
ต้องปักหมุดกองกำลังให้ดี ปรับกองกำลังใหม่ วางหลักใหม่ เอาคนที่เก่งที่สุดลงไป เอาคนที่มีความรู้ที่สุดลงไปในพื้นที่ ทำให้เป็นกองกำลังที่มีความชำนาญ มีความยืดหยุ่นในพื้นที่ มีศูนย์ต่อต้านพวกสุดโต่ง ไม่เอาการปิดล้อมตรวจค้นแบบเดิมซึ่งชาวบ้านต่อต้าน ต้องทำให้คนในชุมชนโทรศัพท์มาบอกว่ากำลังจะมีการปล้นร้าน ต้องครองใจประชาชน หากคุมสภาพความมั่นคงได้ จะมีข้อได้เปรียบที่โต๊ะพูดคุย
จากสถานการณ์การก่อเหตุความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส เมื่อช่วงวันที่ 22-23 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่มีการก่อเหตุกันหลายสิบจุด ทำให้สถานการณ์ไฟใต้กลับมาปะทุอีกครั้ง
รายการ "ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด" สัมภาษณ์พิเศษ "รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ-อดีตอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ซึ่ง รศ. ดร.ปณิธานให้ความเห็นและมุมวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีเนื้อหาที่สรุปความบางส่วนได้ดังนี้
ในจังหวะเริ่มต้นบทสัมภาษณ์ มีการถามถึงกลุ่มที่ก่อเหตุ ที่มีการข่าวออกมาว่าเป็นฝีมือของพวกกลุ่มบีอาร์เอ็นใหม่เป็นผู้วางแผนก่อเหตุ ซึ่งเกี่ยวกับกลุ่มบีอาร์เอ็น "รศ. ดร.ปณิธาน" ให้ข้อมูลว่า บีอาร์เอ็นหรือขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี รุ่นเก่าจบไปแล้วพร้อมกับพูโล-มูจาฮีดีน เพราะอดีตแกนนำตอนนี้หลายคนเสียชีวิต เช่น นายสะแปอิง บาซอ (อดีตประธานกลุ่มบีอาร์เอ็น) หรือ มะแซ อุเซ็ง ส่วนแกนนำบางคนตอนนี้ก็อายุมาก เช่น นายดูนเลาะ แวมะนอ ที่ขยับขึ้นมาเป็นสภาองค์กรนำ หรือดีพีพี
บีอาร์เอ็น เป็นองค์กรลับที่มี 6 ส่วนที่ไม่เปิดเผยเหมือนพวกกลุ่มอย่างกลุ่มฮามาส-ฮิซบอลเลาะห์ เพราะหากเปิดเผยจะโดนไล่ล่าแบบฮามาส-ฮิซบอลเลาะห์ รวมถึงหากเปิดเผยก็ผิดกฎหมาย ทำให้บีอาร์เอ็นไม่โดนขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้าย
สำหรับโครงสร้าง 6 ส่วนที่กล่าวข้างต้น ประกอบด้วย ศูนย์การนำหรือสภาผู้นำ ที่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกกลุ่มครูบาอาจารย์ นักคิด นักยุทธศาสตร์ เป็นพวกที่มีความเข้าใจดีถึงความเป็นมาของเรื่องอาณาจักรปัตตานี สอง คือพวก "แนวร่วมปฏิวัติ” ที่มีสองส่วน คือแนวร่วมปฏิวัติผู้สั่งการกองกำลัง กับกลุ่มผู้ดำเนินการ ซึ่งเป็นพวกอยู่ในพื้นที่ พวกหน่วยจรยุทธ์ พวกอาร์เคเค กลุ่มสมทบต่างๆ
กลุ่มที่สามคือพวกแนวร่วมในพื้นที่ เช่นแนวร่วมทางการเมือง แนวร่วมทางเศรษฐกิจ แนวร่วมทางการศึกษา และที่สำคัญคือ พวกแนวร่วมของขบวนการผิดกฎหมายทั้งหลายที่เป็นพวกกลุ่มท่อน้ำเลี้ยง แล้วก็ยังมีพวกกลุ่มแนวร่วมมุมกลับ เช่นพวกอดีตเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกปลดอย่างไม่เป็นธรรม เกิดความผิดหวัง คนกลุ่มนี้จะกลับไปช่วยอีกฝั่งหรือไม่ก็เป็นลักษณะขายความลับไปให้อีกฝั่ง เอาความลับไปขายเพื่อต้องการเงิน ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ผมไม่ได้พูด แต่เป็นข้อมูลจากกลุ่มคนที่ผมกับคณะที่เคยทำวิจัยเรื่องปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำให้กับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งคณะได้ไปพูดคุยระหว่างทำงานวิจัย นอกจากนี้ก็ยังมีแนวร่วมทางศาสนา ซึ่งก็ไปว่าเขาไม่ได้เพราะว่าจิตวิญญาณเขาเช่นเรื่องการสอน
และสุดท้ายคือแนวร่วมใหม่ เป็นแนวร่วมด้านต่างประเทศ ซึ่งมาตั้งสำนักงานอยู่ในพื้นที่ เช่น กาชาดสากล มีสำนักงานส่วนหน้า ซึ่งที่มาขณะนี้มานั่งพูดคุยที่โต๊ะพูดคุยสันติสุขแล้ว มาช่วยลงนามแล้ว ชื่อ Jonathan Powell ผมเจอเขาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา เขาบอกว่าอยากจะเข้ามาช่วยเราทำงานแต่ไม่มีใครรับเขา ตอนหลังไปโผล่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเป็นคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะเจรจากับไอร์แลนด์เหนือให้กับอดีตนายกฯ อังกฤษ โทนี แบลร์มาแปดปี
..แนวร่วมทั้งหมดทั้งแนวร่วมทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา ศาสนา แนวร่วมมุมกลับ แนวร่วมต่างประเทศ ที่ก็จะมีซับซ้อน แต่ว่าทุกแนวร่วมเดินไปบนจุดมุ่งหมายจุดเดียวกัน ปลายทางกลุ่มที่สุดโต่งที่สุดคือ ต้องการแบ่งแยกดินแดน
โดยภาพรวมจะมีสามกลุ่ม หนึ่ง-กลุ่มสุดโต่ง ขวาจัด ใช้กำลัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุยยาก กลุ่มที่สอง คือกลุ่มที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่รู้จะพึ่งใคร จะเป็นแบบกลางๆ อยากจะอยู่ในพื้นที่ให้ดีกว่าเดิม อยากจะให้การบริหารจัดการดีกว่าเดิม อยากใช้ภาษาของตัวเอง กลุ่มนี้มีเป็นแสนเป็นล้าน ไม่ใช่พวกหัวรุนแรง เป็นกลุ่มใหญ่สุด กำลังโดนแย่งชิงมวลชน กำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว เป็นกลุ่มที่มีไทยมุสลิมเยอะมาก เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตมากที่สุดเกือบสี่พัน คิดดูว่าเขาจะอยู่อย่างไร เขาจะเลือกใคร เขาก็ต้องเลือกคนที่ดูแลความปลอดภัยให้เขาได้ ก็คือพวกสุดโต่ง ก็มีการเข้าไปคุย เรารู้ว่าเขาคิดอย่างไร เรา (คณะผู้วิจัย) ไปคุยมากับทุกกลุ่ม กลุ่มสุดโต่งเราก็ไปคุยมาแล้ว แต่เราไม่ใช่ผมนะ เขาต้องคุยผ่านตัวแทน คุยผ่านล่าม คุยกับคนที่เขาไว้ใจ
ส่วนกลุ่มที่สามคือ กลุ่มที่เลือกข้างไปแล้วทางฝั่งเราซึ่งมีน้อยลงไปเยอะ มีน้อยมาก เพื่อนฝูงผมหนีไปอยู่ภูเก็ต หาดใหญ่หมดแล้วไปเปิดร้านสะดวกซื้อ ร้านกิ๊ฟช็อป
-กลุ่มสุดโต่งมีเยอะหรือไม่ในปัจจุบัน?
