วันอาทิตย์นี้ 8 ก.พ.ได้รู้กันแล้วว่า ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาใครจะได้เป็นพรรคแกนนำตั้งรัฐบาล พรรคไหนจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งในส่วนของ”นโยบายการหาเสียงเลือกตั้ง”ของพรรคการเมือง พบว่าโหวตเตอร์หลายคนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพื่อดูว่าจะมีนโยบายพรรคการเมืองใดที่จะตอบโจทย์ตัวเองได้มากที่สุด ซึ่งในส่วนของเรื่อง”นโยบายความเป็นธรรมทางเพศ”ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยถูกพูดถึงขยายความมากนักตามเวทีดีเบตนโยบายใหญ่ๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ คนในสังคม ควรให้ความสำคัญเช่นกัน
ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีกิจกรรม “เลือกแล้วเปลี่ยน (มั้ย?) – สแกนนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของการเมือง” จัดโดยเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ประกอบด้วยภาคี 16 องค์กร และได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสำรวจนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งเปิดเวทีให้ตัวแทนพรรคการเมืองได้รับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายจากนักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย และเครือข่ายภาคประชาชน ที่สะท้อนสภาพปัญหาและประสบการณ์ตรง โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง 10 พรรค อาทิพรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า แม้จะมีความพยายามผลักดันการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางเพศมาโดยตลอด แต่มีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้เมื่อเสียงปี่กลองทางการเมืองดังขึ้นอีกครั้ง กลุ่มคนทำงานทางสังคมและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ จึงมีคำถามไปในทิศทางเดียวกันว่า “เลือกตั้งแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่?” ซึ่งเป็นที่มาของชื่องาน “เลือกแล้วเปลี่ยนมั้ย ?” คำถาม ๆ นี้ เกิดขึ้นกับเครือข่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่าน ๆ มา แม้จะมีหลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความเป็นธรรมทางเพศอยู่ประปราย แต่เมื่อการเลือกตั้งจบไป เรื่องเหล่านี้กลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
“นโยบายความเป็นธรรมทางเพศ ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่มคนข้ามเพศเท่านั้น แต่พื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น หวังว่าประเด็นความเป็นธรรมทางเพศที่มีการพูดถึงในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถามกับความรับผิดชอบทางนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งประชาชนจะต้องรับรู้ ติดตามตรวจสอบได้ และเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้จริง” นายกสมาคมเพศวิถีศึกษาระบุ
ด้าน ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “การเมือง การเลือกตั้ง กับเรื่องเพศ ๆ” ว่า เราอยู่ในระบบการเมืองแบบเลือกตั้งนิยม ที่ไม่เรียกประชาธิปไตย เพราะไม่เห็นว่าการเข้าสู่อำนาจรัฐเชื่อมโยงกับความต้องการของประชาชนอย่างเต็มที่ในระบบการเมืองไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายหาเสียงหลัก 2 กลุ่มนโยบาย คือนโยบายทางเศรษฐกิจ และนโยบายความมั่นคง แต่มีคำถามว่า ประเด็นเรื่องเพศอยู่ตรงไหนในนโยบายหลักของพรรคการเมือง
“ประเด็นเรื่องเพศอยู่ห่างไกลจากนโยบายหลักของพรรคการเมืองอยู่มาก แต่จากการสำรวจความเห็นของประชาชนกลับพบว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าควรให้ความสำคัญ คือความรุนแรงที่เกี่ยวกับเพศสภาพ และการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งในที่สุดแล้วรัฐบาล และพรรคการเมืองก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องคิดถึง ‘นโยบายเฉพาะ’ ที่จะต้องมีการผลักดันด้วย นอกจากนี้ประชาชนควรต้องถามพรรคการเมืองว่า นโยบายที่เกี่ยวกับเพศของแต่ละพรรคการเมืองนั้น ถูกจัดอันดับความสำคัญไว้อันดับที่เท่าไหร่”
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท เลขาธิการสมาคมเพศวิถีศึกษา เปิดเผยผลสแกนนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของพรรคการเมือง” โดยระบุว่า เครือข่ายรวบรวมนโยบายของพรรคการเมืองจากเว็บไซต์พรรคการเมือง และประสานขอข้อมูลจากพรรคการเมืองโดยตรง โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มนโยบาย ดังนี้ 1. การขจัดความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ซึ่งพบว่ามีเพียง 2 พรรคการเมืองคือ พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนโยบายแก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ขณะที่นโยบายการคุ้มครองเยียวยาผู้ถูกกระทำมี 3 พรรคการเมืองระบุไว้ คือ พรรคประชาชน พรรคประชาชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ แต่การขจัดการคุกคามทางเพศและการสนับสนุนภาคประชาสังคมที่ให้บริการผู้ถูกกระทำรุนแรงนั้น ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนมีนโยบายใน 2 ส่วนนี้
