
ช่วงที่ผ่านมา ประเด็น “สำนักงานประกันสังคม” ถูกจับตาจริงจังยิ่งขึ้น จากข้อกังขาเรื่องปากกาแพง ชุดสูท ทริปหรู ความโปร่งใสของโครงการ IT ขนาดใหญ่ ไปจนถึงคำถามเรื่องขั้นตอนการเลือกลงทุน และผลตอบแทนของพอร์ตลงทุน
ประเด็นเหล่านี้สำคัญและควรถูกตรวจสอบต่อเนื่อง เพราะเงินประกันสังคมคือ “เงินออมภาคบังคับ” และเป็นตาข่ายรองรับทางสังคมของคนทำงานจำนวนมาก
แต่ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องประสิทธิภาพและความโปร่งใส ยังมีโจทย์ที่ใหญ่กว่าและเร่งด่วนกว่า นั่นคือ “ความยั่งยืนของกองทุน” ซึ่งเดิมพันคือความมั่นคงยามชราของคนไทยในอีก 20–30 ปีข้างหน้า และนี่เองที่ทำให้คำว่า ความเชื่อมั่น (trust & confidence) กลายเป็นหัวใจของปัญหา เพราะหากความเชื่อมั่นสั่นคลอน ต่อให้ลงทุนเก่งเพียงใด ระบบก็เดินต่อได้ยาก
#ระบบที่พึ่งพาคนรุ่นใหม่: Pay-as-you-go
ประกันสังคมไม่ได้เป็นการออมแบบ “กระปุกใครกระปุกมัน” ที่เลือกแผนการลงทุนได้เหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) แต่เป็นระบบ pay-as-you-go กล่าวคือ เงินที่จ่ายให้ผู้รับสิทธิในวันนี้ ส่วนใหญ่พึ่งเงินสมทบจากคนทำงานรุ่นปัจจุบัน
รายรับของกองทุนมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ (1) เงินสมทบ และ (2) ผลตอบแทนจากการลงทุน โดยปัจจุบันผู้ประกันตนจ่าย 5% ของค่าจ้างบนเพดาน 17,500 บาท หรือสูงสุด 825 บาทต่อเดือน นายจ้างสมทบ 5% และรัฐบาลสมทบ 2.75%
เงินกองทุนถูกใช้เพื่อจ่ายผลประโยชน์ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ (1) สุขภาพและความเสี่ยงชีวิต (2) ประกันการว่างงาน และ (3) ชราภาพ/เกษียณอายุ รวมถึงสงเคราะห์บุตร กองทุนนี้จึงเป็นระบบ “ผสม” และมีลักษณะเป็น Defined Benefit (DB) คือกำหนดสิทธิประโยชน์ไว้ล่วงหน้า ความเสี่ยงจึงอยู่ที่กองทุน หากรายรับในอนาคตโตไม่ทันรายจ่าย ภาระผูกพันเหล่านี้จึงต้องอาศัยความต่อเนื่องของผู้จ่ายสมทบรุ่นใหม่และการขยายฐานผู้ประกันตนเป็นสำคัญ
#ท่อน้ำเข้าเริ่มแคบ ท่อน้ำออกเริ่มกว้าง
โจทย์ใหญ่ที่สุดของกองทุนจึงไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อสูทหรือโครงการไอที แต่คือแรงกดดันจากโครงสร้างประชากร:
• คนวัยทำงานลดลง: สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้จ่ายเงินสมทบหดตัว ขณะที่ผู้รับสิทธิชราภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
• ต้นทุนสุขภาพเพิ่มขึ้นเร็วกว่าแรงงาน: ค่ารักษาพยาบาลและเทคโนโลยีทางการแพทย์แพงขึ้นเร็วกว่าฐานค่าจ้าง
งานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยและหลายสถาบันให้ภาพตรงกันว่า ในอนาคตอันใกล้ “เงินไหลออก” ในส่วนชราภาพจะเริ่มมากกว่า “เงินไหลเข้า” และในอีก 3–4 ปีข้างหน้า กองทุนอาจต้องเริ่มถอนเงินจากพอร์ตลงทุนมาช่วยจ่าย หากไม่มีการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง ความเสี่ยง “เงินไม่พอจ่าย” ในอีก 20–30 ปีข้างหน้าไม่ใช่เรื่องไกลตัว และนั่นคือช่วงที่คนทำงานในวันนี้ต้องพึ่งระบบนี้มากที่สุด
และปัญหานี้ก็กำลังเป็นประเด็นสำคัญของกองทุนลักษณะคล้ายกันในต่างประเทศรวมถึง social security ของสหรัฐอเมริกา
#ความเชื่อมั่นคือเงื่อนไขของการปฏิรูป
ทางออกเชิงเทคนิคนั้นมี แต่เป็นทางออกที่ “เจ็บ” ไม่ว่าจะเป็นการขยายอายุเกษียณ หรือการ “ขึ้นเพดานเงินสมทบ” (Cap) เพื่อให้ฐานรายรับสอดคล้องกับเศรษฐกิจปัจจุบัน
เราต้องยอมรับว่าเงินสมทบ (Payroll Tax) ปัจจุบันมีลักษณะ ถดถอย (Regressive) เพราะคนเงินเดือน 20,000 บาท กับ 200,000 บาท จ่ายเท่ากันที่ 825 บาท ภาระจึงตกหนักที่คนรายได้น้อยถึงปานกลาง การปรับเพดานจึงเป็นคันโยกหลักที่หลีกเลี่ยงยาก แต่การขึ้น Cap จะเป็นไปไม่ได้เลย หากผู้ประกันตนไม่เชื่อมั่นในความโปร่งใส ทันทีที่เขารู้สึกว่าเงินถูกใช้ไม่คุ้มค่า สังคมย่อมต่อต้านการ “จ่ายเพิ่ม” อย่างแน่นอน
