
ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีโครงสร้างพื้นฐานหลักอยู่ที่อุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรทันสมัยขนาดใหญ่ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญ ระบบเศรษฐกิจที่มีโครงสร้างพื้นฐานหลักดังกล่าว ถูกพัฒนาขึ้นโดยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (พ.ศ. 2523 – 2531) และ ใช้เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลามากกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งถ้ายังไม่มี การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเพิ่มเติม มีการคาดประเมินว่า ประเทศไทยจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ในระดับต่ำ ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศพัฒนาอื่นๆ ได้อีกต่อไป เฉกเช่นเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (New industrial countries) ในอดีตบางประเทศ เช่น ไต้หวัน ที่เคยมีอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ที่โดดเด่น สร้างรายได้ให้กับไต้หวันอย่างมหาศาล ทำให้เศรษฐกิจของไต้หวันมีการเติบโตในอัตราที่สูง แต่ปัจจุบันความสามารถใน การแข่งขันทางเศรษฐกิจของไต้หวันถดถอยลงกว่าในอดีตที่ผ่านมาค่อนข้างมาก จนต้องหันมาพึ่งพิงรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รัฐบาลไทยในช่วง พ.ศ. 2557 – 2562 จึงกำหนดให้มี “นโยบายไทยแลนด์ 4.0” ที่มีเป้าหมายในการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยให้อยู่บนพื้นฐานของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) การสร้างนวัตกรรม (innovation) และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (information and communication technology) ในกระบวนการผลิต การให้บริการ และการบริหารจัดการระบบงานโดยตั้งเป้าหมายความสำเร็จของนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อยู่ที่การยกระดับฐานะของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง
สรุปโดยรวม นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ต้องการปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เป็นระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยการ 1) เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจจากเดิมที่ดำเนินการผลิตและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่การผลิตสินค้าเชิงนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น 2) เปลี่ยนแปลงจากระบบเศรษฐกิจเดิมที่ขับเคลื่อนประเทศ ด้วยภาคอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าทั่วไปเพื่อการส่งออก ไปสู่การขับเคลื่อนประเทศด้วย เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ และ 3) เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจจากเดิมที่เน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่ การเน้นภาคบริการมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภาคการเกษตรดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่; เปลี่ยนแปลงจากธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางแบบดั้งเดิม ยกระดับไปสู่การเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพเพิ่มมากขึ้น; เปลี่ยนแปลงจากระบบเศรษฐกิจจากเดิมที่มีภาคบริการแบบดั้งเดิม ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นภาคบริการที่มีมูลค่าสูง; และเปลี่ยนแปลงจากระบบเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานทักษะต่ำ ไปสู่การพัฒนาและใช้แรงงานที่มีความเชี่ยวชาญและมีทักษะสูง
รูปธรรมหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คือการกำหนดให้มีการพัฒนา “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน มีการตราพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 เพื่อใช้เป็นกฎหมายรองรับการกำหนดแนวทางการพัฒนาฯ และกำหนดองค์กรที่รับผิดชอบการดำเนินการ
สาระสำคัญโดยสรุป พระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษฯ ไม่ต้องอยู่ภายใต้โครงสร้างการบริหารราชการส่วนภูมิภาค แต่ให้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ “คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่จะทำหน้าที่บริหารงาน ตามแนวทางของภาคเอกชนมากกว่าราชการ ทั้งนี้เพื่อให้มีความคล่องตัวและมีความยืดหยุ่นมากกว่าการบริหารงานราชการทั่วไป นอกจากนี้ยังกำหนดให้การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายบางฉบับที่อาจเป็นอุปสรรคต่อ การพัฒนาเขตพื้นที่ฯ เช่น พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 เป็นต้น แต่ทั้งนี้ประเด็นใดที่ไม่อยู่ ภายใต้การบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง ก็ต้องนำเสนอและได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก่อน จึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในระยะแรกกำหนดพื้นที่ไว้ 3 จังหวัดซึ่งเคยเป็นพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งภาคตะวันออก (Eastern seaboard) มาก่อน ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทรา
ประเทศไทย มุ่งเน้นการให้สิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยแบ่งเป็น 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการยกระดับการพัฒนาจากอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ พัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งภาคตะวันออกเดิม ซึ่งได้แก่ 1) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Automobile for the future) 2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) 3) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (High-income tourism and healthcare tourism) 4) อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agricultural and bio technology) และ 5) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Processed Food industry)
