ถอดสมการ หลังประชามติผ่าน มีโอกาสเกิด ร่าง รธน.ฉบับสีน้ำเงิน

เห็นแล้วว่าทั้งสองฝั่งคือสภาบนและสภาล่าง มีแนวโน้มว่าจะไปในทางสีน้ำเงินเป็นส่วนใหญ่ คิดว่าพอประชาชนรู้สึกอย่างนั้นแล้วยังยืนยันหลักแบบนี้ ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะมีโอกาสที่จะเป็นกรรมการสีน้ำเงิน คิดว่าโอกาสที่จะไปผ่านประชามติก็จะยาก เพราะมันเกิดความไม่ไว้วางใจ และยังไม่รวมถึงว่าประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มน้ำเงินจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่กระบวนการของเขา

ผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่เสียงส่วนใหญ่ลงมติให้ความเห็นชอบกับคำถามประชามติที่ว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ด้วยคะแนนเสียงอย่างไม่เป็นทางการเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาร่วม 19.9 ล้านเสียง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร หลังมีการเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.จนครบจำนวน

"เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา" (สว.) ที่เป็นสว.กลุ่มอิสระ ผู้ซึ่งมีบทบาทในการรณรงค์ให้มีการเห็นชอบประชามติ กล่าวถึงเส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในหมวด 15 ที่ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในมาตรา 256 แม้ว่าจะมีการยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 แต่ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาร่างแก้ไข รธน.ของรัฐสภา ที่รัฐสภาพิจารณาค้างอยู่ในวาระสองไม่ได้ตกไปโดยอัตโนมัติ โดยหากว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่เป็นรัฐบาลต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว หลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาทำงานสามารถที่จะมาขอให้รัฐสภาดำเนินการพิจารณาต่อได้ โดยหากมีการให้พิจารณาจากร่างเดิม ก็จะทำให้ประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในร่างดังกล่าวที่ค้างการพิจารณาสามารถดำเนินการต่อได้

อย่างไรก็ตาม ผมได้ยินมาคร่าวๆ แต่ว่าก็ยังไม่เป็นทางการเสียทีเดียว คือจะมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นร่างใหม่เสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภา (วาระแรก) ซึ่งหากเป็นการเสนอร่างเข้าใหม่ หมายถึงจะให้ร่างเดิมที่้ค้างอยู่ในรัฐสภาตกไป เพราะหากพ้นจากช่วง 60 วันหลังจากมีการเปิดประชุมสภาครั้งแรก โดย ครม.ไม่ขอให้รัฐสภาเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไข รธน.ฉบับที่ค้างอยู่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญรวมถึงร่างกฎหมายต่างๆ ที่ค้างมาจากสภาสมัยที่แล้ว ก็จะทำให้ตกไปทั้งหมด ที่ก็อาจจะมีแบบนั้น อย่างไรก็ตามยังไม่เห็นท่าทีที่ออกมาชัดเจน

ดังนั้นแปลว่าถึงตอนนี้มี 2 ทางเลือก ก็คือเดินหน้าสิ่งที่มีอยู่ กับสองตั้งร่างเสนอเข้ามาใหม่ แต่สิ่งที่ผมเห็นว่ามีแนวโน้มที่จะไปในทางนั้นมากก็คือ ไปในทางที่หาก สว.เสียงข้างมากไปในทางไหน หรือทางพรรคภูมิใจไทยไปในทางไหน ที่มันมีร่องรอยในสภาชุดที่แล้ว ก็น่าจะเป็นสิ่งที่จะถูกเอามาดำเนินการต่อ เช่นเรื่องเงื่อนไขการโหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นอกจากจะต้องได้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาแล้ว เสียงเห็นชอบดังกล่าวยังต้องมีเสียง สว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ร่างรัฐธรรมนูญถึงจะผ่านรัฐสภา ก่อนส่งไปให้ประชาชนลงประชามติ

