
หากไปตีความในเชิงที่ไม่เป็นโมฆะ มองว่ามันขัดต่อหลักการหลายอย่าง เช่นหลักการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหัวใจของศาลรัฐธรรมนูญจะถูกทำลายลง รวมถึงหลักการปกครองโดยรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย ก็จะขาดที่พึ่งในการปกป้องรัฐธรรมนูญ และจะมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญให้ต่างไปจากลายลักษณ์อักษรหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้....ศาลรัฐธรรมนูญต้องตัดสินไปตามหลัก ตามเจตนารมณ์ เพราะไม่เช่นนั้น ความชอบธรรมในตัวรัฐธรรมนูญจะถูกทำลายลง โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอง ตรงนี้อันตรายมาก
มติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้วินิจฉัยกรณีการจัดเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 85 หรือไม่ กรณีมีการจัดพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.
ผลจากมติที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นคดีร้อนทางการเมือง ที่คนทั้งประเทศต่างจับตาว่าผลการวินิจฉัยของศาล รธน.จะออกมาอย่างไร จะถึงขั้นวินิจฉัยให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ จนทำให้ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนกันใหม่หรือไม่ ซึ่งไทยโพสต์จะเกาะติดมารายงานความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว ตลอดจนความเห็นและมุมมองจากฝ่ายต่างๆ ต่อคดีดังกล่าว
ไทยโพสต์ สัมภาษณ์พิเศษ "นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ซึ่งรับราชการเป็นข้าราชการตุลาการ ผู้พิพากษามาถึง 31 ปี โดยปัจจุบันเป็นนักวิชาการ นักกฎหมายอิสระ" เพื่อพูดคุยถึงมุมมองต่อคำร้องคดีดังกล่าว
“สุโรจน์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์" กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้วินิจฉัย ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเมื่อมีการกล่าวหาว่ามีการละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยองค์กรอิสระ คือคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เมื่อมีการกล่าวหาลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งมาไว้พิจารณา เพราะเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งกระบวนการต่างๆ จนเกิดคำร้องเกิดขึ้น ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลจากผู้ตรวจการแผ่นดินมาแล้ว
ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ ต้องยึดหลักการทางรัฐธรรมนูญ 3 หลักสำคัญ หากมีการร้องว่าองค์กรอิสระมีการละเมิดรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย หลักการแรก หลักความเป็นกฎหมายสูงสุด สอง-หลักการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และหลักการที่สาม-หลักการตรวจสอบและใช้อำนาจถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ
...ทั้ง 3 หลักการดังกล่าวคือกำแพงและหลักที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องยืนให้ได้ ซึ่งวันนี้ผมเข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญ ยืนบนหลักการนี้ได้แล้ว เพราะอย่างหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดและหลักการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เมื่อตอนนี้มีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญละเมิดรัฐธรรมนูญ จึงเป็นหน้าที่โดยตรง เช่นเดียวกับหลักการถ่วงดุลตรวจสอบ ซึ่งก่อนหน้าที่ศาลจะมีมติรับคำร้องไว้วินิจฉัย ผมเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณา เพราะว่ากระบวนการที่เกิดเป็นคำร้องดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผมยกตัวอย่าง "คดีอาญา" ตัวผู้เสียหายจะเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง หรือจะไปแจ้งความต่อตำรวจก็ได้ โดยหากผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดี กระบวนการก็จะต้องผ่านการพิจารณาโดยองค์กรของรัฐตามลำดับ คือพนักงานสอบสวน อัยการ ซึ่งพออัยการฟ้องคดีอาญาต่อศาล ทางศาลต้องรับคดีไว้ถูกหรือไม่ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินที่เป็นองค์กรอิสระก็เฉกเช่นเดียวกัน
เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าศาลต้องรับคำร้อง เพราะว่าได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐแล้ว และยังมีสถานะเป็นองค์กรอิสระ ทำให้โอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่างคดีอาญา หากผู้เสียหายคือประชาชนฟ้องคดีเองต่อศาล ทางศาลจะมีการไต่สวนมูลฟ้องก่อนว่าคำฟ้องมีมูลหรือไม่ ที่ก็เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ หากเป็นผู้ร้องที่เป็นประชาชนทั่วไปยื่นคำร้อง ทางศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่รับคำร้องไว้พิจารณาก็ได้
เหมือนเช่นก่อนหน้านี้ในการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 11 มีนาคม ที่มีบุคคลไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ (คดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยร้องว่ากระบวนการเลือก สว.ไม่เป็นความลับ) ที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้ผ่านองค์กรของรัฐธรรมนูญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาจึงถูกต้องแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นด้วยกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 3 เสียงที่ลงมติไม่ให้รับคำร้อง ซึ่งท่านให้เหตุผลว่าเป็นการใช้อำนาจของ กกต.ตามกฎหมาย ตรงนี้ไม่ได้ ในความเห็นผม คือเท่ากับว่าตุลาการทั้ง 3 ท่าน มองว่าตรงนี้ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการใช้อำนาจของ กกต.เอง ซึ่งจุดนี้ผมเห็นแตกต่าง
...คือผมเห็นว่าบัตรเลือกตั้งการลงคะแนนเสียง การออกเสียงมันต้องโดยตรงและลับ เพราะฉะนั้นเมื่อบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งทั้งสองระบบ มันส่อไปในทางทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ มันไม่ใช่อำนาจของ กกต. แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวที่เกิดขึ้นมาเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจของ กกต.อย่างเดียว
"สุโรจน์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์" กล่าวต่อไปว่า การใช้อำนาจของ กกต.ที่ไปรับรองผลการเลือกตั้ง สส.หลังการเลือกตั้งผ่านไปเพียง 17 วัน ทั้ง ๆ ที่ กกต.มีระยะเวลาในการพิจารณาถึง 60 วันนับจากวันเลือกตั้ง (8 ก.พ. 2569) ที่ก็คือสามารถพิจารณาได้จนถึงวันสุดท้ายคือ 9 เมษายน 2569 การที่ กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ทำให้กระบวนการต่างๆ ทางกฎหมายตามมา เช่นการรายงานตัวของ สส.ที่ กกต.รับรอง, การเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร
...หากกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ ที่ยกมาเทียบเคียงได้ ก็คือกรณีที่เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษให้มีการปิดประชุมสภา เพื่อไม่ให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับการที่จะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือเบรกซิต (Brexit) จนเกิดเป็นคดีขึ้นไปถึงศาลฎีกาของสหราชอาณาจักร เพื่อพิจารณาว่าการที่นายกฯ สั่งปิดประชุมสภามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
