จากแร็ปเปอร์ สู่ผู้สมัครส.ส. วีร์ -กทม.ประชาธิปัตย์ ระบบดูแลผู้สูงอายุต้องดีขึ้น

ตอนนี้ประเทศไทย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ และในอีกไม่กี่สิบปี จะมีคนอีกมากมายแค่ไหนที่แก่ ทุพลภาพ ไม่มีคนดูแล ไม่มีเงินเก็บ เราเลยรู้สึกว่าเป็นอนาคตที่น่ากลัวมากๆ เลยอยากเข้าไปผลักดันให้ระบบสาธารณสุข ระบบสวัสดิการต่างๆ ของประเทศเราสามารถรองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ได้ เพื่อที่เราจะได้ดูแลพวกเขาได้

เห็นได้ชัดว่า ช่วงปัจจุบันกระแส"พรรคประชาธิปัตย์"(ปชป.) เริ่มมาแรงมากขึ้นในพื้นที่เลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร

และหนึ่งในผู้สมัครส.ส.เขต กรุงเทพฯ ของพรรคปชป.ที่น่าสนใจก็คือ "วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัครส.ส.กรุงเทพมหานคร เขตพระโขนง-บางนา พรรคประชาธิปัตย์"หนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งรุ่นใหม่ของพรรค ที่มีแนวคิด การแสดงออกและบุคลิกที่โดดเด่น นอกเหนือจากที่คนเคยให้ความสนใจเธอในช่วงแรกๆ เพราะเคยเป็นศิลปิน คนทำเพลง นักร้องแนวฮิปฮอป-แร็ปเปอร์ ที่ใช้ชื่อว่า Badbitchbkk ที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลังหลายคนได้เห็นแนวความคิด-การแสดงออกทางการเมืองของเธอ ก็ทำให้หลายเสียงมองว่า วีร์ ชื่อนี้ เป็น"คนมีของ"พอสมควร เรียกได้ว่า "ไม่ได้มาเล่นๆ "แน่นอน

โดยรายการ"ห้องข่าวไทยโพสต์"ได้สัมภาษณ์"วีร์-ผู้สมัครส.ส.เขต กรุงเทพฯพรรคปชป."ซึ่งเธอได้เล่าประวัติ-ชีวิตส่วนตัว ไว้พอสังเขปว่า เป็นคนที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลาง ซึ่งเราก็เติบโตมาอย่างมีความสุข โดยเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิต มศว. ประสานมิตร ชีวิตในวัยเด็กแม้ที่บ้านไม่ได้ถึงกับลำบาก แต่ด้วยความที่เราก็อยากได้ของอะไรต่างๆ แต่ที่บ้านก็อาจไม่ให้ ทำให้ต้องหารายได้พิเศษ เช่นรับจ้างทั่วไป รับจ้างพิสูจน์อักษร พอช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็เคยกีตาร์ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกหลังเลิกเรียน จากนั้นก็สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาตรี หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาและวัฒนธรรม (BALAC) คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นับถึงตอนนี้เรียนจบมาแล้วสี่ปี

..ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย ก็มีการทำงานเพลง เป็นเพลงแนวแร็ป เคยเข้าประกวดในรายการ เดอะแร็ปเปอร์ รวมถึงรายการอื่นๆ นอกจากนี้ยังทำงานอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่นการรับจ้างโปรโมต-รีวิวสินค้า งานพวกอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ แต่มีบางครั้งที่เราก็รู้สึก"เอ๊ะ"ขึ้นมา เช่นดูคนอื่นเขาตื่นแต่เช้าไปทำงานจนดึกดื่น แต่ที่เราทำงานอยู่ดูเหมือนสบายไป แวบแรก เราเลยอยากหางานทำ อยากมีรายได้ การมีงานประจำ เป็นเรื่องของความมั่นคง ประสบการณ์ที่เป็นเรื่องสำคัญมาก 

..เลยไปเป็นเด็กเสิร์ฟ เป็นพนักงานขายที่ร้านทูบาร์ ตรงเอกมัย ที่เป็นประสบการณ์ที่ใหม่ดี ทำให้เราเจอคนหลายประเภทมาก ทำให้เราได้เจอคนในหลายบริบท ซึ่งจากที่ทำงานทั้งหมดตอนนั้น ก็ทำให้พออยู่ได้ 