 ซึ่งผมคิดว่าเงื่อนไขต้องได้เสียง สว.เห็นชอบ 1 ใน 3 ก็น่าจะดำรงอยู่ ถ้าหากว่าไม่มีอะไรผิดพลาด และคิดว่าเสียงสนับสนุนน่าจะท่วมท้นมากกว่าสภาชุดที่แล้วด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ เรื่องเงื่อนไขการเลือกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในร่างแก้ไข รธน.ของคณะกรรมาธิการที่ค้างการพิจารณาอยู่ ที่ใช้สูตรที่เรียกกันว่า 20 หยิบ 1 (สูตรคัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยกำหนดให้สมาชิกสมาชิกรัฐสภา คือ สส.และ สว.รวมกลุ่มกันได้ 20 คน เพื่อมีสิทธิ์เลือกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ 1 คน)  ซึ่งมีการคิดกันว่าจะเป็นสูตรที่ออกมาเพื่อแก้ทาง เพราะว่าเดิมทีเดียววิธีการได้มาซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เดิมทีเดียวมีคนเสนอว่าให้เลือกทางอ้อมได้หรือไม่ จะด้วยวิธีการอย่างไรก็แล้วแต่ ซึ่งพรรคประชาชนรวมถึงพรรคเพื่อไทยก็เคยเสนอแนวทางให้เลือกทางอ้อม จากนั้นพอได้รายชื่อมาก็ค่อยส่งให้รัฐสภาลงมติเลือก แต่ก็มีอยู่ชุดหนึ่งที่บอกว่า ให้มติของรัฐสภาเป็นคนเลือก ซึ่งพอเลือกโดยมติรัฐสภาก็หมายถึง สส.และ สว.รวมกัน ซึ่งในช่วงตอนนั้นองค์ประกอบของเสียงสมาชิกรัฐสภายังดูสูสี ระหว่างกลุ่มที่ถูกเรียกรวมๆ ว่าเป็นน้ำเงินกับกลุ่มอื่นๆ  เสียงอาจจะดูสูสีกันอยู่ อาจเหลื่อมกันเพียงแค่สัดส่วน 1 คน หากมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน ก็ห่างกันแค่ 1 คน

ทำให้ตอนนั้นพรรคประชาชนโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอสูตร 20 หยิบ 1 ก็ดูเป็นฉันทามติ แม้จะมีบางพรรคการเมืองไม่เห็นด้วย แต่ว่าเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย

แต่พอมาตอนนี้ สูตรแก้ทางเพื่อป้องกันการโน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่งแบบเบ็ดเสร็จ พอมาตอนนี้สภาสัดส่วน ผมลองเช็กดู หากตัวเลข สส.ที่แต่ละพรรคการเมืองจะมีหลังการเลือกตั้ง ถ้าหลักการสูตร 20 หยิบ 1 เลือกกรรมการร่าง รธน. แปลว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยได้ สส. 193 คน โดยหากคิดตัวเลขแบบกลมๆ ก็ได้ประมาณได้ 10 คน จาก 35 คน และหากไปดู สว.เสียงข้างมากที่เป็นเอกภาพ จะมีประมาณ 160 เสียง ก็แปลว่าจะเลือกกรรมการร่างรธน.ตามสูตร 20 หยิบ 1 อีกประมาณ 8 คน รวมกันทั้งสองกลุ่ม (สส.ภูมิใจไทย-สว.) จะได้ประมาณ 18 คน ที่ถือว่าเป็นเสียงข้างมากในกรรมการร่างธรรมนูญ 35 คนไปเรียบร้อย โดยไม่ต้องพูดถึงกลุ่มอื่นๆ เช่นกลุ่มของพรรคกล้าธรรม ที่อาจจะได้ประมาณ 3 คน จากจำนวน สส.ที่พรรคจะมีประมาณ 58 คน และอาจมี สส.พรรคเล็กที่มาสนับสนุนกล้าธรรมสมมุติอีกสักประมาณ 2 คน ก็ทำให้จะได้เลือกกรรมการร่าง รธน. 3 คน ส่วนพรรคอื่นๆ เช่น พรรคประชาชน เพื่อไทย และพรรคที่เหลือ เป็นเสียงข้างน้อยอยู่แล้วและยังกระจัดกระจายด้วยซ้ำไป ตรงนี้คือข้อกังวล