- สิทธิในเนื้อตัวร่างกายและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ พบว่า มีเพียง 3 พรรคการเมืองที่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ คือ พรรคประชาชน พรรคประชาชาติ และพรรคเพื่อไทย ส่วนสิทธิการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย และความรู้เท่าทันเรื่องเพศและความเป็นธรรมทางเพศสำหรับเยาวชนนั้น ยังไม่มีพรรคใดมีนโยบายในส่วนนี้
- สิทธิความหลากหลายทางเพศและสิทธิของคนข้ามเพศ มีเพียง 2 พรรคการเมืองที่มีนโยบายเกี่ยวกับสิทธิการก่อตั้งครอบครัว และการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ คือ พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนเรื่องความปลอดภัยของคนข้ามเพศ ยังไม่มีพรรคใดเสนอนโยบายนี้ 4. สิทธิและสวัสดิการสำหรับผู้ดูแลครอบครัว ในส่วนของการขยายสิทธิลาคลอด 180 วัน มีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทยระบุนโยบายนี้ ส่วนเรื่องการยกระดับสวัสดิการผู้ที่ตั้งครรภ์มี 4 พรรคการเมืองที่มีนโยบายนี้ คือ พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย สำหรับสวัสดิการผู้ดูแลครอบครัวนั้น มีพรรคการเมือง 7 พรรคที่เสนอนโยบายนี้ คือ พรรคประชาชน พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย
และ 5. ความเสมอภาคและเป็นธรรมของประชากรกลุ่มเฉพาะ มี 5 พรรคการเมืองที่มีนโยบายสวัสดิการและคุณภาพชีวิตคนพิการ ประกอบด้วยพรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งทุกนโยบายครอบคลุมคนพิการทุกเพศ แต่ไม่มีนโยบายเฉพาะสำหรับสตรีพิการ และ 6. นโยบายอื่น ๆ ประกอบด้วยกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ มีเพียง 2 พรรคการเมืองที่มีนโยบายนี้คือพรรคประชาชนและพรรคพลวัต ส่วนเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศสภาพ มี 3 พรรคการเมืองที่ระบุไว้ ประกอบด้วย พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย
บัณฑิต แป้นวิเศษ มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า แม้ว่าวันนี้สิทธิลาคลอดของผู้หญิงจะเพิ่มเป็น 120 วัน แต่เห็นว่าควรที่จะขยายเป็น 180 วันตามข้อเสนอของ WHO นอกจากนี้ อยากให้พรรคการเมืองผลักดันต่อกับการคุ้มครองสิทธิของแรงงานหญิง เช่น วันลาสำหรับการปวดประจำเดือน และการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก-ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีคุณภาพ
เวทีดังกล่าว ดร.วราภรณ์ เปิดเผยผลสำรวจนโยบายความเป็นธรรมทางเพศจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,909 คน ในหัวข้อ "นโยบายความเป็นธรรมทางเพศที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด" เพื่อส่งต่อให้พรรคการเมืองผลักดันหลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยพบว่า ประเด็นเรื่อง ความรุนแรงและการคุ้มครองสิทธิ คือสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ โดยนโยบายที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด 3 อันดับแรกที่ประชาชนต้องการ ได้แก่ อันดับ 1แก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว (42%) อันดับ 2 พัฒนาระบบคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง (38%) อันดับ 3 ขจัดการคุกคามทางเพศ (35%) นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่ได้รับความสนใจ เช่น การเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัย (33%) และการส่งเสริมความรู้เรื่องเพศสำหรับเยาวชน (31%)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'กกต.กทม.' ติวเข้มเลือกตั้งผู้ว่าฯ-สก. ส่งชุดจู่โจมเร็วลุย 50 เขต 16 มิ.ย.
'ผอ.กกต.กทม.' เผยบรรยากาศหาเสียงผู้ว่าฯ กทม.-สก. เรียบร้อยดี ยังไร้เรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง เตรียมตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว 50 ชุด ลุยปฏิบัติหน้าที่ 50 เขต 16 มิ.ย.นี้
กกต. เผยคืบหน้าพิจารณาคำร้อง เลือก สว.-สส.
สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องและความปรากฏ เกี่ยวกับการคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามที่ กกต. ได้จัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2567 ที่ผ่านมา โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 พ.ค. 2569 พบว่ามีเรื่องคัดค้านการเลือก สว. รวมทั้งสิ้น 605 เรื่อง ซึ่ง กกต.
เอาฤกษ์แห่งชัย! 'มัลลิกา' สักการะศาลพระเจ้าตากสิน ลุยหาเสียงฝั่งธนฯ
‘มัลลิกา’ สักการะศาลพระเจ้าตากสิน เปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธน ชูศก.สร้างสรรค์ครบทุกเขต
'มัลลิกา' เปิดตัวชิง 'ผู้ว่าฯกทม.' ชู มนุษย์ผู้ทันกาลเวลาผู้นำมหานครแห่งอนาคต ลุยฟื้น สข.
‘มัลลิกา’ เผยตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯหทม. เหตุต้องการเข้ามาแก้ปัญหาฝุ่นPM 2.5 ใช้ AI แก้ปัญหาเมือง - ตั้งเป้าสร้าง กทม.ให้ทัดเทียมเมืองใหญ่มหาอำนาจ จ่อฟื้น สข.
เคาะ 28 พ.ค.-1มิ.ย. รับสมัครสก.-ผู้ว่าฯ
ปลัด กทม.ลงนามประกาศเปิดรับสมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. วันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย.นี้ ประชาธิปัตย์คึกคัก "อภิสิทธิ์" นำทัพพร้อมขุนพล หนีบ "อนุชา" ลุยสุขุมวิท จี้ กทม.

