
เริ่มโหมโรง-เรียกแขกกันแล้ว สำหรับ “ศึกซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน ที่ยังไม่ทันลั่นระฆังทำศึก ยังไม่มีการเคาะว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีกี่คน และต้องการให้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นกลางสภาฯ ช่วงไหน พรรคประชาชนก็เรียกแขก สร้างความสนใจคอการเมืองด้วยการเปิดแคมเปญ
“จากความคับแค้น สู่การเปิดโปง”
ผ่านเพจพรรคประชาชนเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ก็คือการเชิญชวนประชาชน ข้าราชการที่มีข้อมูลที่ไม่ดีของรัฐบาลส่งมาให้พรรคประชาชนนำไปพิจารณาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุว่า
...ขอเชิญประชาชนและข้าราชการชี้ช่องเบาะแส-หลักฐานการทุจริต เตรียมลุยศึกซักฟอกรัฐบาลอนุทิน
จากมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว.เพียง 77 ราย จากทั้งหมด 229 ราย และไม่สั่งฟ้องแกนนำ-กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายของสังคม
นี่ไม่ใช่คดีเล็กๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการ ‘กินรวบประเทศ’ ที่แผ่ขยายรากฐานครอบคลุมตั้งแต่สภาสูง สภาล่าง องค์กรอิสระ ตำรวจ ระบบราชการ ไปจนถึงการเมืองระดับท้องถิ่น
เหตุการณ์ทุจริตที่เราเห็นรายวัน ไม่ว่าจะเป็น
- การกักตุนน้ำมัน
- การแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม
- การโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น
- การถลุงงบประมาณของกลุ่มบ้านใหญ่
พรรคประชาชนระบุว่า “ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกส่วนกัน แต่คือขบวนการสืบทอดอำนาจที่เอื้อให้เกิดการทุจริตอย่างเป็นระบบ เมื่อกลไกการตรวจสอบอื่นๆ ไม่สามารถจัดการความผิดปกติเหล่านี้ได้ พรรคประชาชนจึงขอนำความคับแค้นของประชาชนมาเปลี่ยนเป็นพลังในการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
แต่การจะล้มโครงสร้างการทุจริตนี้ได้ ลำพังเพียงข้อมูลจากฝ่ายนโยบายและ สส. อาจไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องอาศัย ‘ข้อเท็จจริง’ จากประชาชน ข้าราชการ และคนทำงานวงในที่ทนเห็นประเทศถูกกัดกินต่อไปไม่ไหวแล้ว ร่วมส่งเบาะแส เอกสารลับ และหลักฐานการทุจริต ฮั้วประมูล หรือการใช้อำนาจมิชอบได้ที่ [email protected]”
จับจังหวะของพรรคประชาชนได้ว่า ศึกซักฟอกรอบนี้คงทุ่มเต็มที่ บนเป้าหมายคือ
“ทุบอนุทิน-เปิดแผลระบอบสีน้ำเงิน-ถล่มรัฐบาลภูมิใจไทย”
ให้จมมิดกลางสภาฯ เพื่อแสดงฝีมือการเป็นฝ่ายค้านให้ประชาชนอีกรอบ แม้จะรู้ดีว่า ยากจะล้มรัฐบาลสีน้ำเงินกลางสภาฯ ได้
เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีฝ่ายค้านยุคไหนล้มรัฐบาลด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจกลางสภาฯ ได้ ทำได้อย่างมาก ก็แค่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามมา
เช่น การยุบสภาฯ อาทิ สมัยรัฐบาลชวน 1 หลังพรรคพลังธรรมประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ก่อนการโหวตเสียง หรือการปรับคณะรัฐมนตรี ที่มักจะเกิดหลังเสร็จศึกซักฟอก
ยิ่งเสียง สส.ฝ่ายค้านในเวลานี้ หลังวิปฝ่ายค้าน “แตกหัก” กับ “พรรคกล้าธรรม” เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดีดออกจากวิปฝ่ายค้าน ยิ่งทำให้เสียง สส.ฝ่ายค้านเหลือแค่ราวๆ 149 เสียง ทำให้ยิ่งมีเสียงห่างจากเสียง สส.ฝ่ายรัฐบาลมากขึ้นไปอีก แม้พรรคกล้าธรรมยังไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลก็ตาม ดังนั้น เป้าหลักของพรรคฝ่ายค้าน จึงมุ่งเน้นไปที่ “การทำลายความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน” ของรัฐบาลอนุทิน เป็นหลักเท่านั้น ไม่ได้หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ เพราะรู้ว่าเกิดขึ้นได้ยาก อย่างมากก็แค่ปรับ ครม.หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น
ท่าทีล่าสุดของผู้นำฝ่ายค้าน-หัวหน้าพรรคประชาชนต่อเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
พบว่าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การหารือกันของพรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่ในช่วงท้ายในการสรุปกรอบญัตติ ต้องนำเนื้อหาของทุกพรรคที่ต้องการอภิปรายมารวมกัน เมื่อสรุปกรอบญัตติเสร็จก็จะอยู่ในช่วงของการลงนาม หากดูไทม์ไลน์เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเข้าสู่สภาฯ ในช่วงเดือนตุลาคม
ส่วนที่พรรคประชาชนเปิดรับข้อมูลจากประชาชนผ่านเพจพรรคข้างต้น ทางหัวหน้าพรรคประชาชนแจงว่า เนื้อหาข้อมูลที่เรามีอยู่ในมือมีน้ำหนักมากเพียงพออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในพรรคประชาชนเปิดช่องทางในการรับข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อที่จะรับข้อมูลเชิงลึกจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
“การอภิปรายในครั้งนี้เราพยายามจะชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ตัวของพรรคการเมืองอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำหน้าที่ในองค์กรอิสระด้วย ในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนที่สนับสนุนให้กับระบอบสีน้ำเงินอยู่ด้วย
หากดูกรอบในการอภิปรายก็จะมีคนที่ได้รับผลกระทบอยู่เยอะ เช่น บริษัทที่อาจจะเข้าร่วมประมูลในโครงการของรัฐที่เราเห็นว่ามีการล็อกสเปกเกิดขึ้น มีการเอื้อให้เกิดกับบางบริษัทให้ได้รับโครงการหรือไม่ ก็จะทำให้บริษัทคู่แข่งส่งข้อมูลมาให้กับเราได้ ส่วนอื่นๆ ที่อาจจะอยู่ในระบบราชการอย่างที่เราเห็นในเรื่องช่วยสีน้ำเงินด้วย หรือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการต่างๆ หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น การเปิดช่องทางก็จะทำให้เรามีข้อมูลในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น”
แน่นอนว่า หนึ่งในประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านจะยื่นซักฟอก อนุทิน-รัฐบาลสีน้ำเงิน ก็คือ เรื่อง “คดีฮั้ว สว.”
เก็งข้อสอบได้ไม่ยากว่า แนวการอภิปรายของฝ่ายค้านจะเน้นไปที่การอภิปรายว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เข้าไปยึดกุม-แทรกแซง องค์กรอิสระ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมถึงวุฒิสภา ผ่านเครือข่าย สว.สีน้ำเงิน มีการใช้กลไก กกต.ในการตัดตอนคดีฮั้ว สว. ไม่ให้มีการลากโยงหรือเอาผิด อนุทิน-รัฐมนตรี-สส.-กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่ออยู่ในผลสรุปการไต่สวนของคณะอนุกรรมการ กกต.ชุดที่ 26 จนสุดท้าย มติ กกต.เสียงข้างมาก เลยยื่นคำร้องเอาผิดคดีฮั้ว สว.แค่ 77 คน โดยแม้จะมี สว.รวมอยู่ด้วย 26 คน แต่ก็เพราะว่าพยานหลักฐานชัดเจนยากจะเคลียร์ให้ได้ อีกทั้งใน 26 สว.ก็มีหลายคนจริงๆ แล้วไม่ใช่ สว.น้ำเงินแท้ จนสุดท้าย พวกน้ำเงินเข้มอย่างอนุทิน-รัฐมนตรี-สส.-กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย จึงพ้นผิดในคดีฮั้ว สว. เพราะถูก กกต.ตัดตอน
เชื่อได้เลยว่า แนวอภิปรายของพรรคประชาชน รวมถึงแม้แต่กับพรรคประชาธิปัตย์ อีกหนึ่งแนวร่วมฝ่ายค้าน จะออกมาในโทนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย คืออภิปรายชี้ให้เห็นว่า สีน้ำเงิน กำลังเป็นภัยอันตรายทางการเมือง เพราะยึดกุมอำนาจทางการเมือง ทั้งฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติทั้งสภาล่างและสภาสูง และองค์กรอิสระอย่าง กกต. และคาดว่าอาจจะมีการอภิปรายไปถึงองค์กรอื่นด้วย เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นต้น ภายใต้รูปแบบการนำเสนอเนื้อหาด้วยการต่อจิกซอว์การเมืองต่างๆ ทั้งพรรคภูมิใจไทย-ทำเนียบรัฐบาล-สภาฯ-วุฒิสภา-กกต. เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงกันทางการเมือง และทุบเปรี้ยงปิดจบว่าทั้งหมดคืออันตรายของระบอบสีน้ำเงิน ตามที่พรรคประชาชนพยายามสร้างกระแสมาตลอด
อย่างไรก็ตาม มองกันหลายๆ มุม จุดหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาหลายเดือน ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนที่สนใจติดตามการเมือง ต่างรับรู้ข้อมูลคดีฮั้ว สว.มาแบบเต็มอิ่มแล้ว ไม่นับรวมกับเอกสารในสำนวนการสืบสวนไต่สวนบางส่วนที่มีการส่งต่อกันภายในของคนในกลุ่มต่างๆ
จึงเป็นการบ้านทางการเมืองของพรรคประชาชนและแนวร่วมฝ่ายค้าน ในการจะต้องพยายามหาข้อมูลหรือพยานหลักฐานใหม่ๆ ในเรื่องฮั้ว สว. มาอภิปรายกลางสภาฯ เพราะหากฝ่ายค้านอภิปรายด้วยข้อมูลเดิมๆ ที่เคยโหมโรงกันอย่างหนักก่อนหน้า กกต.จะมีมติในคดีฮั้ว สว. เมื่อ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ฝ่ายค้านย่อมถูกมองว่า ฉายหนังซ้ำ ไม่มีอะไรใหม่
รวมถึงไม่แน่ อาจเจอความพยายามสกัดกลางสภาฯ จาก สส.ภูมิใจไทย เพื่อเบรกเกมของฝ่ายค้าน เช่น การประท้วงตัดเกมเวลาฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องฮั้ว สว. โดยอ้างเหตุผลว่า คดีฮั้ว สว.กำลังจะถูกส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาไต่สวนแล้ว ผิด-ถูก ฮั้ว-ไม่ฮั้ว ก็รอการไต่สวนและคำตัดสินของศาลฎีกา