เมื่อถามย้ำว่า ก็คือเกรงว่าจะกลายเป็นสายสีน้ำเงินคุมทั้งหมด (ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) "เทวฤทธิ์ สว." กล่าวตอบว่า ใช่ครับ ดังนั้นผมคิดว่าถ้าหากว่าไม่ว่าจะเป็นกรณีที่พรรคฝ่ายรัฐบาลจะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสนอเข้ารัฐสภาหรือจะเดินหน้าต่อ (ยืนยันการพิจารณาร่างเดิมที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภา) ก็ต้องมีเงื่อนไขให้ประชาชน ที่แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ที่ผมก็ยังเห็นว่าพยายามอีกสักนิดก็ได้ เพราะผมอาจจะตีความต่างจากสมาชิกรัฐสภาคนอื่น แต่ว่าไม่เป็นไรเมื่อไม่สามารถยันการเลือกโดยตรงได้ ก็หาวิธีการเลือกโดยอ้อม โดยกลับไปฟื้นหลักที่ให้มีแคนดิเดต แล้วให้ประชาชน เลือกในระดับพื้นที่มาก่อน จากนั้นส่งชื่อมาให้รัฐสภาเลือกจากชื่อที่ประชาชนเลือกมา ที่ก็เป็นการเลือกโดยอ้อม คิดว่าแนวทางนี้จะลดความหวาดระแวงหรือความไม่ไว้วางใจของประชาชนได้

เพราะว่าสภาพการณ์เหล่านี้มองมาจากข้างนอกรัฐสภา ก็เห็นแล้วว่าทั้งสองฝั่งคือสภาบนและสภาล่าง มีแนวโน้มว่าจะไปในทางสีน้ำเงินเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผมคิดว่า พอประชาชนรู้สึกอย่างนั้นแล้วยังยืนยันหลักแบบนี้ ที่โอกาสที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะมีโอกาสที่จะเป็นกรรมการสีน้ำเงินอีก คิดว่าโอกาสที่จะไปผ่านประชามติก็จะยาก เพราะว่ามันเกิดความไม่ไว้วางใจ และยังไม่รวมถึงว่าประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มน้ำเงิน เขาจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่กระบวนการของเขาหรือเปล่า ซึ่งพอเขารู้สึกว่าไม่ใช่กระบวนการของเขาก็อาจจะเลือกที่จะไม่เข้าร่วม พอไม่เข้าร่วมก็ทำให้ท้ายที่สุด พอไปทำประชามติก็อาจจะไม่ผ่านในตอนสุดท้ายด้วยก็ได้ อันนี้ก็เป็นปัญหา

...ยังไม่รวมถึงเรื่องของการที่ว่า หากดูจากร่องรอยของสภาชุดที่แล้ว เขายังมีเงื่อนไขให้การผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องได้เสียง สว. 1 ใน 3 ด้วย ซึ่ง สว. 1 ใน 3 คนข้างนอกอาจจะมองว่าอาจจะเป็นแค่ 67 คน อาจจะเป็น สว.เสียงข้างน้อย แต่ต้องบอกว่าเสียงข้างมากเขามี 140 ถึง 160 เท่ากับว่าเขามีเกิน 2 ใน 3 ดังนั้นโดยข้อเท็จจริงแล้ว สว. 1 ใน 3 ก็คือ สว.เสียงข้างมาก เวลาที่มีเงื่อนไขดังกล่าวเป็นเหมือนคอขวดก่อนที่จะไปให้ประชาชนลงประชามติ คนร่าง รธน.เองต่อให้ไม่มีสมมุติฐานว่าเป็นสีน้ำเงินอย่างไรก็แล้วแต่ ทว่าคนร่าง รธน.เองหากพูดให้ดูตลกหน่อย ก็คือเอารูปของบรรดา สว.ตัวตึงทั้งหลายมาตั้งไว้เวลาร่าง รธน.ด้วยว่า ถ้าร่าง รธน.ออกมาแบบนี้จะผ่านเสียง สว.หรือไม่ ถ้าไปแตะอำนาจของ สว.อะไรต่างๆ เข้าก็อาจจะไม่ผ่านเงื่อนไข ต้องได้เสียง สว.เห็นชอบ 1 ใน 3 พอมีเงื่อนไขของการผ่านหรือไม่ผ่าน ที่ต้องได้เสียง สว.1 ใน 3 มันก็จะมีผลต่อเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญด้วย