สำหรับการทำเพลงฮิปฮอป ที่ใช้ชื่อว่า Badbitchbkk นั้น"วีร์"เล่าว่า Badbitchbkk คือตัวเธอคนเดียว ซึ่งส่วนตัว เป็นคนที่เชื่อในเรื่องกาละเทศะมากๆ เวลาที่เป็นวีร์ ปกติ อยู่กับครอบครัว อยู่กับผู้ใหญ่ จะมีวิธีการวางตัวแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่การเฟกอะไรเพราะเราโตมาแบบนี้ เติบโตมาจากครอบครัวใหญ่ อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับปู่ย่าตายาย แต่เวลาที่เราอยู่กับเพื่อน จะทำตัวอีกแบบหนึ่ง และเวลาที่ทำเพลง ทำงานศิลปะ ก็จะเป็นตัวเราอีกแบบหนึ่ง กับการทำงานเพลง Badbitchbkk ซึ่งในการสื่อสารในความเป็นศิลปินก็จะไม่เหมือนที่หลายคนเห็นตอนนี้

สำหรับการทำเพลงของตัวเอง ที่เป็นเพลงแนวแร็ป นั้น เพลงแร็ป ก็คือการบ่น บ่นชีวิตของเราเอง เคยมีคนพูดอยู่คำหนึ่งซึ่งเราชอบมากเลย แต่ลืมไปว่าใครพูดเลยให้เครดิตเขาไม่ได้ คือคำพูดที่ว่า เพลงเพื่อชีวิต คือเพลงที่พูดถึงความทุกข์ของคนอื่น แต่เพลงแร็ปคือเพลงที่พูดถึงชีวิตตัวเอง ความทุกข์ของตัวเอง

เพลงที่ทำออกมามีประมาณสามสิบกว่าเพลง กระแสตอบรับ ก็มีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่มันทำให้เราได้สกิลมาหางานทำอย่างอื่นเพิ่ม นอกจากนี้ก็เคยไปทำงานอย่างอื่นด้วยเช่นงานเกี่ยวกับการสื่อสารเป็นงานอินฟูเอ็นเซอร์ของ LINE MAN Wongnai เกี่ยวกับเรื่องการดูแลตัวเอง ความสวยความงาม และงานพิธีกรรายการ ทำในรูปแบบรายการ Street Interview สัมภาษณ์คนบนถนน

ส่วนที่หลายคนสงสัยกันว่า จากการเป็นศิลปินแร็ปเปอร์-ฮิปฮอป แล้วมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ได้อย่างไร เรื่องนี้"วีร์"เล่าให้ฟังว่า จุดเปลี่ยน ที่ทำให้สนใจอยากเข้ามาทำงานการเมืองเป็นเพราะว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความเป็นห่วงสังคม เพราะช่วงสองปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสดูแลคุณยายที่ป่วยสมองเสื่อม ตอนแรกท่านอยู่ที่จังหวัดตรัง แต่พออาการเริ่มหนัก ก็เลยให้ยายมาอยู่ที่กรุงเทพฯกับพวกเรา วีร์กับครอบครัวก็ดูแลคุณยาย จนท่านเสียชีวิตไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2568

มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า การเป็นผู้สูงอายุ เป็นอะไรที่น่ากลัวมากเลย ขนาดคุณยายของเราที่มีความมั่นคงทางการเงิน มีลูกหลานที่พร้อมจะดูแลมากมาย แต่ก็ยังเป็นชีวิตที่มีความทุกข์ เหนื่อยมากๆ มีความรู้ความไม่เข้าใจอะไรหลายอย่างทั้งของตัวคุณยายและคนที่ดูแล

"ตอนนี้ประเทศไทย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ และในอีกไม่กี่สิบปี จะมีคนอีกมากมายแค่ไหนที่แก่ ทุพลภาพ ไม่มีคนดูแล ไม่มีเงินเก็บ เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นอนาคตที่น่ากลัวมากๆ เลยอยากเข้าไปผลักดันให้ระบบสาธารณสุข ระบบสวัสดิการต่างๆ ของประเทศเราสามารถรองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ได้ เพื่อที่เราจะได้ดูแลเขาได้ และปัญหาภาวะสังคมผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากคนแก่ คนที่อยู่นานอย่างเดียวแต่เกิดจากการที่คนไม่กล้าสร้างครอบครัว ไม่กล้ามีครอบครัว ไม่กล้ามีลูกในสภาพเศรษฐกิจและสภาพการเมืองที่ไม่ค่อยดีแบบนี้ เราก็หวังว่าอยากจะเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้ประเทศเราเป็นประเทศที่มั่นคง และมีความสุขได้มากกว่านี้"

"วีร์-ผู้สมัครส.ส.ระบบเขต พรรคประชาธิปัตย์"ยังกล่าวถึงการเดินเข้ามาลงสมัครส.ส.ประชาธิปัตย์ โดยที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อนว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ มีการเปิดโอกาสให้คนยื่นสมัครลงรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในการไปสมัคร กระบวนการคัดเลือกเหมือนกับการออดิชัน The Voice Thailand

เริ่มแรกเลยก็คือ เดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ไปกรอกเอกสาร สมัครเป็นสมาชิกพรรค  และแสดงความจำนงต้องการสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. หลังจากนั้น ทางพรรคก็มีการให้ผู้สมัครทำคลิปสั้นแนะนำตัวเอง อธิบายเหตุผลที่สนใจจะลงสมัครรับเลือกตั้ง เราก็ทำคลิปอธิบายแบบที่กล่าวข้างต้น(การดูแลผู้สูงอายุ)  เราก็ส่งคลิปไปและหลังจากนั้น ก็มีการคัดแยกในรอบที่สอง ที่ลักษณะคือ ก็จะมีผู้สมัครไปประชุม-เจอกัน ก็มีประมาณ 150 คน โดยแต่ละคนก็จะจับสลากที่จะมีหัวข้อต่างๆ แล้วก็ให้ทุกคนขึ้นไปพูดบนเวทีในลักษณะปราศรัยในหัวข้อที่แต่ละคนได้มาคนละประมาณหนึ่งนาที ในวันที่ไปออดิชัน มองไปรอบๆ ก็เห็นมีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ คนที่เราพอคุ้นหน้าคุ้นตา คนที่มีชื่อนำหน้าจบปริญญาเอกเต็มไปหมด เราก็คิดว่าเราคงไม่ได้รับการคัดเลือก เพราะคนที่มาหลากหลายมาก ก็เป็นสิ่งที่เราประทับใจ คือไม่ได้หลากหลายแค่ช่วงวัย แต่หลากหลายทั้งทัศนคติ -การแสดงออก-แบ็คกราวด์อาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราชอบมากๆ

..ตอนที่เราขึ้นไปปราศรัยเราได้หัวข้อเรื่องบ้านเมืองสุจริต ซึ่งสิ่งที่วีร์พูดก็พอดีตรงกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ คือเราเชื่อว่าการมีบ้านเมืองที่สุจริต ปราศจากการคอรัปชั่น วิธีการแก้ไขไม่ใช่การเพิ่มโทษให้แรงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือการอบรมคนไม่ให้โกง เพราะนั่นคือการฝากความหวังไว้กับตัวบุคคล ส่วนบทลงโทษที่เพิ่มให้ลงโทษแรงมากขึ้น ซึ่งเราไม่ได้มองว่าควรลงโทษเบา แต่คิดว่าวิธีการแก้ปัญหาการทุจริตที่แท้จริง ก็คือการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะถึงโทษจะแรงหรือไม่แรง แต่หากกฎหมายไม่ถูกนำมาบังคับใช้ ทำอะไรผิด ไม่มีใครตรวจสอบ ไม่มีใครรู้

..และต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ติดต่อมาว่า เราผ่านการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครของพรรค  จากนั้นก็มีการให้ผู้สมัครเข้ารับการอบรมต่างๆ เช่นอบรมเรื่องการเมืองสุจริต เรื่องนโยบายพรรค  การให้คำแนะนำในเรื่องการหาเสียงว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ หากทำแล้วจะผิดกฎหมาย

เมื่อถามว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ชูเรื่อง"การเมืองสุจริต"เวลาลงพื้นที่หาเสียง มีการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจยังไงบ้าง"วีร์-ผู้สมัครส.ส.พรรคประชาธิปัตย์"กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่า ประชาชนรวมถึงตัวเราเอง สมัยก่อน เราไม่เห็นจุดที่มันมีการเชื่อมโยงกันว่า การคอรัปชั่น กับปัญหาปากท้องที่เราเผชิญอยู่มันเชื่อมกันยังไง หลายคนบอกว่าเราจะไม่โกง จะปราบทุนเทา จะแก้ปัญหา แต่หลายคนก็ไม่เข้าใจว่าแล้วมันเกี่ยวกับตัวเองยังไง เราก็ต้องทำให้ทุกคนเห็นความเชื่อมโยงว่า การเมืองที่สุจริต ทำให้ปากท้องเขาดีขึ้นได้อย่างไร เราก็ยกตัวอย่างเคสการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆที่มันเกิดขึ้น แล้วเราก็อธิบายให้คนที่สนใจฟังว่า เงินที่ถูกคอรัปชั่นมันเป็นเงินของใคร อาจจะไม่ได้เอาเงินจากกระเป๋าเราเพิ่ม เพราะว่ายังไง เราก็ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว แต่คุณภาพชีวิตที่เราควรจะได้ จากการที่เสียภาษีไปซึ่งควรนำกลับมาทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น นำมาพัฒนาประเทศให้เจริญ แต่เรากลับได้สิ่งที่ไม่ดีมาหรือบางทีไม่ได้อะไรเลย

ประกอบกับการที่ประเทศมีการคอรัปชั่น คนภายนอกที่เขามองเข้ามาก็จะไม่เข้ามาลงทุน พอไม่เข้ามาลงทุน อุตสาหกรรมในประเทศก็ไม่เติบโต คนไทยก็ไม่มีงานทำ หลายคนอาจยังไม่ตกงานตอนนี้ แต่ตัวเลือกของแรงงาน ก็ทำให้แรงงานมีอำนาจการต่อรองกับนายจ้างน้อยลง เพราะเขาก็จะบอกได้ว่า ไม่อยากทำงานที่นี่ ค่าแรงน้อยก็ไปทำงานที่อื่น แต่ด้วยความที่งานมีจำกัด ลูกจ้างก็ไม่สามารถบอกกับนายจ้างได้ว่า จะลาออกไปทำงานที่อื่น เพราะไม่มีที่อื่นให้ไปทำ หลายคนก็เลยต้องทนกับสภาพชีวิตที่ไม่ตรงกับความคาดหวัง รายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย และสัญญาจ้่างงานที่ไม่เป็นธรรม

หัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ กับแรงบันดาลใจในการทำงานการเมือง 

เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ให้แรงบันดาลใจในการทำงานการเมืองอย่างไรบ้าง"วีร์"กล่าวตอบว่า หัวหน้าพรรค ให้เรื่องแรงบันดาลใจ เราได้เห็นว่าหัวหน้าพรรค เป็นคนที่ยืนหยัดในการทำงานการเมืองแบบสุจริตมาโดยตลอดและเป็นคนที่ยึดมั่นในสัจจะ เราคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับนักการเมือง หน้าที่ของนักการเมืองคือการพูดเพื่อให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นมา การพูดของนักการเมืองมีความหมาย คำพูดคนยิ่งมีความหมายมากเท่าไหร่ การโกหกยิ่งร้ายแรงเท่านั้น เราเลยรู้สึกว่า เราอยากเป็นคนที่ซื่อตรงได้เหมือนหัวหน้าพรรค ในวันที่หากเราได้มีโอกาสไปอยู่ในจุดที่มีอำนาจ สามารถเปลี่ยนแปลง สามารถพัฒนาชีวิตผู้คนได้นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องการรับคำวิจารณ์ การยืนหยัดในจุดยืนของตัวเอง

"วีร์"ยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งเขตพระโขนง บางนา จากที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนว่า ได้รับฟีดแบ็กที่ค่อนข้างดี แต่ละคนไม่ว่าเขาชอบเรา หรือไม่ชอบเรา คำพูดคำจา ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของความสุภาพและการให้เกียรติกัน ทำให้ได้รู้อะไรใหม่ๆที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้รับรู้ปัญหาที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีปัญหานี้อยู่บนโลกนี้ เราก็ได้รู้ ได้คิด ทำให้เรามองอะไรๆได้กว้างขึ้น

ที่สำคัญ คนเราแม้ว่าจะร่ำรวยมาจากไหนก็ตาม เรารู้อยู่แล้วว่า ความลำบากมันมีอยู่ในประเทศของเรา ยิ่งในกรุงเทพฯ ความเหลื่อมล้ำมันอยู่ใกล้นิดเดียว เราอาจอยู่ในบ้านที่สุขสบาย มีแอร์เย็น แต่มองออกมาจากบ้านไม่ไกล ก็มีคนที่อยู่ในชุมชน ที่มีทั้งปัญหาเรื่องมลพิษ การโดนไล่ที่ เรารู้อยู่แล้วว่าความลำบากความทุกข์ของคนมีอยู่จริง แต่การที่เราได้ไปสัมผัส ได้ไปคุยกับคนที่เป็นคนจริงๆ ได้รู้จักกับเขาในฐานะมนุษย์ มันทำให้เรามีความรับผิดชอบต่อปัญหามากขึ้น        

สำหรับปัญหาในพื้นที่พระโขนง บางนา ที่มองว่าเป็นปัญหาสำคัญก็มีเช่น ปัญหาจราจร ซึ่งปัญหาก็เกิดจากหลายปัจจัยและมีวิธีแก้หลายวิธี แต่รวมๆ แล้ว ไม่ใช่แค่เขตบางนา พระโขนง แต่ประเทศของเรา อย่างกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เมืองที่เดินได้ พอเดินไม่ได้ คนก็ต้องมีรถ เพราะแม้มีบีทีเอส แต่ราคาค่าโดยสาร ประชาชนก็ไม่ใช่ว่าเข้าถึงได้หมดทุกคน และต่อให้คนที่พักอยู่ไม่ห่างจากสถานีบีทีเอส แต่การจะไปขึ้นบีทีเอส ถามว่าเดินทางเท้าไปขึ้นเลยได้ไหม ก็ไม่ได้เพราะทางเท้า ฟุตบาทไม่พร้อมสำหรับเดิน บางแห่งก็ไม่มีทางเท้่า บางที่ก็ไม่มีไฟส่องสว่าง ก็อันตรายอีก  นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่อง"ขาดแคลนพื้นที่สีเขียว"ที่ต้องค่อยๆมีการพัฒนา ซึ่งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

ถามถึงว่าหากไม่ได้รับเลือกตั้ง แล้วจะทำยังไงต่อ จะทำงานการเมืองอย่างไรต่อหรือไม่"วีร์-นักการเมืองรุ่นใหม่ พรรคสีฟ้า ประชาธิปัตย์"กล่าวตอบว่า วีร์ไม่รู้ว่าสิ่งนี้จัดว่าเป็นงานการเมืองหรือไม่ แต่คิดว่า ถ้ามีสิ่งไหนที่ทำได้ คือการฉายแสงให้คน โดยตัวเราเอง ไม่ได้มีกำลังทรัพย์หรือความสามารถอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่อยากจะเปลี่ยนที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำได้ก็คือ หากเราเห็นคนที่ทำดี หรือสร้างผลงานดีๆ เช่น หากเป็นผู้นำชุมชนที่พัฒนาชุมชนได้ดี หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการที่สุจริต สร้างผลงานได้ดี คิดว่าสิ่งหนึ่งที่วีร์ทำได้ ในฐานะคนที่เคยทำงานเกี่ยวกับการสื่อสารมาก่อน ก็คือการไปช่วย"ฉายแสง"ให้คนเหล่านี้ ซึ่งวีร์คิดว่าประเทศเรามันมีปัญหาคอรัปชั่น การโกงกินก็จริง แต่คนดี ก็มีอยู่เยอะมาก หากเราไม่ได้เข้าไปทำงานการเมือง เราอาจไปจัดการกับคนไม่ดีไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ยกย่องเชิดชูคนที่ทำความดี คนที่ทำประโยชน์

อยู่ผิดพรรคหรือไม่? กับฟีดแบ็กที่เจอหลังเข้าปชป.

