เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... ในกระแสสังคมที่มีความผันผวนทาง จริยธรรม (ศีลธรรม) อันมีสาเหตุมาจาก ปัจจัยวัตถุนิยม มีอิทธิพลเหนือจิตใจของมนุษยชาติ จึงได้เห็นค่าความเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณภาคสังคม ที่เคยนิยมความซื่อสัตย์.. ไปสู่ ความฉ้อฉลเป็นปกติวิสัย และยิ่งชัดเจนขึ้นสมัยใน อิทธิพล IT Disruption ที่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีการทำงานหรือการสื่อสารของคนเราเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขทางสังคมที่ทำให้คนต้องเลือกระหว่าง ความซื่อสัตย์สุจริตกับความทุจริต คิดคดโกงฉ้อฉล.. บนวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์และปัจจัยที่ต้องการ..
แม้ในมิติปรัชญาของศาสนาจะกล่าวว่า Technology ไม่ได้ทำให้คนดีหรือเลวโดยตัวมันเอง แต่บนความจริงเชิงประจักษ์พบว่า อิทธิพลไอทีมีผลต่อ คุณภาพทางจิตวิญญาณในการรับรู้อารมณ์ ก่อเกิดความรู้สึก.. ตกผลึกเป็นทิฏฐิ (มิจฉาทิฏฐิ) อย่างยากจะหลีกเลี่ยง
ด้วยอิทธิพลเทคโนโลยีที่สนองตอบต่อ โลภะ โทสะ โมหะ.. ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว จนยากจะยั้งใจ.. ใช้สติปัญญาในการควบคุมไตร่ตรอง จึงทำให้เกิดอกุศลปรุงแต่งจิตใจให้ฉ้อฉลมากกว่าทุกยุคสมัย ทั้งนี้ นับเป็นเรื่องปกติตามวิถีธรรมที่แสดงความเป็นจริงว่า..
“..ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ
ไม่มีอะไรดำรงอยู่อย่างไม่มีเงื่อนไข..”
เราจึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในค่านิยมของสังคมไทย ที่กำลังผกผันไปจากเดิม ในการสร้างค่านิยมยึดมั่นเงินทองและวัตถุมากกว่าคุณธรรม จน โลภจิต แก่กล้า แปรสภาพเป็น วิสมโลภะ.. เข้าสู่ อภิชฌาวิสมโลภะ ก่อเกิดความเห็นแก่ตัวสูง มีทิฏฐิในการยกย่องวัตถุเป็นใหญ่ ชื่นชมคนร่ำรวยแม้ชั่วช้า.. อย่างยากจะเข้าใจว่า.. ทำไมเป็นเช่นนี้!!
จึงได้เห็นคติทางสังคมที่ปรับเปลี่ยนไปตามทิฏฐิ.. ที่สร้างค่านิยมใหม่ว่า.. เมื่อทำงานด้วยความซื่อสัตย์แล้วไม่ร่ำรวย ก็ต้องทุจริตคอร์รัปชัน เพราะมีตัวอย่างคนที่ร่ำรวยได้รวดเร็วใน สังคมไอที โดยไม่ต้องคำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี.. จนเกิดการยอมรับ แม้จะทุจริตในวิธีการ ที่เป็นกลไกสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้ในคนปัจจุบัน... หากได้มีส่วนในประโยชน์ที่ได้รับ.. จนกล่าวกันติดปากในวิถีสังคมยุคนี้ว่า.. “ทุจริตหรือสุจริตไม่เกี่ยว .. หากได้รับประโยชน์ด้วย!!”
ดังปรากฏการณ์ซื้อสิทธิ์ขายเสียง.. จากการเลือกตั้งของนักการเมืองทุกระดับที่เกิดขึ้นอย่างมโหฬาร เป็นไปอย่างไม่เกรงกลัวต่อ กฎหมาย และ กฎแห่งกรรม (ศีลธรรม) .. ซึ่งนั่นหมายถึง การไร้ยางอายและการไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม.. ได้เกิดขึ้นในจิตใจของสัตว์โลกยุคใหม่อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงไม่แปลกหากจะมีการเรียกร้องให้ช่วยกันกระตุ้นเตือนให้สังคมกลับคืนมามี หิริ-โอตตัปปะ.. เพื่อเป็นภูมิต้านทานการทุจริต.. การกระทำความชั่วลามกทั้งปวง!
..ถึงแม้ว่าจะมีการสร้างมาตรการทางสังคมด้วย การตรวจสอบโดยองค์กรกลาง.. หรือการออกกฎหมายที่รัดกุมทันสมัย มีกำหนดบทลงโทษอย่างจริงจังและรวดเร็ว พร้อมกับการส่งเสริมค่านิยมทางธรรม.. ยกย่องความซื่อสัตย์ คุณธรรมความดี มีการจัดกระบวนการพัฒนาจิตใจตามหลักธรรมในพุทธศาสนา แต่ก็หาได้ยับยั้งปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วองคาพยพของสังคมประเทศชาติในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่...