ผมอยากเรียกร้องสำหรับ สว.ที่กังวลในหลายเรื่อง แล้วอยากคงไว้ซึ่งเงื่อนไขต้องได้เสียง สว.เห็นชอบ 1 ใน 3 เพิ่มเติมตอนที่มีการพิจารณาในรัฐสภาสมัยที่ผ่านมา ก็อยากจะให้คิดในลักษณะดังกล่าวด้วย ว่าท้ายสุดแล้วมันจะสร้างความไม่ไว้วางใจต่อประชาชน   

คำแถลงนโยบายรับาล ต้องมีโรดแมปเรื่อง รธน.ให้ชัด

เมื่อถามย้ำว่า มองว่าแนวทางระหว่างให้แต่ละพรรคการเมืองเสนอร่างแก้ไข รธน.เข้ามาใหม่เริ่มต้นใหม่ กับการยืนยันร่างที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภาอยู่ให้กลับมาพิจารณาใหม่ แนวทางไหนดีกว่ากัน "เทวฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา" กล่าวตอบว่า คิดว่าร่างเดิมสามารถเอามาทบทวนได้ มันมีร่องรอยของกระบวนการอื่น ที่ไม่ได้หมายความว่าลงมติรับวาระ 2 ไปแล้วบางมาตราแล้วมันจะไม่สามารถทบทวนได้ ผมคิดว่าเมื่อเกิดสภาใหม่ เริ่มกระบวนการพิจารณาแตะรายมาตราใหม่ ทบทวนใหม่ แต่ท้ายที่สุดแล้วผมยังคิดว่าไม่ว่าจะตั้งต้นใหม่ หรือพิจารณาร่างเดิม แต่อย่างน้อยควรมีกลไกที่เกาะเกี่ยวกับประชาชน คือแม้เลือกกรรมการร่าง รธน.โดยตรงไม่ได้ ก็เลือกโดยอ้อมก็ยังดี เพราะอย่างน้อยที่สุดประชาชนคือผู้คัดสรรคนมาจำนวนหนึ่ง ต่อให้ปลายทางจะใช้สูตร 20 หยิบ 1 หรือจะใช้มติที่ประชุมเสียงข้างมากของรัฐสภาเลือก แต่จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ผ่านมือของประชาชนที่เขาเลือกเข้าไป ผมคิดว่าแนวทางนี้จะดีกว่า

และอีกอย่างหนึ่งที่ก็ต้องฝากรัฐบาลว่าควรต้องมี ประเด็นเรื่องนี้ (รัฐธรรมนูญ) ในการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ว่ารัฐบาลจะมีโรดแมปอย่างไรในการจะผลักดันเรื่องนี้ เพราะว่าได้รับอาณัติจากประชาชนผ่านการทำประชามติมาแล้ว

"เทวฤทธิ์" กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามหากไปทางสุดเลย ผมยังยืนยันว่าแม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐสภาจะเป็นผู้ริเริ่ม หรือแสดงความต้องการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรงได้ แปลว่าตรงนี้ผมคิดว่ารัฐสภาสามารถแสดงความริเริ่มได้ แต่คนที่จะให้คำตอบว่าให้ได้หรือไม่ได้ ก็คือผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ก็คือประชาชนผ่านการทำประชามติ หากไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในย่อหน้าเดียวกัน ก็คืออธิบายว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่มีตรงไหนที่บอกว่าเปิดอนุญาตให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็เลยวินิจฉัยว่าตรงนี้ แม้ว่าไม่มีแต่ก็ใช้กลไกในการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 256 เพื่อเปิดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยที่รัฐสภาแสดงเจตนารมณ์หรือความต้องการเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านกระบวนการแก้ตรงนี้ และคนที่จะให้คำตอบสุดท้ายก็คือ การทำประชามติถามประชาชนในฐานะผู้ที่ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้นอันนี้ถ้าล้อไปกับประโยคเดียวกัน ที่เราติดว่าแต่ละสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง รธน.ได้โดยตรง ซึ่งจริงอยู่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง แต่รัฐสภาแสดงความต้องการหรือริเริ่มให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง โดยที่ไปทำประชามติถามประชาชนว่าตัวเขาอยากจะเลือกผู้ร่าง รธน.โดยตรงหรือไม่ แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่กังวลว่าเกรงจะมีคนไปร้อง โดยหากเกรงจะมีคนไปร้อง ก็มีออปชันที่ประนีประนอม คือเลือกโดยอ้อม  ที่ก็มีสูตรเช่น ก่อนหน้านี้มีสูตรของพรรคประชาชน ที่ให้มีกรรมการร่าง รธน.กับกรรมการที่ปรึกษา ที่ให้มีกระบวนการที่ผ่านการเลือกของประชาชน โดยในระดับประเทศก็ให้ประชาชนเลือกผ่านบัญชีรายชื่อ จากนั้นส่งชื่อให้รัฐสภาเลือกอีกครั้งหนึ่ง