ตัวเลขไม่ถูกเปิดเผย แต่ว่ารวมๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่หลายร้อยคน และที่กำลังดึงเข้ามามีเป็นพัน กำลังฝึกและออกไปจากกลุ่มก็มี ก็มีการไปสัมภาษณ์คนที่ออกมา เหตุผลง่ายๆ เลยคือ ภรรยาสั่งให้ออกมาเพราะไม่ชอบความสุดโต่ง เขาออกมาเพื่อตั้งครอบครัว ที่ก็เป็นข้อมูลที่น่าสนใจว่าพวกกลุ่มภรรยา พวกแม่บ้านมีความเชื่อมโยง มีส่วนในการหันเหทิศทาง บางคนเข้าไปแล้วบอกว่ารับไม่ได้ต่อความรุนแรงที่ทำต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน พวกรุ่นแรกๆ ที่ทำกับพระ แพทย์ ผู้พิพากษา เขาก็ออกมาจากกลุ่ม แต่ว่าก็มีคนอีกเป็นพันที่พ่อแม่เขาโดนความรุนแรงจากเหตุกรือเซะ ตากใบ การปฏิบัติการต่างๆ พวกนี้ก็ถูกดึงเข้าไป (กลุ่มสุดโต่ง) แล้วก็บ่มเพาะในสถานศึกษา ให้ความคิดที่เบี่ยงเบน คนเหล่านี้คุยยากมาก
-กลุ่มที่ไปก่อเหตุในพื้นที่เมื่อ 22 และ 23 สิงหาคม ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการข่าวบางส่วนบอกว่าเป็นนักรบรุ่นใหม่ เป็นพวกอาร์เคเค โดยบางคนก็ยังไม่ได้เป็น แต่เหมือนออกมาฝึกงานก่อเหตุเกือบร้อยจุด ข้อมูลนี้เป็นอย่างไร?
ต้องรอให้ตกผลึกกว่านี้ ผมก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเข้าไปรับทราบอะไร แต่ว่าเสียงจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เสียงชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าเป็นปฏิบัติการเฉพาะกิจผสมกำลังกันเฉพาะช่วงนี้ มีแกนนำเป็นกลุ่มสุดโต่งแต่ว่าสมทบด้วยสมาชิกใหม่ สมทบด้วยกลุ่มการเมืองที่ขัดแย้งกัน สมทบด้วยกลุ่มที่อยากจะเอาคืนแก้แค้นเพราะโดนปิดล้อมตรวจค้น และบังคับใช้กฎหมายรุนแรงในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมาโดยเฉพาะหลังทหารพรานเสียชีวิต (ห้าคน) ก็เลยสวนกลับย้อนศร อันนี้ชาวบ้านเขาพูดกัน เป็นการรวมกำลังเฉพาะกิจ ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างเดียวแต่เป็นหลายกลุ่ม
-แต่วันเกิดเหตุ 22 และ 23 สิงหาคม ไม่มีการยิง ไม่มีการสวนอะไรกันเลย มันเหมือนปฏิบัติการฝ่ายเดียว?
ก็แปลกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้แปลกมากในพื้นที่จริง เพราะพื้นที่มันกว้าง อันนี้เป็นคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ก็มีการไปวางกำลังในส่วนพื้นที่อื่นๆ แต่การวางกำลังตามด่าน อะไรต่างๆ ช่วงที่ผ่านมา กำลังมีการสลับปรับเปลี่ยนกำลังกัน มีกำลังใหม่เข้าไป กำลังเก่าหมุนออกมา ก็เป็นสุญญากาศชัดเจน หากไม่มีสุญญากาศ คิดดูว่าฝ่ายตรงข้ามเขาจะกล้าลงมือขนาดนี้?
กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้วิธีการรูปแบบผสมมาตรผสม
-แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามก็ต้องมีการข่าวในระดับหนึ่ง คือรู้ว่าพื้นที่อย่างตำบลใดโล่งหากเข้าไปก่อเหตุ?
