อีอีซี โยน ร.ฟ.ท. เจรจาเอกชน สรุปการชดเชยโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง

อีอีซี โยน ร.ฟ.ท. เจรจา เอเชีย เอรา วัน สรุปการชดเชยหรือค่าเสียหายต่าง ๆ หลังใช้สิทธิตามสัญญา เผยต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมบอร์ด ย้ำระบบรางที่เชื่อมสนามบินอู่ตะเภายังจำเป็นต้องมี ชี้แนวทางหลังจากนี้ต้องพิจารณาใหม่ว่สจะใช้รูปแบบใด

13 ก.ค. 2569 – นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ว่าในกรณีที่บริษัท เอเชีย เอรา วัน ซึ่งมีกลุ่มซีพี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แจ้งใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนว่า ขั้นตอนหลังจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และบริษัทเอกชนในฐานะคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ทั้งในส่วนของสิทธิ หน้าที่ และประเด็นทรัพย์สินหรือค่าเสียหายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนอีอีซี จะต้องนำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรับทราบการสิ้นสุดสัญญา และพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการในระยะต่อไปว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด 

“ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาการประชุมได้  ต้องรอการกำหนดวันประชุมจากนายกรัฐมนตรีก่อน เรื่องของสัญญาเป็นเรื่องระหว่างร.ฟ.ท. กับเอกชน เมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ส่วนภาครัฐต้องมาดูว่าโครงการจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะระบบรางที่เชื่อมสนามบินอู่ตะเภายังจำเป็นต้องมี แต่จะเป็นรูปแบบใด ต้องมาพิจารณากันอีกครั้ง”นายจุฬา กล่าว

ส่วนประเด็นการชดเชยหรือค่าเสียหายต่าง ๆ รวมถึงค่าเสียเวลา เสียโอกาสการใช้ไฮสปีดเทรนด์นั้น เป็นเรื่องที่ร.ฟ.ท.และเอเชีย เอรา วัน คู่สัญญาจะต้องเจรจากันเอง ซึ่งอีอีซีไม่ได้เป็นคู่สัญญา จึงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงรายละเอียดได้

“ถ้าให้เปรียบเทียบ ก็เหมือนคนแต่งงานกันแล้วหย่า ยุติความสัมพันธ์ แต่ละฝ่ายต้องไปแบ่งสิทธิและทรัพย์สินกันเอง ค่าเสียหายต่างๆ ค่าลงทุนต่างๆ ที่ทำได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้ ก็ต้องไปตกลงกัน ส่วนที่บริษัทเอกชนชี้แจงว่า ไม่ได้ถอนการลงทุน แต่เป็นการใช้สิทธิตามสัญญานั้น มันคือการเลือกใช้ถ้อยคำเป็นสิทธิของเอกชน แต่ในข้อเท็จจริง หากสัญญาสิ้นสุดลง ก็ถือว่า สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ รวมถึงสิทธิการบริหารแอร์พอร์ตลิ้งค์ก็ต้องจบลงด้วย โดยรายละเอียดสามารถพิจารณาได้จากข้อกำหนดในสัญญา”นายจุฬา กล่าว

สำหรับแนวทางดำเนินโครงการหลังจากนี้ จะต้องหารือร่วมกับ ร.ฟ.ท.เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดว่า จะใช้แนวทางเดิมแล้วปรับรูปแบบใหม่ หรือดำเนินการในลักษณะใด ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การเชื่อมต่อระบบคมนาคมไปยังสนามบินอู่ตะเภาให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และต้องเกิดขึ้นไปพร้อมๆกัน จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องเปิดประมูลใหม่หรือไม่ เพราะต้องหารือรายละเอียดก่อน สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราเสียเวลากับโครงการนี้มานานแล้วถึง 8 ปี

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น สิ่งที่ภาครัฐควรทำในเวลานี้คือเร่งกำหนดแนวทางใหม่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่ากลับไปถกเถียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะอดีตก็แก้ไขไม่ได้จะมัวแต่ยืนอยู่กับที่หรือจะเดินหน้าต่อ ผมคิดว่าเราควรเดินหน้าเพราะถ้ามัวแต่รื้ออดีต เราก็ไม่ไปถึงอนาคต ขณะที่รูปแบบโครงการในอนาคต ยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่า จะต้องเป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนเดิมหรือไม่ ทุกทางเลือกยังเปิดกว้าง หากรัฐบาลเห็นว่ายังควรเดินหน้าในรูปแบบเดิมก็สามารถทำได้ แต่จะต้องใช้เวลาในการออกแบบและจัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด

“ตอนนี้หนึ่งในทางเลือก คือ แนวคิดระบบรางระยะประมาณ 160 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดต้องหารือร่วมกับร.ฟ.ท. เปรียบเทียบทุกทางเลือก เพราะเป้าหมายสำคัญคือ ไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ ส่วนที่ว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นในการลงทุนแล้วนั้น ผมว่าถ้าเขาจะไม่เชื่อมั่นก็ไม่เชื่อมั่นตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่เกี่ยวกับว่าโครงการมันล้ม แล้วที่ว่าบางธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว ดิสนีแลนด์ ที่เคยจะมาลงทุนในไทยอาจไม่มาลงทุนแล้ว เพราะไม่มีไฮสปีด เราไม่ได้บอกว่า เราไม่มีรถไฟแล้วนะ เรายังมี แต่แค่ความเร็วมันลดลง”นายจุฬา กล่าว

เพิ่มเพื่อน