คิดว่ารูปแบบดังกล่าวยังเป็นกลไกหนึ่งในการเลือกโดยอ้อม ซึ่งหากแต่ละคนที่ถูกเลือกมาแสดงจุดยืนที่จะปรากฏในเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ แล้วแนวโน้มสัดส่วนสมาชิกรัฐสภาที่เรากังวลว่าเสียงข้างมากแบบเข้มข้นเลยค่อนข้างไปทางสีน้ำเงิน ก็คงไม่กล้าที่จะฝืนว่าถ้าชื่อผ่านมาถึงรัฐสภา คุณจะเลือกแต่คนที่มีแนวคิดแบบในทางใดทางหนึ่งไปเสียทั้งหมด ผมคิดว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะถ้าเลือกแบบนั้นมันยิ่งชัดเจนว่าท้ายที่สุด คุณเลือกแต่คนที่คุณโอเค แล้วก็จะมีการร่าง รธน.ออกมาในภาวะที่ประชาชน ซึ่งติดตามอยู่จะเห็นว่าตัวกรรมการร่าง รธน.มีแนวโน้มไปในทางใดทางหนึ่ง ทำให้โอกาสที่พอร่าง รธน.ฉบับใหม่ออกมาเสร็จ การลงประชามติเนื้อหาในร่าง รธน.ก็อาจจะไม่ผ่าน คือท้ายที่สุดแล้วประชาชนก็ต้องเลือกว่าจะอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 คือไม่ผ่านประชามติ แล้วก็อยู่กับรัฐธรรมนูญปี 2560 ไปก่อน หรือว่าอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เขาเองก็กังวลว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน ตรงนี้ก็เป็นข้อกังวลที่อยู่ในภาวะ dilemma กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนกัน

ดังนั้นเพื่อลดทอนภาวะแบบนี้ คิดว่าก็เป็นภาระที่รัฐบาลและรัฐสภาใหม่จะช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชนทุกคน ดังนั้นกระบวนการหลังจากนี้ต้องทำให้เป็นกระบวนการของทุกคน ไม่ใช่กระบวนการของฝ่ายที่ชนะการทำประชามติ แต่มันควรจะเป็นกระบวนการที่ต้องทำพื้นที่ให้ทุกคนรู้สึกว่ามีส่วนร่วม โดยเริ่มต้นจากการได้มาซึ่งคนที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถที่จะเลือกเบื้องต้นได้ หรือคัดกรองเบื้องต้นได้ ก่อนที่จะให้รัฐสภาเลือก หากไม่กล้าที่จะให้เลือกได้โดยตรง

ถามย้ำว่า มีโอกาสที่จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในยุครัฐสภาชุดใหม่ ที่จะมีการเปิดสมัยประชุมในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่ "เทวฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา" ให้ความเห็นว่า คิดว่าได้ เพราะดูจากที่ฝ่ายรัฐบาลได้เสียง สส.มาในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ได้เสียงหลังเลือกตั้งเข้ามา ทำให้จะเป็นรัฐบาลใหม่ที่จะไร้รอยต่อทั้งในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา ก็น่าจะสื่อสารกันได้ และยังไม่รวมถึงกลไกที่เป็นอุปสรรคหลายๆ ครั้ง อย่างองค์กรอิสระที่จะต้องผ่าน สว. (การให้ สว.เห็นชอบรายชื่อ) ดังนั้นถ้าหากว่ามีกระบวนการอะไรร้องไป คิดว่าภายใต้การที่มีคนถือธงนำแแบบนี้ รัฐบาลแบบนี้ สภาแบบนี้ องค์กรอิสระก็น่าจะค้านกระบวนการยากเมื่อไปเทียบกับก่อนหน้านี้ คิดว่าน่าจะเห็นพ้องไปในทางเดียวกัน แต่คำถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีเนื้อหาอะไรที่ใหม่หรือไม่ ก็เป็นโจทย์แล้วว่าใหม่แบบมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่

"เทวฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา" ย้ำว่า หลังการทำประชามติกระบวนการต่างๆ ยังไม่จบ เพราะยังมีกระบวนการที่ต้องให้ประชาชนเห็นชอบในเรื่องของวิธีการ เห็นชอบเนื้อหาสาระ ซึ่งไม่ใช่แค่เห็นชอบอย่างเดียว แต่ยังเรียกร้องให้ประชาชนที่หากอยากจะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นอะไรที่อยากจะให้เป็นกติกาที่เราจะอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่บางคนอาจรู้สึกว่ามันหายไป หรือตอนนี้มีเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ตัวอย่างเช่นเศรษฐกิจที่เกิดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องของแรงงานที่เขามีแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งตอนยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี 2559 ยังไม่มี เลยทำให้รัฐธรรมนูญอาจยังเขียนไม่ครอบคลุม ไม่มีกลไกในการที่ครอบคลุมรูปแบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่มันเป็นพลังสำคัญของสังคมปัจจุบัน จะทำยังไงให้คนเหล่านี้ ประเด็นเหล่านี้ถูกคุ้มครองด้วยนอกจากอยู่ในกฎหมายย่อย แต่ให้อยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย ก็ควรจะมีการเสนอความเห็นกันมา ภาคประชาชนหลายส่วนก็มีร่างรัฐธรรมนูญในใจของตัวเอง ที่ก็ควรต้องสร้างพื้นที่กันพูดคุยถกเถียงกัน

เราอาจจะมีทั้งคนที่อยากจะให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ก็มีบางคนบอกว่าแก้รายมาตรา บางคนบอกว่าอยากสงวนข้อดีของรัฐธรรมนูญปี 2560 ไว้ เช่นเรื่องกระบวนการป้องกันการทุจริต ซึ่งการทำประชามติไม่ใช่การหาคนที่ชนะหรือคนแพ้ แต่เป็นการหากติกาที่จะอยู่ร่วมกัน อะไรที่เห็นว่าเป็นค่ากลางของการอยู่ร่วมกันได้  เป็นพื้นที่กลางของการอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าคุณจะสังกัดฝ่ายใด สนับสนุนพรรคใด หรือมีอุดมการณ์แบบไหน ตรงนี้จะเป็นพื้นที่ตรงกลางที่เป็นข้อตกลงร่วมกันที่สามารถกลั่นกรองมาเป็นตัวรัฐธรรมนูญที่จะเป็นกติการร่วมกันได้.

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฏฐ์ ชี้คำคัดค้านของ 'สส.วาโย' น้ำหนักเบา ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ กรณี "วาโย" ปชน. เล็งยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาให้ใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น ปมแก่ไขมาตรา 112 กระทบพระมหากษัตริย์-ความรู้สึกประชาชน เป็นเรื่องร้ายแรง

สปิริตแรงกล้า! 'ชวน' ยังป่วยอยู่รพ. ออกมาบรรยายให้ข้อคิด สส.ชุดใหม่ อย่าเริ่มต้นการเมืองด้วยเงิน

"ชวน หลีกภัย" ป่วยติดเชื้อ ถอดสายน้ำเกลือออกจากรพ. เข้าบรรยายพิเศษรับ สส.ใหม่ เตือน อย่าเริ่มต้นการเมืองด้วยเงิน หวั่น เกิดวงจรอุบาทว์ ขอ ยึดประโยชน์ ปชช.เหนือผลประโยชน์การเมือง ลั่น หาก รธน.ดี แต่คนไม่ดี กฎหมายก็มีปัญหา