ก็มีการข่าว มีวงใน อันนี้เป็นไปตามตำราสมัยใหม่ คือรูปแบบผสมมาตรผสม คือฝ่ายเขากำลังน้อยกว่า แต่เขาเจาะเข้ามาลึก เหมือนอย่างอิหร่านเข้าใจว่าสหรัฐฯ อ่อนแอเรื่องอะไร หรือยูเครนเข้าใจว่ารัสเซียอ่อนแออย่างไร ทางอิหร่านกับยูเครนเอาชนะสหรัฐฯ กับรัสเซียไม่ได้ แต่เข้าใจและสามารถยันเอาไว้ได้ สามารถสวนกลับได้ เป็นสงครามผสมมาตรผสมที่ต้องรู้ความอ่อนแอของฝ่ายตรงข้าม ใช้เทคโนโลยีราคาถูก ใช้แนวร่วมมุมกลับ ใช้แนวร่วมในชุมชน เพราะทำเสร็จ (ก่อเหตุ) ก็ต้องกลับไปฝังตัวในชุมชน เพราะหากเพื่อนบ้านโทรศัพท์ไปบอกใครว่า คนนี้กลับมาแล้วจากการปล้น มีของกลับมาด้วย มีเงินกลับมา คนนั้นก็ต้องโดนจับ แต่เขา (เพื่อนบ้าน) ไม่กล้า ชุมชนก็ห่อหุ้มเขาไว้ และสามารถออกนอกพื้นที่เข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางที่ปลอดภัย เพราะตรงไหนปลอดภัยไม่ปลอดภัย เขารู้ว่ามีการวางกำลังไว้ตรงไหน
-ถือว่าการข่าวล้มเหลวหรือไม่?
ไม่หรอกครับ แต่ว่ามันไม่เร็วพอ ไม่มีการสั่งการเพื่อเอาไปใช้ให้ทันเวลา ซึ่งตรงนี้ปรับได้ เคยปรับมาแล้ว และอาจจะต้องปรับอีก
ผบ.ทบ.พูดเองว่าจะปรับ ส่วนการจะปรับควรปรับอย่างไร ก็ต้องปรับโดยให้วงรอบมันแคบลง พอได้ข่าวก็รีบจัดให้มีการประชุมเลย ประชุมฝ่ายข่าวกรองของแม่ทัพ (แม่ทัพภาคที่ 4)-ข่าวกรองของแม่ทัพน้อย-ข่าวกรองของกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า-ข่าวกรอง กอ.รมน.-ข่าวกรองของกองทัพบก-ข่าวกรองของ สมช.-ข่าวกรองของฝ่ายพลเรือนเช่นพรรคการเมือง เป็นต้น ก็มีร่วมๆ 15 หน่วย ก็มานั่งประชุมแบบประชาคมข่าว มีศูนย์ประสานงานข่าว โดยให้มี ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาตินั่งเป็นหัว
แต่ปัญหาอย่างหนึ่งคือ ศักดิ์ศรีบารมีมันใกล้เคียงกันหมด บางทีข่าวย้อนแย้งกัน แล้วหากย้อนแย้งแม่ทัพจะเชื่อใคร ก็ต้องเชื่อตัวเอง เพราะว่าแม่ทัพอยู่หน้างานเกรงจะไม่ปลอดภัย ก็คือต้องทำให้กระชับ แล้วตัดสินใจให้ได้ว่า ข้อมูลที่เข้ามา 70-80 เปอร์เซ็นต์ หากดูว่าใช้งานได้แล้วก็ใช้เลย โดยส่งขึ้นมาที่คนซึ่งควบคุมนโยบายสูงสุด ที่ก็คือรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ให้ท่านรับผิดชอบเพราะต้องสั่งการ
