสนใจ ที่ประชุม ก.ตร.ได้ลงคะแนน 12 เสียงเห็นชอบให้ พล.ต.อ.สำราญ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนที่ 16 อย่างเป็นเอกฉันท์  

โดยมีรายงานก่อนวันประชุม ก.ตร.ว่า นายกฯ จะเสนอชื่อ พล.ต.อ.สำราญ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. เนื่องจากมีผลงานปรากฏอย่างชัดเจน รวมทั้งมีการเคลียร์กันในหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อต้องการให้การบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความต่อเนื่องและปฏิรูปองค์กรตำรวจให้ดีขึ้น หลังจากมีเสียงเรียกร้องจากสังคม

มติ ก.ตร. 12 ต่อ 0 เสียง เป็นการส่งสัญญาณชัดว่าเส้นทางขึ้นสู่เก้าอี้ ผบ.ตร.คนที่ 16 ของ พล.ต.อ.สำราญ เป็นไปอย่างราบรื่น ไร้เสียงค้าน โดยเฉพาะเกษียณอายุปี 2576 หรืออีก 7 ปี ถือว่ามีเวลาอยู่ในเก้าอี้ ผบ.ตร.ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

กอปรกับโปรไฟล์ของ บิ๊กราญ ที่มาจากเด็กบ้านนอก ลูกชาวบ้าน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จบมัธยมจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี ก่อนเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 34 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 50 เริ่มรับราชการครั้งแรกเป็นรอง สว.สอบสวน สน.พระโขนง เติบโตตามลำดับ ขึ้นเป็น ผกก.สน.ดอนเมือง ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และรอง ผบ.ตร.

มีบทบาทในการดูแลงานความมั่นคง การรักษาความสงบเรียบร้อย และการบริหารงานตำรวจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีประวัติด่างพร้อย เป็น “ตำรวจน้ำดี” ในขณะที่แวดวงสีกากีมีแต่เรื่องฉาวโฉ่ในทางลบ จึงเป็นที่คาดหวังว่า เป็นโอกาสทองของการปฏิรูปตำรวจอีกครั้ง หลังจากยุค คสช.ทำ “เสียของ” หมกปัญหาไว้ใต้พรมจนถึงปัจจุบัน

ตำรวจเป็น “ต้นทาง” กระบวนการยุุติธรรมทางอาญา แต่ภาพลักษณ์ตำรวจตกต่ำ วิกฤตศรัทธาในสายตาประชาชน แม้แต่อดีตรอง ผบ.ตร.ยังมองว่าเป็น “องค์กรอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ” เพราะการก่ออาชญากรรมที่สำคัญย่อมมีตำรวจเกี่ยวข้องด้วย ตำรวจจึงเปรียบเสมือน “ล้มใต้ปีก” ของอาชญากร หรือธุรกิจสีเทาทุกประเภทที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากตำรวจไทย ผูกขาดงานสอบสวน ทั้งจับกุม สอบสวน ส่งความเห็นให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องคดีตามกระบวนการ อำนาจอยู่ที่ตำรวจอย่างเบ็ดเสร็จ ขาดการตรวจสอบควบคุมจากหน่วยงานอื่น จึงสามารถบิดเบือนพยานหลักฐานของสำนวนคดีอย่างไรก็ได้ หรือที่เรียกกันว่า “เป่าสำนวน” เอื้อประโยชน์ให้คู่กรณีหรือธุรกิจสีเทาได้ไม่ยาก ทำให้มี ผู้บริสุทธิ์กลายเป็นแพะ แต่คนชั่วลอยนวล จำนวนมาก

ประกอบกับโครงสร้างที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดการวิ่งเต้นซื้อ-ขายเก้าอี้ เพราะลงทุนไปแล้วถอนทุนคืนได้ไม่ยาก ทำให้มีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจรีดส่วยผู้ประกอบการและประชาชน ยัดข้อหาผู้บริสุทธิ์ รวมถึงการซ้อมทรมาน อุ้มหาย เป็นต้น

เหตุการณ์ล่าสุด เพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 34 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ต้นเหตุมาจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร บังหน้า เลี่ยงการจดทะเบียน ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ที่มีข้อกำหนดที่มีมาตรฐานสูงเพื่อความปลอดภัยของผูัใช้บริการ เป็นสถานบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือ “ผับเถื่อน”

ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ มาตรา 3 วรรคท้าย ในกรุงเทพมหานคร กำหนดให้ ผบช.น.มีฐานะเป็น ‘พนักงานเจ้าหน้าที่’ ผู้มีอำนาจอนุญาต รวมทั้งการตรวจตรามิให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เข้าใช้บริการ

“ผับเถื่อน” ดังกล่าว หากไม่มีเจ้าหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” ก็ไม่สามารถเปิดบริการมาได้กว่า 2 ปี จึงถือว่าเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม 34 ศพ แต่ พนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้ง ผกก.พหลโยธิน และ ผบช.น.กลับไม่ต้องรับผิดชอบอะไร?