นอกจากนี้ ยังมีอีก 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิดขึ้นใหม่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งได้แก่ 1) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robot for industry) 2) อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพครบวงจร (Comprehensive Medical industry) 3) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation industry) 4) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Bio energy and chemical) และ 5) อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital)
ผลการดำเนินงานการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในระยะ 5 ปีแรกระหว่าง พ.ศ. 2561 – 2565
ภาครัฐดำเนินการพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” เพื่อเตรียมพื้นที่ให้มีความพร้อมรองรับการลงทุนจากนักลงทุนภาคเอกชนซึ่งได้แก่ 1) ท่าเทียบเรือน้ำลึกแหลมฉบัง 2) รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ – ระยอง/รถไฟทางคู่ เชื่อมโยงท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด 3) สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และ 4) ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยภาครัฐกำหนดงบประมาณรายจ่ายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักในระยะห้าปีแรก พ.ศ. 2561 – 2565 เป็นจำนวนเงิน 94,514 ล้านบาท
ในส่วนการลงทุนจากภาคเอกชนนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติการลงทุน (กรอบการลงทุน) ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2561 – 2565) ไปแล้ว เป็นจำนวนเงิน 1.8 ล้านล้านบาท และออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว เป็นจำนวนเงิน 1,091,374 ล้านบาท แต่ยังไม่ปรากฏรายงานที่ชัดเจนว่า นักลงทุนที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วนั้น ได้นำเม็ดเงินเข้ามาดำเนินการ ลงทุนจริงแล้ว เป็นจำนวนเงินเท่าใด
ข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ สัญชาติของนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนประกอบกิจการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ไต้หวันและสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีรายละเอียดความสนใจการลงทุนดังต่อไปนี้
นักลงทุนชาวญี่ปุ่น สนใจเข้ามาลงทุนในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์; เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
นักลงทุนชาวจีน สนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์; เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
นักลงทุนชาวสิงคโปร์ สนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์; ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์
นักลงทุนชาวไต้หวัน สนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์; เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
และนักลงทุนชาวสวิตเซอร์แลนด์ สนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์; เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์; และเกษตรและอาหาร
บทสรุปและข้อสังเกต เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทย ยังคงมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศพัฒนาอื่นๆ ของโลกได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศต่อเนื่องต่อไปได้ นอกจากนี้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ยังเป็นแหล่งรองรับการจ้างงานให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ทยอยจบการศึกษาและต้องการ การมีงานทำในแต่ละปีจำนวนหลายแสนคน ดังนั้น รัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 จึงควรกำหนดให้การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยกำหนดระดับความสำคัญไว้ในลำดับต้นๆ และรีบเร่งดำเนินการให้มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมากกว่าระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งรัดการดำเนินการเชิญชวนนักลงทุน ที่จะเข้ามาประกอบกิจการในพื้นที่ให้ครอบคลุมครบทั้ง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จากปัจจุบันที่มีความสนใจเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพียงแค่ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายเท่านั้น คืออุตสาหกรรมยานยนต์; เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์; ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์; และเกษตรและอาหาร
คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ สําหรับ
รศ. ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'พิพัฒน์' ปัดถูกยึดคืน 'อีอีซี' ยันเรื่องนี้คุยกันก่อนแล้ว นายกฯขอเป็นเซลล์แมนดึงนักลงทุน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีการมองว่านายพิพัฒน์โดนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย
หนูยึดEECไม่ร้าวพิพัฒน์ ล้วงรายได้กฟผ.อุ้มค่าไฟ
นายกฯ ดึง “อีอีซี” ออกจากมือ “พิพัฒน์” มาดูแลเอง หลังเคลียร์กันสัปดาห์ก่อน
EEC เยือนเวียดนามรับฟังข้อเสนอหนุนความร่วมมือการลงทุน
EEC ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เยือนเวียดนาม รับฟังข้อเสนอภาคเอกชนไทย หนุนความร่วมมือการลงทุนไทย–เวียดนาม และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