และยิ่งหาก กกต.มีการส่งคำร้องไปถึงศาลฎีกาก่อนฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบนี้ก็ยิ่งสร้างน้ำหนักการประท้วงตัดเกมการอภิปรายของฝ่ายค้านโดย สส.ภูมิใจไทยให้มีน้ำหนักมากขึ้น โดยหากฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องฮั้ว สว. พาดพิงถึงอนุทิน-ภูมิใจไทย-กกต. พวก สส.ภูมิใจไทยก็จะได้ประท้วงตัดเกมโดยอ้างเหตุว่า คดีอยู่ในสารบบของศาลฎีกาแล้ว ควรให้ศาลฎีกาได้ไต่สวนพิจารณาคดี ชี้ผิดชี้ถูกออกมาจะดีกว่า
ซึ่งแน่นอนว่า แม้ สส.ภูมิใจไทยจะประท้วงตัดเกมแบบนี้ แต่ฝ่ายค้านก็คงไม่ยอม ยังไงก็ต้องเดินหน้าอภิปรายกระชวกเปิดแผลอนุทิน-ภูมิใจไทย-สว.สีน้ำเงินในเรื่องข้อกล่าวหาฮั้ว สว.ให้ได้ แต่ประเมินไว้ล่วงหน้าว่า การประท้วงตัดเกมของ สส.รัฐบาลโดยยกเหตุเรื่องคดีอยู่ที่ศาลฎีกาไปแล้ว ก็อาจจะทำให้ดีกรีความร้อนแรงการอภิปรายเรื่องฮั้ว สว.ของฝ่ายค้านอาจแรงได้ไม่เต็มที่อย่างที่ต้องการถ้าเจอเบรกด้วยเหตุผลคดีไปถึงศาลฎีกาแล้ว ยิ่งหากประธานสภาฯ รับลูกด้วย คือก็ยังให้อภิปรายอยู่ แต่ก็จะคุมโทนลงไม่ให้อภิปรายได้หนักหน่วงอย่างที่ฝ่ายค้านต้องการ ผลก็คือ ทำให้ฝ่ายค้านออกหมัดไม่ได้เต็มที่อย่างที่ต้องการ
สรุปสถานการณ์เฉพาะหน้าตามที่เห็น คือตุลาคมนี้ ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอนุทิน-รัฐบาล โดยประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายแบบหนักหน่วง ก็คือเน้นทุบไปที่ระบอบสีน้ำเงิน โดยนำคดีฮั้ว สว.เข้ามาเป็นจุดศูนย์กลางตามท้องเรื่อง ที่แม้น็อกอนุทินกลางสภาฯ ไม่ได้ แต่ก็หวังไล่ถลุงให้คางเหลือง ส่วนจะทำได้หรือไม่ ช่วง ต.ค.-พ.ย.ได้เห็นกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อนุทิน’รีบบินกลับ!
"อนุทิน" รีบกลับไทยก่อนกำหนด ประชุมคอนเฟอเรนซ์กำกับสถานการณ์น้่ำท่วมกรุง รัฐบาลเตือน 25 จังหวัดเสี่ยงแผ่นดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก ย้ำพื้นที่ฝนสะสมสูงเตรียมพร้อมอพยพ เปิดจุดจอดรถหนีน้ำฟรี
นายกฯโรดโชว์ แวะจีบอังกฤษ ลงทุนนวัตกรรม
นายกฯ โรดโชว์อังกฤษ ชูเสถียรภาพรัฐบาล ช่วยเดินหน้านโยบายต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่น ชวนเอกชนสหราชอาณาจักรลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต AI-วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-นวัตกรรม
ไม่ต้องรอนายกฯกลับถึงไทย! 'อนุทิน' สั่ง รมต.-ผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่น้ำท่วมทันที
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงหนึ่งในการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมถึงงบประมาณแก้น้ำท่วมว่า ในด้านงบประมาณหากกรุงเทพฯ
นายกฯ สั่งตั้งศูนย์แถลงข่าวน้ำท่วม เริ่ม 27 ก.ย.นี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้บัญชาการสถานการณ์ กล่าวในการร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ร่วมกับนายกรัฐมนตรีว่า
นายกฯ ประชุมผ่านคอนเฟอเรนซ์จากลอนดอน ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้เรียกประชุมผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทย
'โอฬาร' ชูภารกิจ UNGA81 ยกระดับไทยบนเวทีโลก ดึงเชื่อมั่นนักลงทุน ชม 'อนุทิน' ใช้การทูต-กฎหมายสากลคลี่คลายข้อพิพาท
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