การปฏิบัติหน้าที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างๆ ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจมาทุกยุคสมัยแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎร     เห็นชอบรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การพิจารณาศึกษาการปฏิรูประบบราชการตำรวจ ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โดยมีข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ 3 ระยะ/5 ปี

สรุปใจความสำคัญคือ ให้ตำรวจอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการทุกจังหวัด มีอำนาจแต่งตั้ง โยกย้าย และลงโทษทางวินัยตำรวจทุกระดับได้โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการตำรวจ กทม. และจังหวัด ซึ่งจะต้องจัดองค์ประกอบให้เหมาะสมเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนั้นให้โอนตำรวจเฉพาะทาง 13 หน่วยไปให้กระทรวงทบวงกรมที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมาย เช่น ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจทางหลวง ตำรวจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตำรวจป้องกันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจปราบอาชญากรรมเทคโนโลยี ฯลฯ โดยแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิอาญา ให้ทุกหน่วยมีอำนาจสอบสวนคู่ขนานไปกับตำรวจท้องที่ โดยมีอัยการคอยตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญหรือเมื่อมีปัญหา

และให้ยุบกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 แล้วให้โอนเจ้าหน้าที่ตำรวจในส่วนงานต่างๆ มาปฏิบัติราชการในระดับสถานีตำรวจ เช่นเดียวกับ ยุบกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 แล้วให้โอนเจ้าหน้าที่ตำรวจมาปฏิบัติราชการในระดับสถานีตำรวจ เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางนี้จะทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยบังคับบัญชาฝ่ายอำนวยการทุกระดับเล็กลงอย่างมาก เพราะตำรวจพื้นที่ขึ้นกับจังหวัด ตัดสายการบังคับบัญชาที่ยืดยาวก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็นลง เช่น ตำรวจภาค และ บก.น.ต่างๆ ซึ่งล้วนอยู่ห่างไกลปัญหา ในขณะที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปมีเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าแล้ว

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับข้อเสนอของ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) ร่วมกับ ภาคประชาชน 102 องค์กร ที่เคยยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ให้เร่งปฏิรูปตำรวจตามเสียงเรียกร้องของประชาชน 8 ข้อ แต่รัฐบาล คสช.ไม่ตอบสนอง

แม้รัฐบาล คสช.มีการแต่งตั้ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ และ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ โดยแบ่งสายงานตำรวจสอบสวนให้เติบโตในแท่งของตัวเอง การแต่งตั้งโยกย้ายที่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ควบคู่กับร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในการสอบสวนที่รวดเร็วและให้พนักงานอัยการควบคุมงานสอบสวนตั้งแต่เกิดเหตุ แต่เมื่อร่างกฎหมายเสนอถึงมือผู้นำในยุคนั้นกลับถูก “แปลงสาร” ตัดสาระสำคัญออก

เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มาจากสภาผู้แทนฯ มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้แล้ว ก็ยังมีตำรวจผู้ใหญ่ ไป “เป่าหู” ผู้นำว่าจะทำให้ตำรวจทำงานลำบาก จึงมีการออก พ.ร.ก.เลื่อนการบังคับใช้ 6 เดือน เดชะบุญ ศาลรัฐธรรมนูญตีตกว่า เป็น พ.ร.ก.ที่ขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหาย มีผลบังคับใช้ถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทำให้การ “เป่าสำนวน” ทำได้ยากขึ้น

บทเรียนการปฏิรูปตำรวจที่ล้มเหลวในยุค คสช.ที่ทำ “เสียของ” ก็เพราะตำรวจชั้นผู้ใหญ่กลัวสูญเสียอำนาจ จึงขัดขวางตลอดเวลา แต่ 7 ปีบนเก้าอี้ ผบ.ตร.ของ บิ๊กราญ สามารถกระชับอำนาจให้ตัวเองกุมสภาพองค์กรอย่างเบ็ดเสร็จได้ เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและตำรวจน้ำดีได้

เพราะหากปฏิรูปตำรวจสำเร็จ การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนานาชาติ ตำรวจน้ำดี ก็สามารถเติบโตตามสายงานของตัวเองตามความรู้ความสมารถอย่างแท้จริง ไม่ต้องลงทุนซื้อเก้าอี้อีกต่อไป

นี่คือโอกาสทองของการปฏิรูปตำรวจในมือ บิ๊กราญ ที่มาจากลูกชาวบ้าน และ นายอนุทิน ที่มาจากเสียงของประชาชน ว่าจะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศชาติได้หรือไม่ หรือจะ “เสียของ” เหมือนยุครัฐบาล คสช.อีก?.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'พล.ต.อ.สำราญ นวลมา' ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา พ้นจากตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แ

'บิ๊กราญ-นพศิลป์' ลุยกวาดล้าง 'แก๊งพ่อไทยทิพย์' สวมสิทธิเด็กต่างด้าว 1.5 พันคน

'บิ๊กราญ - พล.ต.ท.นพศิลป์' เดินหน้า ร่วมกับ DOPA N.I.C.E เปิดโปงขบวนการ 'พ่อไทยทิพย์' รับสวมสิทธิเด็กต่างด้าวเกือบ 1,500 ราย บุกค้นโรงพยาบาลเอกชน รวบ 4 ผู้ต้องหา