เมื่อถามว่ามีคนพูดให้ได้ยินไหมว่า ดูจากบุคลิก เป็นคนรุ่นใหม่ ท่าทาง การพูดจาน่าจะไปอยู่กับอีกพรรคการเมืองหนึ่งมากกว่า"วีร์"กล่าวตอบทันทีว่า"แม้แต่คนในพรรค(ประชาธิปัตย์)ยังพูดเลยค่ะ น้อยใจเหลือเกิน"(หัวเราะ) แต่ก่อนอื่น คิดว่าเขาคงแซว คงไม่ได้คิดจริงจังอะไร แต่สำหรับคนที่สงสัย วีร์ก็มองว่า นี้แหละคือเสน่ห์ของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ เปิดรับความเห็นต่างอย่างแท้จริง

เชื่อว่าเราทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ก็คืออยากมีชีวิตที่มีความสุข อยากดูแลตัวเองและครอบครัวได้ อยากเห็นประเทศเป็นไปในทางที่ดีขึ้น อยากให้ความแตกแยกหายไป แต่วิธีอาจไม่เหมือนกัน ตอนนี้วีร์ทำในสิ่งที่วีร์เชื่อในวิธีของวีร์ คือเชื่อว่าการรับฟังกัน การ  compromise การพบกันครึ่งทาง คือวิธีที่ดีที่สุด หลายคนอาจต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เราก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่วีร์เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลง มันไม่ควรถูกแลกมาด้วยความแตกแยก การสร้างศัตรูกัน การทำร้ายกันในสังคม เพราะสุดท้ายแล้วการเปลี่ยนแปลงที่เราอยากเห็นก็คือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม โดยสังคมก็คือที่ซึ่งทุกคนอยู่ด้วยกัน วีร์เชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปด้วยกันได้ด้วยการฟังกัน การเข้าใจกัน

สาเหตุหนึ่งที่วีร์ชอบและไปพรรคประชาธิปัตย์ โดยก่อนตัดสินใจจะเดินเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค เราก็ไป เสิร์ช วิกิพีเดีย ก็ขึ้นมาว่า พรรคประชาธิปัตย์ เป็น Conservative and liberal ซึ่งเรารู้สึกว่า จริง เพราะประเทศไทย สังคมไทย หรือแม้แต่สังคมโลก ทั้ง Conservative and liberal มันต้องอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น พรรคการเมืองที่จะมาบริหาร มาทำงานเพื่อบ้านเมือง ก็ต้องเป็นพรรคที่ทั้ง Conservative และ liberal เป็นอนุรักษ์ฯและเสรีนิยมที่ทำงานกันอย่างปรองดอง มีเป้าหมายเดียวกันคือพัฒนาประเทศ เราอาจเถียงกันได้ว่า วิธีนี้อาจจะเหมาะกว่า วิธีนี้อาจจะเหมาะกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องทำงานร่วมกัน และฟังกัน

ต่อข้อถามที่ว่า แล้วพอตัวเราไม่ได้เป็นไปอย่างที่คนอาจคาดหวังว่า หากจะเข้าสู่การเมือง ควรไปอยู่อีกพรรคการเมืองหนึ่ง มีฟีดแบ็กอะไรกับตัวเองหรือไม่ "วีร์"เล่าให้ฟังว่า ก็เยอะอยู่ การโดนวิจารณ์ การโดนโจมตี ตอนแรกที่โดน ก็คือหลังเราประกาศตัวว่าเราเข้ามาเป็นผู้สมัครส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ หากมองเป็นตัวเลข ยอด  follow ในInstagram ก็ลดลงไปส่วนหนึ่งประมาณ 2000-3000 จากเดิมที่เคยมีอยู่ประมาณเจ็ดหมื่นกว่า ก็ลดลงไปประมาณสามพัน แต่ก็ไม่ตกใจเท่าไหร่ เราก็เข้าใจได้ เพราะบางคนก็ยึดมั่นในสิ่งที่เขาคิด เราก็ไม่เป็นอะไร เพราะเราก็ยึดมั่นในสิ่งที่เราคิด

แต่ว่าที่บางทีอาจรู้สึกเจ็บใจ เป็นเรื่องของเพื่อน เพื่อนบางคนที่เขารู้จักกับเราอยู่แล้ว และรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร เราทำอะไรเพราะอะไร เลิกคบไปเลย ไม่ว่า เข้าใจได้ แต่บางคนก็อาจถือโอกาสนี้มาต่อว่าเรา และไม่ใช่การต่อว่าแบบโทรมาด่า หากโทรมาด่าจะไม่โกรธเลย แต่บางครั้งก็มาในรูปแบบของการแชร์โพสต์ที่คนอื่นด่าเรา โดยก็เป็นคนที่เรารู้จัก เราสนิท ซึ่งเราก็ต้องพยายามให้มากที่สุดเพื่อให้เราเข้าไปอยู่ในจุดที่เราสามารถทำประโยชน์ให้เขาเห็นเป็นที่ประจักษ์ได้ เพราะวันหนึ่งหากเขาเห็นประโยชน์เหล่านี้ หรือสิ่งที่ทำไปเกิดมีประโยชน์กับเขาโดยตรง วันหนึ่งเขาก็อาจจะเข้าใจในสิ่งที่เราได้ตัดสินใจ

แต่ตอนนี้วีร์คิดว่าพอเรามาเป็นนักการเมือง คนที่เราแคร์ ไม่ใช่แค่เพื่อนเราไม่กี่คนต่อไปแล้ว แต่คือคนที่เขาเห็นเราเป็นทางเลือก เห็นเราเป็นความหวัง วีร์คิดว่าคนเหล่านี้วีร์ต้องสนใจเขา เราต้องพยายามเพื่อคนเหล่านี้มากกว่า มากกว่าแค่พยายามจะไปลบคำสบประมาท ลบคำดูถูกจากคนอื่น วีร์ไม่ค่อยสนใจตรงนั้นเท่าใด

ถามต่อไปว่า ก็มีบางคนบอกว่า ประชาธิปัตย์ พูดเก่ง ดีเบตเก่ง แล้วก็บอกว่า ดีแต่พูด จะสื่อสารหรือทำอย่างไรที่จะบอกว่า คำพูดดังกล่าวไม่จริง"วีร์"แสดงทัศนะต่อประเด็นนี้ว่า  ในหลายครั้งที่มองกันแบบนั้น ก็เป็นเรื่องการแซะกัน ว่ากัน ซึ่งประชาธิปัตย์อยู่กับประเทศไทยมาแปดสิบปีแล้ว คนจะแซวเราบ้าง ก็ไม่ผิดอะไร แต่สำหรับวีร์เอง พูดในฐานะตัวเองและการได้ทำงานกับทีมประชาธิปัตย์ วีร์คิดว่าคนเราพูด คนเราสัญญาอะไรไป เรามีความตั้งใจที่จะทำให้มันเกิดขึ้นทุกอย่าง ในบางครั้ง เราทำ เราพยายามจนถึงที่สุด บางอย่างก็เวิร์คเช่นการเรียนฟรี 15 ปี หรือโครงการต่างๆ และบางครั้งอาจด้วยระยะเวลา หรือโอกาส หรือความผิดพลาดอะไรที่มันพลาดไป มันก็อาจไม่ได้เป็นผลอย่างที่เราตั้งใจอยากให้มันเป็น แต่สิ่งหนึ่งที่วีร์เชื่อว่าเราทำได้ก็คือ เราทำทุกอย่างบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต คนทุกคนมีจุดที่พลาด มีโปรเจกต์ที่ทำแล้วไม่สำเร็จกันทั้งนั้น แต่ตราบใดที่เราตั้งใจเข้าไปทำประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงใดๆ วีร์เชื่อว่าคนไทยพร้อมจะให้โอกาส

ถามถึงว่า จากที่เข้ามา การเมืองสอนอะไรเราบ้าง คำถามดังกล่าว "วีร์"ใช้ประสบการณ์ที่ได้รับ ตอบกลับมาว่า การเมืองสอนให้เรารู้ว่า คนดีมีอยู่ทุกที่ ปกติคนจะบอกว่า คนไม่ดีมีอยู่ทุกที่ แต่สำหรับวีร์ มันทำให้วีร์เห็นความดีของคน เห็นรายละเอียดในชีวิตของคน ที่แม้เขาจะตัดสินใจทำอะไรที่เราไม่เห็นด้วย แต่มันก็ยังมาจากพื้นฐานของความตั้งใจที่ดี ซึ่งมันก็ทำให้วีร์รู้สึกเข้าใจเพื่อนร่วมโลกมากขึ้น

-ที่ผ่านมา ก็มีคนห่วงใยต่อคนรุ่นใหม่ โดยห่วงใยหลายมิติ เช่นความคิด วิถีชีวิต อยากสื่อสารอะไรถึงความห่วงใยดังกล่าวหรือไม่?