ด้วยปัญหาอันเกิดจากเหตุปัจจัยดั้งเดิม.. ที่ปรับสภาพปัญหาให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยใหม่ๆ ซับซ้อนเชื่อมโยงเข้ามา.. จนยากจะเข้าใจ-เข้าถึงเหตุปัจจัยแท้จริงของปัญหาที่กำลังลุกลามนั้นได้... ที่กำลังแสดงบริบทของความเป็นจริงว่า..
“..วิถีสังคมดำเนินเข้าสู่เหตุอันเป็นปัจจัยของความหายนะอย่างยากจะปรับเปลี่ยนด้วยการแก้ไขปัญหาโดยวิธีการปกติ.. ดังที่เคยดำเนินการกันมา...”
ดังนั้น ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยด้วยพุทธปรัชญา ที่แสดงการดำเนินการแก้ไขได้ด้วย การตัดวงจรกิเลส ๓ ประการ คือ โลภ โกรธ หลง ที่เป็นรากเหง้าของปัญหา ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกทางจริยธรรม ผนวกกับการใช้หลักธรรมกำกับอำนาจรัฐ และการปลูกสร้างค่านิยมความพอเพียงในระดับบุคคล สังคม จึงไม่ประสบความสำเร็จ.. ทั้งนี้ เพราะคนในสังคมทุกระดับ.. ยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนด้วยหลักธรรมเพื่อการพัฒนาตนให้มีคุณธรรมความดี.. กลับคืนสู่ความมีศีลธรรม.. สามารถดำรงอยู่ในระเบียบ กฎหมาย วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม ในวิธีพุทธดั้งเดิมได้..
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจับตัวปัญหาให้ชัดเจนว่า อะไรคือเหตุของปัญหา.. อะไรคือเงื่อนไขของการดำรงอยู่แห่งปัญหา.. ที่ไม่ยอมสิ้นไป.. ที่แม้สังคมจะยอมรับอย่างตรงกันว่า มีปัญหาทุจริตความฉ้อฉลเกิดขึ้นจนเป็นปกติวิสัย ที่ควรร่วมกันแก้ไข..
แม้หลักการแก้ไขปัญหาทางสังคมจะมาถูกต้องตรงตามหลักธรรมว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาทุจริต.. จะต้องใช้..
- หลักหิริโอตตัปปะ.. หลักธรรมาธิปไตย.. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักส่งเสริมสุจริต ๓
..และแม้จะสามารถจัดหาหลักธรรมนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาที่เหตุได้จริง.. แต่ก็ยากจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน.. ประพฤติฉ้อฉลได้ ตราบที่ค่านิยมทางสังคม.. ค่านิยมทางจิตใจ.. ค่านิยมทางจิตสำนึกของประชาชน.. ยังสวนทางกับกระแสธรรม..
จึงต้องสืบสาว-สอบสวนให้ลงลึกไปถึงรากเหง้าแท้จริงของเหตุและเงื่อนไขแห่งปัญหาทุจริต เพื่อการตัดวงจรทุจริตอันเกิดจากการแสวงหาที่ไม่เป็นธรรมได้จริง.. ซึ่งพบว่า ตัวปัญหาที่แท้จริง คือ ความรู้ความเห็นที่ผิดไปจากธรรม.. จึงไม่แปลกเมื่อ จิตใจที่ขาดความรู้ความเข้าใจในธรรม ขาดความสำนึกทางธรรม จึงไม่สามารถทำให้มีธรรมเป็นธรรม.. เพื่อสร้างธรรมให้เกิดขึ้นในชีวิตและในสังคมประเทศชาติได้
คำว่า “นกไม่รู้จักฟ้า.. ปลาไม่รู้จักน้ำ.. คนไม่รู้จักธรรม..” .. จึงไม่เกินจริงในสังคมปัจจุบันที่เป็นสาเหตุแห่งปัญหาทุจริตทั้งปวง ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ความเจริญของโลกในยุคไอที จึงทำให้เกิดการ ง่าย เร็ว ไกล จนมองไม่เห็นโทษภัยจากการกระทำมากขึ้น นั่นหมายถึง จิตใจที่ถูก โลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำ จะมีศักยภาพในการประพฤติผิดไปจากธรรมสูงขึ้นจนยากเกินห้ามใจ จึงขาดหิริโอตตัปปะ ไม่เกรงกลัวต่อการถูกสังคมตำหนิ.. และบทลงโทษจากกฎหมายบ้านเมือง แม้ที่สุดกฎแห่งกรรม..
ด้วยความคิดที่ว่า “ฉันทำได้.. ฉันเก่ง.. เพราะไม่มีใครจับได้” จึงเกิดขึ้นเป็นค่านิยมในสังคมทุจริต จากเดิมที่เคยคิดว่า “..ฉันไม่ควรทำ.. เพราะมันผิด” ด้วยความแปลกแยกของรากฐานทางศีลธรรม ที่เกิดขึ้นแล้วในภูมิสำนึกทางความซื่อสัตย์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ยิ่ง Social media ทำให้ “คุณค่าความสำเร็จ” ถูกวัดด้วยภาพลักษณ์.. เทคโนโลยีทำให้เห็นความสำเร็จของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา.. ทฤษฎีการเลียนแบบ จึงเกิดขึ้น เพื่อเข้าสู่ โลกเสมือนจริง ด้วยอำนาจความต้องการที่สำคัญมั่นหมายอย่างผิดธรรมว่า.. “ฉันต้องมีเหมือนเขา” .. ไม่ว่าจะผิด หรือถูก
..และเมื่อความต้องการ (ตัณหา) เพิ่มขึ้น แต่ทรัพยากรหรือความสามารถในการได้มาไม่เพียงพอ จึงเกิดช่องว่างใน สิ่งที่อยากได้.. วิธีการและความเป็นจริงที่ควรได้..