ผมยกตัวอย่างกรณีหนึ่งที่ผ่านมาหลายปี มีข่าวเข้ามาว่าจะมีมือระเบิด มีการประกอบระเบิดเสร็จแล้วในประเทศเพื่อนบ้าน มีประมาณ 2-3 คนจะขึ้นรถไฟมาที่สุไหงโก-ลก มาก่อเหตุที่สถานีรถไฟ ข่าวเข้ามาประมาณปลายสัปดาห์ ซึ่งปกติต้องรอวันจันทร์ถึงจะประชุม แล้วก็ประชุมครม.อังคาร แล้วก็ยังมีอีกหนึ่งชุดคือชุดผู้แทนพิเศษส่วนหน้า ก็คือ ครม.ส่วนหน้า
เมื่อมีข่าวเข้ามา รองนายกฯ เห็นข่าวก็สั่งการเลย เอาชุดปฏิบัติการขึ้นรถไฟ ก็จับได้ชุดหนึ่ง แต่อีกชุดหนึ่งก็ระเบิด แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงลง แต่การสั่งการตอนนี้ต้องรีบสั่งการ วันที่ 11 ส.ค. หากท่านเห็นท่านก็ต้องรีบสั่ง ก็มีคนถามว่าท่านมีอำนาจในการสั่งหรือไม่ ท่านเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) หรือหากไม่มี (รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง) แล้วใครจะเป็นคนสั่ง เพราะสถานการณ์แบบนี้ต้องมีฝ่ายการเมืองเป็นคนสั่ง เลขาธิการ สมช.ก็สั่งไม่ได้ แต่เสนอให้รองนายกฯ สั่งได้ ตรงนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลหรือไม่ที่ทำให้เขาโดนย้าย (นายฉัตรชัย บางชวด) ผมก็ไม่ทราบ แต่เขาเป็นคนเก่ง ทำงานได้ดี แต่พอปฏิบัติการเหล่านี้เมื่อล้มเหลวก็ต้องมีคนรับผิดชอบ แต่อาจจะมีหลายเรื่องรวมกัน
เรื่องการข่าวก็ต้องปรับวงรอบให้มันสั้นลง ส่วนข่าวที่มันย้อนแย้งกันก็ใช้ AI ช่วย ง่ายๆ เลยเอาระบบ AI สมัยใหม่ เอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย อันนี้ผมไม่ได้พูดเล่น รั้วไทย-มาเลเซีย ตอนที่เราเริ่มเมื่อ 15 ปีก่อนแพงมาก กล้องวงจรปิดแพงมาก โดรนแทบไม่ต้องพูดถึง แต่ปัจจุบันราคาถูกลงมากแทบไม่ต้องใช้รั้วแบบเดิม กล้องวงจรปิดโซลาร์เซลล์สมัยใหม่ที่ดีที่สุดตอนนี้ตัวละไม่กี่พันบาท เมื่อวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป การกระชับวงให้เร็วขึ้นสามารถทำได้ เสร็จแล้วก็กลับมาที่เดิมคือ พอข้อมูลอยู่ในมือของคนที่ต้องสั่งการ จะกล้าสั่งหรือไม่ จะมีประสบการณ์พอหรือไม่ จะมีบารมีหรือไม่ จะมีสัญชาตญาณ ได้กลิ่นอะไรบางอย่าง ซึ่งบางทีมันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เรื่องการข่าว
-กลุ่มบีอาร์เอ็นที่ก่อเหตุในพื้นที่ช่วงวันที่ 22 และ 23 สิงหาคมเกือบร้อยจุด หากเป็นฝีมือพวกสุดโต่ง แสดงว่าการก่อการทั้งหมดเป้าหมายคือแยกดินแดน?