วีร์เชื่อว่าเราทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ก็คืออยากมีชีวิตที่มีความสุข อยากดูแลตัวเองและครอบครัวได้ อยากเห็นประเทศเป็นไปในทางที่ดีขึ้น อยากให้ความแตกแยกหายไป แต่วิธีอาจไม่เหมือนกัน ตอนนี้วีร์ทำในสิ่งที่วีร์เชื่อในวิธีของวีร์ คือเชื่อว่าการรับฟังกัน การ  compromise การพบกันครึ่งทาง คือวิธีที่ดีที่สุด หลายคนอาจต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เราก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่วีร์เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลง มันไม่ควรถูกแลกมาด้วยความแตกแยก การสร้างศัตรูกัน การทำร้ายกันในสังคม เพราะสุดท้ายแล้วการเปลี่ยนแปลงที่เราอยากเห็นก็คือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม โดยสังคมก็คือที่ซึ่งทุกคนอยู่ด้วยกัน วีร์เชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปด้วยกันได้ด้วยการฟังกัน การเข้าใจกัน

"หลายคนอาจรู้สึกไม่มั่นใจหรือรู้สึกเป็นห่วง เพราะวีร์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งที่หน้าใหม่จริงๆ และประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา อาจไม่ได้ตรงกับที่คนคิดว่านักการเมืองจะต้องเป็น แต่อย่าลืมว่าการทำงานการเมืองเป็นเรื่องของทีมเวิร์ค เลือกวีร์ เลือกประชาธิปัตย์เข้าไปทำงาน ก็ไม่ใช่ว่าจะได้วีร์เข้าไปคนเดียว แต่จะได้ทีมซึ่งมีทั้งประสบการณ์ มีความหวังดี มีผลงานที่ผ่านมามากมายเข้าไปทำงาน ก็อยากให้โอกาสให้วีร์เข้าไปทำงาน"

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ดร.อ้อ’ ลงพื้นที่ภูเก็ต ช่วยผู้สมัคร สส.ภูเก็ต หาเสียงโค้งสุดท้าย

นางการดี เลียวไพโรจน์ หรือ “ดร.อ้อ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วย

เพลงชาติไทย พรรคส้ม และวันที่ขออำนาจจากประชาชน

การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า ใครจะได้อำนาจเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศ ภาพ นโยบาย และท่าทีของแกนนำพรรคการเมืองตลอดช่วงที่ผ่านมา จึงถูกจับตามองอย่างละเอียด เพราะทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการขอความไว้วางใจจากสังคม

‘น้องโย๋ วรัดดา’ เบอร์ 3 ชูการเมืองปากท้อง ฟังเสียงชาวบ้านอำนาจเจริญ

“วรัดดา ประเสริฐศรี” ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย หมายเลข 3 เขต 2 อำนาจเจริญ เดินหน้าการเมืองจากพื้นที่จริง เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากจากเสียงเกษตรกร แรงงาน และผู้ค้ารายย่อย หวังให้การเมืองตอบโจทย์ชีวิตประชาชน

'พิเชษฐ' ลงพื้นที่ชายแดนใต้ ย้ำโมเดลไร้ดอกเบี้ย เปิดทางทุนตะวันออกกลาง

นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แล

แกนนำเพื่อไทย นำ ‘เอกพงษ์-นพพล‘ ขึ้นรถแห่หาเสียงพิษณุโลก

“สมศักดิ์” นำ “เอกพงษ์-นพพล”ขึ้นรถแห่หาเสียงพิษณุโลก กระแสตอบรับดี ประชาชนเชียร์คึกคัก ชี้ ผู้สมัครเพื่อไทย เข้าใจปัญหา-พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย ย้ำ เพื่อไทย ทำนโยบายสำเร็จเพียบ ขอมั่นใจเลือกทั้ง 2 ใบ

‘ชาดา’ ควง ‘ซาบีดา’ ลุยพิษณุโลก หนุน ‘นิยม’ เขต 4 ปักธงภูมิใจไทย

“ชาดา” ควงลูกสาว “ซาบีดา” บุกพิษณุโลก ช่วย “นิยม ช่างพินิจ” หาเสียงโค้งสุดท้าย ขอเอาคนเก่งเข้าสภาฯ มือล้มเสาแสกมเมอร์ ปลุกพลังคนสองแควเขต 4 ปักธงน้ำเงิน “ภูมิใจไทย”