กระแสความต้องการจึงเกิดการปรับเปลี่ยนเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนยากหยุดยั้ง จาก ตัณหา.. สู่ โลภะ.. สู่.. วิสมโลภะ.. สู่ อภิชฌาวิสมโลภะ จึงเป็นปัจจัยดำเนินไปสู่การแสวงหาโดยมิชอบ ทั้งนี้เพราะ ความรู้.. ความเข้าใจในธรรม ไม่เพียงพอต่อการสร้างภูมิต้านทานในการยับยั้งกระแสความต้องการจาก อำนาจของกิเลส (ตัณหา) .. จึงยากยิ่งต่อการปลูกฝังความซื่อสัตย์.. การถ่อมตน ความละอายต่อบาป.. ความเกรงกลัวต่อบาป.. และการเสริมสร้างจิตใจให้มีสติปัญญา.. เพื่อการสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นในท่ามกลางกระแสที่เคลื่อนไหวไปตามเหตุปัจจัยดังกล่าวที่เป็น ปัจจยาการฝ่ายทุจริต..
จึงเป็นธรรมดา.. หากวันแห่งความล้มเหลวของมนุษยชาติจะเกิดขึ้น เมื่อขาดความเข้าใจ.. ไม่มีความเคารพ.. และไร้การปฏิบัติธรรม.. ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยแท้จริงของการแก้ไขปัญหาทุจริต หากขาดการสร้างธรรม เพื่อให้คนตรวจสอบตนเองได้ด้วยตนเอง.. จึงยากยิ่งต่อการยับยั้งการทุจริตที่แพร่ระบาดอยู่ในจิตวิญญาณของคนในสมัยวัตถุนิยม.. ดังที่ปรากฏว่า.. “มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ!!”.
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุทธวิธี ดับไฟใต้ เตรียมรับมือกลุ่มสุดโต่ง
จากสถานการณ์การก่อเหตุความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส เมื่อช่วงวันที่ 22-23 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่มีการก่อเหตุกันหลายสิบจุด ทำให้สถานการณ์ไฟใต้กลับมาปะทุอีกครั้ง
14 ก.ย.ชี้ขาดคดีฮั้ว สว. กับเสียงเตือน ต้องไม่ช่วยน้ำเงินเข้ม
ความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกกันว่า "คดีฮั้ว สว." ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.ออกเอกสารข่าว แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า
คดีฮั้วสว. ถึงจุดไคลแมกซ์ ไม่เอาผิด สีน้ำเงิน กกต.เสี่ยงถูกเช็คบิล
จากคำประกาศของ”คณะกรรมการการเลือกตั้ง”(กกต.)ที่ย้ำว่าจะสรุปผลการพิจารณาสำนวน”คดีฮั้วสว.”ภายในเดือนสิงหาคม ทำให้ทุกฝ่ายในแวดวงการเมืองต่างจับตากันว่า
ปฐมเหตุแห่งการทุจริต .. ในมนุษยชาติ!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในระหว่าง ๒๑-๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ ได้รับนิมนต์เพื่อเป็นองค์แสดงธรรม นำอบรมจิตภาวนา ทั้งที่กระทรวงคมนาคมและมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมีตัดสินอธิกรณ์สงฆ์ร่วมอยู่ด้วยหนึ่งเรื่อง จึงเห็นควรกระทำ สัตตาห กรณียะ ตามพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้อยู่จำพรรษาออกไปค้างแรมที่วัดอื่นได้ชั่วคราวไม่เกิน ๗ วัน โดยไม่ทำให้พรรษาขาด ซึ่งต้องมีเหตุตามพระวินัยและตั้งใจกลับมาภายในกำหนด ซึ่งจะต้องอยู่ภายในกรอบกรณียกิจ ๔ ประการ หนึ่งในสี่ ได้แก่ นิมนต์ไปเพื่อบำเพ็ญกุศล ฟังธรรม รับไทยธรรม ด้วยการตั้งใจ (การผูกใจ) ว่าจะกลับมาภายใน ๗ วัน นับตั้งแต่วันกระทำสัตตาหะ
'แก้วสรร' แกะสื่อโซเชียลมะกันบอกทรัมป์สั่งผุดแผนใช้นิวเคลียร์จบศึกอิหร่าน!
นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ ออกบทความใหม่ในรูปถาม-ตอบ
นพ.สรณ ทำอะไรผิด จึงต้องหลุดจากกสทช วิบากกรรม ยังไม่จบ!.
การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือกสทช.ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไปได้