ครับ อันนี้ก็ต้องเอาคำพูดของ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์) ที่ให้สัมภาษณ์ ที่ยกเรื่องนี้มาเป็นเรื่องแรกเลยคือ กดดันให้เรากลับไปที่โต๊ะเจรจา ไปเจรจาอะไร เจรจาแบ่งแยกดินแดน ซึ่ง ผอ.สำนักข่าวกรองฯ เป็นคนที่อยู่สายปฏิบัติการ ไม่ใช่สายวิชาการหรือสายยุทธการ ซึ่งบนโต๊ะเจรจามีข้อเสนอที่เรารับไม่ได้เยอะ ที่ก็มีข่าวออกมาแล้ว เช่นเรื่องการปล่อยตัวคน การถอนกำลัง หลายเรื่องเป็นการปักธงให้เราอ่อนแอ สุดท้ายก็แบ่งแยกดินแดน อันนี้สุดโต่ง
เราต้องตั้งเงื่อนไขเลยว่าเราจะกลับไปคุย ไม่ใช่ไม่กลับไปคุย แต่ต้องตามเงื่อนไขเรา ต้องไม่มีเงื่อนไขแบบนั้น แต่เขาเอาต่างชาติมาเซ็น กดดันเราด้วยว่าเราควรพิจารณาลดด่าน ลดกำลัง นักวิชาการหลายคนหลายค่าย บางค่ายก็ตรงข้ามกับพวกเรา แต่เห็นด้วยกับเราหมดว่าการถอนกำลัง การปรับกำลัง ไม่ใช่เรื่องที่จะมาต่อรองกันบนโต๊ะแบบนี้ อันนี้ชัดเจนเลยว่ามันผิดปกติ มันเป็นการปักธงสุดโต่ง แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไร เขาบอกตรงกลางๆ เขาก็รับได้ในบางกลุ่ม เช่นปกครองตนเอง เขตปกครองอิสระ แต่ไม่ใช่ประเทศ ประเทศมันอาจไกลไป แต่อย่าลืมว่าอย่างตอนนี้กอทูเลก็เป็นประเทศแล้ว รบไปรบมา ไม่น่าเชื่อ เพราะฉะนั้นอย่าประมาท
-เรื่องการพูดคุยสันติสุข คิดว่าควรเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้เป็นกระบวนการที่แข็งแรง?
ก่อนที่จะไปตรงนั้น เวลาเรานั่ง เราเสียเปรียบสามเรื่อง และเป็นสามเรื่องที่แก้ยากมาก แต่ว่าอย่างไรมันก็ต้องนั่ง ไม่จังหวะใดก็จังหวะหนึ่ง

เรื่องแรก คือพอนั่งเสร็จ ฝ่ายเขาจะถามเลยว่าที่มามีความจริงใจหรือไม่ หรือว่าโดนสั่งมา คุณมาโดยตำแหน่งใช่หรือไม่ ผอ.ฐนัตถ์ (ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ-หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข) เขาจะถามว่าตั้งแต่ทำงานมา เคยคิดหรือไม่ว่าจะได้เป็นหัวหน้าคณะเจรจา ก็ไม่ แต่อีกฝั่งเขาตั้งใจเต็มที่ เขาฝันมาทั้งชีวิตว่าจะได้นั่งโต๊ะเจรจา เขาก็ได้มานั่ง มันต่างกันไหมกับอีกฝั่งโดนสั่งมา แต่เขาอยากมา และเป็นการยกระดับเขา ทำให้เขาพอใจมาก
ปัญหาที่สอง คือพอคุยกันเสร็จ พอคุณ (ฝ่ายไทย)กลับไป นายกฯ จะฟังคุณหรือไม่ เขาก็ต้องถามอยู่แล้ว และข้อสุดท้าย เขาจะถามว่า ที่มา (คณะพูดคุย) คุณเป็นตัวแทนใคร แต่ว่าในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการให้มีการเจรจากันเยอะ สถาบันพระปกเกล้า ผลสำรวจก็ออกมา 70-80 เปอร์เซ็นต์ ยังเชื่อมั่นอยู่ ฝ่ายเขาก็จะบอกว่าเขาเป็นตัวแทนของคนจำนวนมากในพื้นที่ภาคใต้ มีความชอบธรรม
-แล้วเรื่องนี้เราควรจะเดินอย่างไร?
เราก็ต้องบอกว่าเราอยากจะคุย แต่เราขอแขวนไว้ก่อน เราขอปรับเงื่อนไข ปรับองค์ประกอบ แล้วกลับมาทำ 3-4 เรื่อง เช่นต้องปักหมุดกองกำลังให้ดี ปรับกองกำลังใหม่ วางหลักใหม่ เอาคนที่เก่งที่สุดลงไป เอาคนที่มีความรู้ที่สุดลงไปในพื้นที่ ทำให้เป็นกองกำลังที่มีความชำนาญจริงๆ มีความยืดหยุ่นในพื้นที่ มีศูนย์ต่อต้านพวกสุดโต่งจริงๆ ไม่เอาแล้วไอโอแบบเก่า ยิ่งทำยิ่งมีศัตรูเต็ม ไม่เอาแล้วการปิดล้อมตรวจค้น การบังคับใช้แบบเดิมซึ่งชาวบ้านต่อต้าน
ไม่เอาแล้วเฮลิคอปเตอร์บินไปบินมา คนตกใจทั้งเมืองแบบนี้ไม่เอา รบแบบรบพิเศษ รบแบบตำราเก่า รบแบบแทรกซึมได้ใจชาวบ้าน ต้องมีการปรับระบบ ลดขนาด ไม่เอาขัดแย้งแบบนี้ อยู่นานแบบนี้ สลับกำลังแบบฉุกละหุกแบบนี้ ส่งชุดเฉพาะกิจที่มีความชำนาญให้ไปคุมสภาพอย่าให้เกิดความรุนแรงแบบนี้ อย่าให้ทหารพรานหันหลังให้รถกระบะเด็ดขาด
ต้องทำให้คนในชุมชนโทรศัพท์มาบอกว่ากำลังจะมีการปล้นร้าน ต้องครองใจประชาชน สร้างความสัมพันธ์ที่ดี พูดภาษาท้องถิ่นให้ได้ หากคุมสภาพความมั่นคงได้จะมีข้อได้เปรียบที่โต๊ะพูดคุยทันที จะเริ่มเห็นแสงสว่างที่จะกลับไปที่โต๊ะได้ ก็คือต้องคุมสภาพให้ได้ อย่าทะเลาะกันเอง
-หากจะประกาศให้บีอาร์เอ็นเป็นองค์กรก่อการร้ายได้หรือไม่?
ได้ ซึ่งก็มีทั้งดีและเสีย ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งหมด หากเราปักหมุดกองกำลังเรามีความเข้มแข็ง ก็ไม่เป็นไร แต่หากกองกำลังเราอ่อนแอ มวลชนเขาจะเพิ่มขึ้นเลย หากทำผิดจังหวะแล้วกองกำลังไม่เข้มแข็ง แล้วไปประกาศ จะยุ่งเลย
คนกลางๆ ก็จะกลัวว่าจะถูกเป็นผู้ก่อการร้ายไปด้วย ก็จะเทไปให้เป็นมัดใหญ่ๆ รวมกันไว้ แต่ต่างชาติเขาจะเอาก็ได้ โดยเฉพาะบางประเทศที่อยากจะเข้ามาแทรกแซงอยู่แล้ว ก็เข้าทางเขา แต่หากเราหมุดเราเข้มแข็ง ชุมชนเราตอบรับ อาจจะต้องประกาศขึ้นบัญชี ให้เขายิ่งหดตัวลง ซึ่งเขาหดตัวอยู่แล้ว ซึ่งคนที่ฉลาดเขาก็ออกมาหมด อันนั้นเป็นทางเลือกที่มีอยู่บนโต๊ะ แต่ว่าการตัดสินใจต้องดูจังหวะและเวลา และต้องบอกพวกเขาว่า หากพวกคุณไม่กลับมา ไม่มาพูดคุย ดีไม่ดีอาจจะบังคับให้เราต้องประกาศแขวนเขาไว้ แบบนั้นจะเดือดร้อนกันมาก แล้วมันจะพลิกสถานการณ์ มาเลเซียก็จะต้องเปิดหน้ามาร่วมมือกับเรามากขึ้น เพราะว่าขึ้นทะเบียนแล้ว แต่หากผิดพลาดก็อาจจะอยู่เบื้องหลัง จะซับซ้อนหรือไม่คนก็ตั้งข้อสังเกต ก็ยังมีปัจจัยหลายอย่าง
-หากเลขาธิการ สมช.คนใหม่เป็น พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ที่ก็จะอยู่ในตำแหน่งแค่ปีเดียว?
การเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช.บ่อยๆ ไม่ค่อยดีต่อขวัญกำลังใจและความต่อเนื่อง แต่ว่าหากเป็นเฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็น อย่างเลขาธิการ สมช.ในอดีต เช่น น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ, พลเอกจรัล กุลละวณิชย์, พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา ทำสำเร็จจากการเข้าไปกุมสภาพ แล้วก็เดินหน้าซึ่งช่วยนายกฯ สมัยนั้นๆ ได้มาก แต่ช่วงหลังๆ มีตำรวจ ทหารบางกลุ่มเข้ามา ก็ทำได้ดีบ้างไม่ดีบ้างผสมกัน แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเยอะ สุดท้ายทำให้คนในองค์กรเสียขวัญเสียกำลังใจมาก เพราะมันเป็นอาชีพของเขา แล้วไปเอาคนอื่นมานั่ง แล้วก็ทำให้เกิดความแตกแยกข้างใน
ไปถามพลโท ภราดร พัฒนถาบุตร ก็ได้ตอนที่เป็นเลขาธิการ สมช. ที่ก็ทำได้หลายเรื่อง แต่พอออกมาแล้วก็ยังบ่นเป็นห่วงลูกน้องจนถึงทุกวันนี้ เรื่องขวัญกำลังใจ การทำงานมันไม่ได้เป็นไปตามพัฒนาการที่ควรจะเป็น ก็เป็นบทเรียนที่ต้องแก้ว่าฝ่ายพลเรือนต้องสร้างความเข้มแข็งกว่านี้ ทหาร ตำรวจ หรือคนนอก หากจะเข้าไปก็ต้องทำให้สำเร็จ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
14 ก.ย.ชี้ขาดคดีฮั้ว สว. กับเสียงเตือน ต้องไม่ช่วยน้ำเงินเข้ม
ความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกกันว่า "คดีฮั้ว สว." ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.ออกเอกสารข่าว แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า
'บิ๊กปูด้วง' ฉลุย! นายกฯ ยันเหมาะสมคุม สมช. ดับไฟใต้
'อนุทิน' หัวโต๊ะ สมช. ไฟเขียว 'เสธ.ปูด้วง' นั่ง เลขาธิการคนใหม่ ยันเหมาะสมกับงาน เชื่อหลังรัฐบาลปรับยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น
ปัญหาทุจริต! .. ยากแก้ไขด้วยระบบ.. หากจิตขาดธรรม!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... ในกระแสสังคมที่มีความผันผวนทาง จริยธรรม (ศีลธรรม) อันมีสาเหตุมาจาก ปัจจัยวัตถุนิยม มีอิทธิพลเหนือจิตใจของมนุษยชาติ จึงได้เห็นค่าความเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณภาคสังคม ที่เคยนิยมความซื่อสัตย์.. ไปสู่ ความฉ้อฉลเป็นปกติวิสัย และยิ่งชัดเจนขึ้นสมัยใน อิทธิพล IT Disruption ที่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีการทำงานหรือการสื่อสารของคนเราเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขทางสังคมที่ทำให้คนต้องเลือกระหว่าง ความซื่อสัตย์สุจริตกับความทุจริต คิดคดโกงฉ้อฉล.. บนวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์และปัจจัยที่ต้องการ..
"ใครรุก-ใครรับ"ในเกมไฟใต้ "การเมือง" กระตุก"กองทัพ"
ประเด็นข่าวการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไปถูกเยาวชนชายในช่วงเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกใน จ.นราธิวาส
นายกฯ ยืนยันไม่มีเฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการทาบทาม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทนนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.
โฆษก กอ.รมน. ชี้ปมยิงจาก ฮ. เป็นไปได้ยาก ไม่ใช่กระสุนปืนสงคราม ขอให้รอผลนิติวิทย์ฯ
กอ.รมน. แจงแม่ทัพภาค 4 ไม่ได้ฟันธง เหตุเผา อบต.เกี่ยวการเมือง เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกต ชี้งานการข่าวมี 2 ด้าน “รุกและรับ” ส่วนเชิงลึก แบบรู้ข้อมูล 100% เป็นเรื่องยาก ขณะที่เหตุเฮลิคอปเตอร์ยิงวัยรุ่น ยังต้องพิสูจน์หลักฐาน ขอให้รอผลสืบสวน-นิติวิทยาศาสตร์ ที่ไม่โกหก และเป็นกลาง แม้อาจจะช้า แต่ต้องไม่จับผิดตัว หวั่นเสียมวลชน พร้อมขอความเป็นธรรมให้ จนท.รัฐ อย่ายอมให้ไปเข้าทางผู้ก่อเหตุ