คำถามที่ว่า “ขอไม่ส่งได้ไหม” คือสัญญาณอันตรายที่สุดของระบบแบบ pay-as-you-go เพราะระบบตั้งอยู่บนการที่คนส่วนใหญ่ยอมร่วมจ่าย ความเชื่อมั่นจึงไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่มันคือ “ทุนทางสังคม” ที่จำเป็นต่อการประคองระบบให้เดินต่อ
#ทางรอดเริ่มที่ธรรมาภิบาล
การตรวจสอบเรื่องการใช้จ่ายและโครงการ IT จึงไม่ใช่เรื่อง “จับผิด” แต่คือการสร้างฐานความเชื่อมั่นเพื่อเปิดทางให้การปฏิรูปที่จำเป็น เช่น การปรับเพดานเงินสมทบ การขยายอายุเกษียณ หรือการทบทวนสูตรบำนาญ
กองทุนประกันสังคมไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่เป็น “สัญญาทางสังคม (Social Contract)” ระหว่างคนทำงานต่างรุ่น หากอยากให้สัญญานี้ยังพึ่งพาได้ในวันที่เราเกษียณ เราต้องเริ่มจากการทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นต่อระบบในวันนี้
การปรับปรุงเรื่องธรรมาภิบาลของกองทุน การเปิดเผยข้อมูลที่มีมาตรฐาน การปรับปรุงนโยบายและกระบวนการลงทุน และความโปร่งใสในการใช้เงินและลงทุน จึงมีความสำคัญมาก
เพราะถ้าความเชื่อมั่นพังลง ต่อให้มีผู้จัดการลงทุนที่เก่งที่สุดในโลก กองทุนก็อาจไม่เหลือแรงสนับสนุนจากประชาชนให้เดินต่อในระยะยาวได้
ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สำนักงานประกันสังคม เดินหน้ารับฟังความคิดเห็นปรับปรุง พ.ร.บ.เงินทดแทน ยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง
สำนักงานประกันสังคม เปิดรับฟังความคิดเห็นในชั้นหลักการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความคุ้มครองลูกจ้างให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นเพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายมีความเหมาะสม เป็นธรรม และตอบโจทย์ลูกจ้างได้อย่างแท้จริง
สำนักงานประกันสังคมแสดงความห่วงใยเหตุลูกจ้างถูกเครื่องจักรหนีบเสียชีวิตที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ทรู คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำผู้นำบริษัทโทรคมนาคม–เทคโนโลยี มุ่งส่งมอบบริการที่เป็นมากกว่าแค่การเชื่อมต่อ (Beyond Connectivity) เพื่อเติมเต็มชีวิตและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทย ผสานพลังเครือข่าย ทรูออนไลน์ กับ เทคโนโลยี IoT ผ่าน TrueX ยกระดับชีวิตในบ้านให้สมาร์ท สะดวกสบาย และครบครันยิ่งขึ้น ช่วยให้การดูแลบ้าน ครอบครัว และสัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องง่าย ล่าสุด เจาะตลาดกลุ่มคนรักสัตว์
สำนักงานประกันสังคมแสดงความห่วงใยลูกจ้างที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์อุบัติเหตุในโกดัง จังหวัดจันทบุรี
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 14.10 น. เกิดอุบัติเหตุภายในโกดังของบริษัท ป.ศิริพันธ์จันทบุรี ตำบลแสลง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี
มูลนิธิธนชาตฯ ผนึกกำลัง MBK และพันธมิตร แจกฟรี “มะพร้าวน้ำหอม” กว่าหมื่นลูกใจกลางกรุง นำร่องช่วยชาวสวนฝ่าวิกฤตราคาตกต่ำ ปลุก Soft Power ไทยคึกคัก
กรุงเทพฯ 27 มีนาคม 2569 — มูลนิธิธนชาตเพื่อสังคมไทย กลุ่มธนชาต ร่วมกับ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และพันธมิตร
สำนักงานประกันสังคมเปิดร่างกติกาเลือกตั้งบอร์ดใหม่ หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นกว่า 1.24 ล้านครั้ง เสนอคณะกรรมการประกันสังคมพิจารณาก่อนเสนอต่อรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ในฐานะโฆษกสำนักงานประกันสังคม ได้กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการประกันสังคมว่า ในที่ประชุมฯ มีวาระสำคัญคือการเสนอรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น และร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่
สำนักงานประกันสังคม เร่งช่วยเหลือเหตุลูกจ้างโรงโม่หินเสียชีวิต จากการทำงานพร้อมดูแลสิทธิทายาทเต็มที่
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 14.50 น. เกิดอุบัติเหตุภายในสถานประกอบการโม่หินแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี

