ห้องเรียนในประเทศไทยมีคุณภาพและความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด? ความจำเป็นของฐานข้อมูลจากการสังเกตห้องเรียน

ปัญหาสำคัญของการศึกษาไทย คือ การขาดข้อมูลคุณภาพของการจัดการเรียนรู้ หรือคุณภาพของห้องเรียน ซึ่งหมายถึง ข้อมูลที่บ่งบอกว่า ครูจัดการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายหรือไม่ ครูส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กอย่างไรบ้าง ครูออกนอกเรื่องบ่อยแค่ไหน เด็กได้ทำกิจกรรมอะไรบ้าง ครูและเด็กมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร มีการรังแกและความรุนแรงเกิดขึ้นในห้องเรียนหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญบ่งบอกถึงคุณภาพของการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนและความปลอดภัยในห้องเรียน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาทุนมนุษย์ของนักเรียน การขาดข้อมูลดังกล่าวทำให้การแก้ปัญหาการศึกษาที่ผ่านมามีลักษณะเป็นแบบ “ตาบอดคลำช้าง” เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายไม่รู้ว่า ห้องเรียนในประเทศไทยมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด หรืออาจพูดแบบภาษาชาวบ้านได้ว่า เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องเรียนบ้าง ทั้งๆ ที่คุณภาพของห้องเรียนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการสร้างทุนมนุษย์ในโรงเรียน การขาดข้อมูลที่สำคัญดังกล่าวทำให้ได้แต่เดาๆ หรือคลำๆ ไป ส่งผลให้นโยบายด้านการศึกษาส่วนใหญ่จึงมักไม่ได้ผลเท่าที่ควร

คำถามสำคัญ คือ ทำไมเราจึงไม่มีฐานข้อมูลคุณภาพของห้องเรียนของประเทศไทย ทั้งๆ ที่ กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ศึกษานิเทศก์ต้องติดตามการดำเนินการของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นไปได้ว่า เราไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ในแต่ละปี ศึกษานิเทศก์ตรวจเยี่ยมห้องเรียนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของห้องเรียนทั้งหมด

องค์ประกอบที่จำเป็นอันแรกสำหรับการสร้างฐานข้อมูลคุณภาพของห้องเรียน คือ เครื่องมือสังเกตห้องเรียน ซึ่งหมายถึง แนวทางและเกณฑ์การประเมินคุณภาพห้องเรียนในแต่ละด้าน ในปัจจุบัน มีเครื่องมือสังเกตห้องเรียนที่ได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยที่มีคุณภาพจำนวนไม่น้อย อาทิเช่น เครื่องมือการสังเกตห้องเรียนแบบ TEACH ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พัฒนาโดยธนาคารโลก หรือเครื่องมือการสังเกตห้องเรียนแบบ CLASS ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ดังนั้น ปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือสังเกตห้องเรียนจึงสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมและดำเนินการดัดแปลงให้เหมาะสมกับบริบทของไทย

องค์ประกอบที่สอง คือ การสังเกตการจัดการเรียนรู้ ซึ่งอาจดำเนินการด้วยการกำหนดให้ศึกษานิเทศก์เดินทางไปยังสถานศึกษาเพื่อสังเกตการจัดการเรียนรู้ หรืออาจประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ไปยังสถานศึกษาเพื่อบันทึกเทปการจัดการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองวิธีข้างต้นมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่ค่อนข้างสูง จึงอาจพิจารณาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนไม่มากนัก ที่สำคัญ กล้องวงจรปิดยังช่วยแก้ปัญหาเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งหรือทะเลาะวิวาทภายในห้องเรียน ทั้งระหว่างนักเรียนเอง และระหว่างครูและนักเรียน ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในสถานศึกษา

องค์ประกอบสุดท้าย คือ การประเมินผลคุณภาพห้องเรียนจากข้อมูลการสังเกตห้องเรียน โดยหากเลือกใช้วิธีการกำหนดให้ศึกษานิเทศก์เดินทางไปยังสถานศึกษาเพื่อสังเกตการจัดการเรียนรู้ ก็จำเป็นต้องใช้ศึกษานิเทศก์คนดังกล่าวเป็นผู้ประเมิน ซึ่งมีข้อดี คือ ผู้ประเมินได้อยู่ในสถานที่จริง ซึ่งน่าจะช่วยให้เข้าใจบริบทแวดล้อมได้เป็นอย่างดี แต่มีจุดอ่อนที่ไม่สามารถให้บุคคลอื่นร่วมประเมินได้ ซึ่งอาจทำให้ได้ผลประเมินที่ลำเอียงได้ หากใช้การส่งเจ้าหน้าที่ไปบันทึกเทปหรือบันทึกเทปจาก CCTV จะสามารถใช้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเป็นผู้ประเมินคุณภาพได้ และสามารถใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนประเมินห้องเรียนเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาของความคลาดเคลื่อนหรือความลำเอียงของผลการประเมินได้ดีพอสมควร อย่างไรก็ตาม การประเมินโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญมีต้นทุนสูง และมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนผู้เชี่ยวชาญที่สามารถประเมินได้ อาจทำให้ไม่สามารถประเมินคุณภาพห้องเรียนได้มากเท่าที่ต้องการ

ทางออกที่น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่า คือ การฝึกให้ AI ประเมินคุณภาพห้องเรียนจากเทปวิดีโอ วิธีการนี้จะช่วยแก้ปัญหาทั้งความลำเอียงจากผู้เชี่ยวชาญ และข้อจำกัดด้านจำนวนผู้เชี่ยวชาญที่สามารถประเมินคุณภาพห้องเรียนได้ แน่นอนว่า ในระยะแรก อาจต้องลงทุนฝึก AI ให้สามารถทำหน้าที่ดังกล่าว แต่หากมีแนวทางการประเมินที่ชัดเจน (จากองค์ประกอบที่หนึ่ง) น่าจะสามารถฝึก AI ได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญ การประยุกต์ใช้ AI ในรูปแบบนี้น่าจะเป็นแนวทางที่เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างชัดเจน และใช้งบประมาณไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับหลายโครงการที่รัฐบาลเคยทำมาหรือพยายามที่จะทำ ไม่ว่าจะเป็น โครงการ THAI Academy – AI in Education ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยกว่า 1 ล้านคน หรือโครงการ TH-AI Passport ที่ต้องการพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยกว่า 5 ล้านคน อย่างไรก็ตาม นโยบายข้างต้นเป็นเพียงการส่งเสริมให้คนไทยได้ทดลองใช้เครื่องมือ AI ซึ่งอาจจะคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าก็ได้ อาจเป็นไปได้ว่า ไม่ใช่ทุกงานสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างคุ้มค่า หรืออาจเป็นไปได้ว่า การใช้ AI ที่มากเกินไปทำให้ความสามารถในการคิดและการแก้ปัญหาของเราแย่ลง ในรูปของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ความเกียจคร้านทางความคิด (cognitive laziness)

แน่นอนว่า การมีข้อมูลคุณภาพห้องเรียนหรือคุณภาพของการจัดการเรียนรู้ อาจไม่สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาหรือการพัฒนาทุนมนุษย์ได้โดยตรง แต่น่าจะเป็นข้อมูลที่จำเป็นที่ต้องมี เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แก้ปัญหาการศึกษาแบบ “ตาบอดคลำช้าง” อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง

สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จัดใหญ่ 'THAILAND²' 5 กระทรวงจับมือ ยกกำลังประเทศไทย 21 ก.ค.

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า งาน “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ถือเป็นงานใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกจากการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงหลัก

รัฐบาลเตือนประชาชนทำบุญอย่างมีสติ อย่าหลงกลมิจฉาชีพ

รัฐบาลเตือนประชาชนทำบุญอย่างมีสติไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ กำชับตรวจเข้มคุมราคาสินค้า คาดวันหยุดยาว-ไทยช่วยไทย ดันค่าใช้จ่ายสะพัดกว่า 4 พันล้านบาท 

รบ.เร่งยกระดับ 'ความปลอดภัย–คุณภาพการศึกษา' รับเปิดเทอม

รัฐบาลเร่งยกระดับ 'ความปลอดภัย–คุณภาพการศึกษา' รับเปิดเทอม 2569 ศธ.ผนึก 18 หน่วยงาน เดินหน้า Quick Win สร้างโรงเรียนปลอดภัย ควบคู่ลดค่าครองชีพ–เพิ่มเงินอุดหนุนช่วยผู้ปกครองทั่วประเทศ