ซึ่งกรณีดังกล่าวเทียบเคียงกันได้ เพราะมีการสั่งให้ปิดประชุมสภาก่อนระยะเวลาที่มีการกำหนดไว้ เพราะจริงๆ แล้วจะต้องประชุมสภาไปจนถึงการอภิปรายเรื่องที่อังกฤษ จะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่มีการแย่งปิดประชุมเสียก่อนเพื่อไม่ให้มีการอภิปรายและลงมติ และต่อมาศาลฎีกาของสหราชอาณาจักรวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าว เป็นการทำลายหรือขัดขวางความสามารถของรัฐสภาในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
...โดยเมื่อนำมาเทียบเคียงกัน กรณีของ กกต. การรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต.หลังจากการเลือกตั้งผ่านไป 17 วัน ทั้งที่ กกต.มีระยะเวลารับรองถึงวันที่ 9 เมษายน ผมเห็นว่า กกต.ใช้อำนาจเพื่อขัดขวางการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือผู้ตรวจการแผ่นดินหรือศาลรัฐธรรมนูญ
การที่ กกต.เร่งรีบรับรองผลการเลือกตั้ง มันส่อไปในทางที่หมิ่นเหม่รัฐธรรมนูญ หาก กกต.ใช้ระยะเวลาตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ คือรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรค 4 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. กกต.จะรับรองผลการเลือกตั้งได้จนถึงวันสุดท้าย 9 เมษายน 2569 โดยหาก กกต.ใช้เงื่อนเวลาดังกล่าว ปัญหามันก็ไม่เกิด เพราะเท่ากับว่า กกต.ต้องรอ เนื่องจากก่อนที่ กกต.จะรับรองผลการเลือกตั้ง กกต.ได้รับแจ้งจากผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วว่าให้ส่งเอกสารชี้แจงกลับมา (เอกสารชี้แจงกรณีบัตรเลือกตั้ง มาให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน) แต่ กกต.กลับมารับรองผลการเลือกตั้ง สส.เสียก่อน
เพราะฉะนั้นตรงนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นจาก กกต. เพราะว่ากระบวนการตรงนี้มันเทียบเคียงได้ กับการที่ขัดขวางความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือศาลรัฐธรรมนูญ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ผมมองว่ามันค่อนข้างร้ายแรง เพราะว่า กกต.รู้หมดว่าตัวเองมีระยะเวลาแค่ไหน แต่ทำไม กกต.เร่งรีบในการรับรอง สส. เพราะหากให้เป็นไปตามเงื่อนเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ปัญหามันก็ไม่เกิด
-ที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่ามีเสียงวิจารณ์กันว่า ศาลรัฐธรรมนูญเวลาวินิจฉัยคดีบางคดีก็อาจอิงหลักรัฐศาสตร์มากกว่าหลักนิติศาสตร์ มองว่าคำร้องคดีดังกล่าวนี้ หากสุดท้ายศาลใช้หลักรัฐศาสตร์ไปตีความรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการลงคะแนนให้เป็นความลับ โดยวินิจฉัยแบบกว้าง และเขียนคำวินิจฉัยว่าแม้มีบาร์โค้ดแต่ยังเป็นความลับอยู่ด้วยเหตุผลต่างๆ มองว่าหากตีความแบบดังกล่าวจะมีปัญหาอะไรหรือไม่?
ในความเห็นของผมมองว่า เราต้องยึดตามรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ศาลรัฐธรรมนูญจะมองปัญหาคำว่า "ลับ" อย่างไร ซึ่งความเห็นส่วนตัวผมมองว่าจะไปใช้หลักรัฐศาสตร์ไม่ได้ ต้องใช้นิติศาสตร์ล้วนๆ
เพราะหลักรัฐศาสตร์มันเข้ามาเกี่ยวข้องได้ เพราะมันมีการดำเนินการทางกฎหมายไปหลายอย่างแล้วหลังจากที่ กกต.รับรอง มันเหมือนว่าสภาวะทางรัฐศาสตร์ไปกดดันความคิดของศาลรัฐธรรมนูญถูกหรือไม่
ความคิดเห็นของผมส่วนตัว ทางศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญต้องยืนยันในหลักการตามรัฐธรรมนูญ แล้วให้เป็นบทเรียนกับสังคม ให้เป็นบทเรียนกับองค์กรทั้งหมดว่า ต่อไปนี้รัฐธรรมนูญมีความสำคัญ จึงเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องยืนยันหลักการที่ถูกต้อง ผมมีความเห็นว่าคำว่า "ลับ" สามารถจะรู้ได้โดยสามัญสำนึก ที่รู้แจ้งว่ามัน "ลับ" หรือ "ไม่ลับ" โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการพิสูจน์เป็นประการสำคัญ

อย่างประสบการณ์ผมโดยตรง (สมัยเป็นผู้พิพากษา) เวลามีการอำพรางศพ ก็มีการสืบจากวัสดุที่ใช้ห่อหุ้มศพ เขาดูบาร์โค้ดของกล่องที่มีการนำมาอำพรางศพ เขาสามารถสืบไปถึงต้นตอได้ว่า กล่องดังกล่าวบรรจุตู้เย็นซื้อมาจากร้านไหน มันสืบได้หมด ซึ่งผมเห็นว่าคำว่า "ลับ” เราต้องตีความอย่างเคร่งครัด ไม่ให้เกิดช่องว่าง เพราะถ้าเราปล่อยปละละเลยประเด็นตรงนี้ไป แม้ว่าจะมีการปรับตัวที่จะไม่ทำอีก แต่ผมเห็นว่ามันมีการละเมิดรัฐธรรมนูญแล้วตั้งแต่มีการเลือกตั้ง
ดังนั้น เมื่อมีการละเมิดไปแล้วเท่ากับว่ารัฐธรรมนูญถูกละเมิดโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเอง หากศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตระหนักถึงตรงนี้ ผมเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญก็อาจเสียหลักการอะไรหลายอย่างไป เช่นระบบพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหัวใจของศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้ถูกตำหนิได้ว่า ทำไมศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่โดยตรงจึงไม่ปกปักรักษารัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ผมมองว่าหากผลคำวินิจฉัยออกมาว่า ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ คิดว่ามันเป็นการสร้างมาตรฐานในทางประชาธิปไตย ที่เราใช้ระบบการปกครองโดยรัฐธรรมนูญ มันเป็นการสร้างมาตรฐานที่ดี จะทำให้เกิดจารีตที่ทุกคนต้องคำนึงถึงรัฐธรรมนูญในทุกๆ เรื่องถ้าเกี่ยวกับเรื่องการเมือง
"โดยหากสมมุติศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยไปในทางที่เป็นโมฆะ ผมคิดว่าผลเสียจะมีมากกว่าทั้งตัวศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งด้านความน่าเชื่อถือ และระบบกฎหมายก็เสียไปด้วย เพราะว่ามันขัดต่อหลักกฎหมายอย่างแน่นอน"
เพราะคำว่า "ลับ" จะเห็นได้ว่าสมัยก่อนไม่เคยมีปัญหา กาในบัตรเสร็จ มันก็ไม่มีบาร์โค้ดอะไรในบัตร มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อมันมีบาร์โค้ดขึ้นมาที่ตรวจสอบได้ มันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นข้อเท็จจริงที่มันกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งในแง่ของรูปธรรมและนามธรรม
ส่วนประเด็นที่ว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่การเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะบาร์โค้ด ผมเห็นด้วย แต่ผมเชื่อว่าในประเทศนั้นคงไม่มีระบบบาร์โค้ดเหมือนบ้านเรา คือถ้าการเลือกตั้งโดยใช้ระบบบาร์โค้ดแบบในประเทศเราไปใช้ในอเมริกา อังกฤษ หรือในประเทศที่เขามีอารยะทางประชาธิปไตย ก็เชื่อว่าถึงมือศาลรัฐธรรมนูญประเทศนั้นแน่ และเขาก็ต้องวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะเพราะกระทบสิทธิเขา ผมเชื่อว่าในต่างประเทศมันไม่มีระบบบาร์โค้ดการเลือกตั้งแบบบ้านเรา ที่ว่ามีการตรวจสอบอย่างนี้ เพราะฉะนั้นที่ยกมาบอกว่าไม่มีประเทศใดในโลกที่การเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะบาร์โค้ด ใช่ครับ แต่ระบบเขาไม่ใช่มีบาร์โค้ดเหมือนบ้านเรา มันรัดกุมกว่า คือตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้ แต่การเลือกตั้งบ้านเรามันตรวจสอบย้อนไปได้
ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งของเราเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หากไปอยู่ในที่ใดของโลก ในประเทศที่เจริญแล้ว ผมเชื่อว่าเมื่อถึงมือศาลรัฐธรรมนูญในประเทศนั้นก็ต้องวินิจฉัยเป็นโมฆะ
-ตอนนี้มีการวิเคราะห์รูปคดีของศาลรัฐธรรมนูญออกมา บางส่วนมองว่าหากสุดท้ายเห็นว่าไม่เป็นความลับ แล้วต้องจัดการลงคะแนนเสียงใหม่ แต่อาจให้ทำเฉพาะการเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ เพราะบาร์โค้ดอาจตรวจสอบการลงคะแนนได้ แต่ไม่ต้องเลือกตั้ง สส.เขต เพราะระบบคิวอาร์โค้ดตรวจสอบได้ยากกว่า ยังจะเป็นความลับอยู่?
ผมมองแบบนี้ว่า ถ้อยคำในรัฐธรรมนูญใช้คำว่า "และ" เขาเรียกว่ามีบัตรเลือกตั้งทั้งแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ซึ่งถ้อยคำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรค 1 กับ 85 วรรค 1 ใช้คำว่า "และ" ซึ่งและหมายความว่าต้องทำพร้อมกัน และอีกอย่างหนึ่งพอเป็นโมฆะแล้วมันแยกส่วนไม่ได้ ในมุมมองผมมันแยกส่วนไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นแหล่งที่มาของอำนาจรัฐจึงแยกส่วนไม่ได้ มันต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว มันต้องเกิดจากฐานอันเดียวกัน
เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ผมมีความเห็นว่า มันไม่สามารถจะแยกส่วนได้ว่า คิวอาร์โค้ดตรวจสอบได้ยากกว่า การเลือกตั้งสมบูรณ์ แต่บาร์โค้ดตรวจสอบได้ง่ายกว่า แล้วเป็นโมฆะ ตรงนี้ไม่ใช่
มุมมองของผมมองว่ามันแยกส่วนไม่ได้ เมื่อเป็นโมฆะแล้วมันต้องเป็นโมฆะทั้งหมด เพราะว่ามันต้องมาจากฐานความเป็นอันหนึ่งอันเดียว เพราะสิ่งนี้คือกระบวนการเข้าสู่อำนาจรัฐที่แสดงถึงรากฐานที่มาของความเป็นหนึ่งเดียว จึงแยกส่วนไม่ได้ ก็ต้องเลือกตั้งกันใหม่ทั้งหมด ทั้งระบบแบ่งเขตและระบบบัญชีรายชื่อต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด จะไปแยกอย่างนั้นไม่ได้
ส่วนที่มีการมองว่าหากต้องเลือกตั้งใหม่หมดเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณประเทศ แน่นอนที่สุดงบประมาณมาจากภาษีประชาชน ซึ่งประชาชนชำระภาษีเพื่อให้รัฐนำภาษีมาทำบริการสาธารณะ การเลือกตั้งเป็นการบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง ที่กระทำโดยรัฐเพื่อแสดงถึงอำนาจอธิปไตยของประชาชน
เพราะฉะนั้นผมมองว่าถ้าในแง่ของหลักการ เรื่องของงบประมาณมันต้องเป็นเรื่องรอง เราต้องยึดหลักการเป็นเรื่องใหญ่กว่า มองว่าเราจำเป็นจะต้องสร้างมาตรฐาน แม้ว่าเราจะสูญเสียงบประมาณไปก็ตาม แต่จะทำให้ทุกองค์กรระมัดระวัง มันจะเป็นมาตรฐานให้กับสังคมไทยว่าทุกอย่างต้องระมัดระวัง เพราะว่าภาษีประชาชนต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์มหาชน การเลือกตั้งใหม่ก็เป็นเพื่อประโยชน์มหาชนเหมือนกัน ตรงนี้เราจะมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ แม้ว่าในเรื่องงบประมาณที่เป็นเรื่องของตัวเงินก็ตาม แต่ว่าในเรื่องของหลักการ เรื่องของอุดมการณ์ เรื่องอุดมคติ ผมว่ามันยิ่งใหญ่กว่า
-หากสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีแล้ว ไม่สามารถอธิบายเหตุผลต่อประชาชนได้ เช่นวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ ยังเป็นความลับอยู่ หากศาลไม่สามารถอธิบายต่อประชาชนในคำวินิจฉัยกลางได้ ประชาชนบอกว่าคำวินิจฉัยฟังไม่ขึ้น ตรงนี้จะเกิดวิกฤตศรัทธาต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาหรือไม่?

มีแน่นอนครับ วิกฤตศรัทธาเกิดขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน เราต้องยอมรับว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่าน ผมอยากให้ทั้ง 9 ท่านยกระดับว่าท่านเปรียบเสมือนศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกา ที่สามารถยับยั้งอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ในบางเรื่อง กับการที่ไปออกนโยบายที่กระทบต่อประเทศอื่น ทางศาลฎีกาของสหรัฐฯ ก็ยับยั้งได้ในบางเรื่อง เช่นเรื่องมาตรการทางภาษี
เพราะฉะนั้นผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องยกระดับ เพราะที่ท่านเสียสละมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ท่านต้องเข้าใจเลยว่ามันเป็นปัญหาในเรื่องของโครงสร้างประเทศ เพราะฉะนั้นท่านจะวางหลักให้กับประเทศอย่างไร ผมคิดว่าท่านต้องวางหลักให้ดี หากท่านไปตีความในเชิงที่ไม่เป็นโมฆะ ผมมองว่ามันขัดต่อหลักการหลายอย่าง เช่นหลักการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหัวใจของศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกทำลายลง รวมถึงหลักการปกครองโดยรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย ก็จะขาดที่พึ่งในการปกป้องรัฐธรรมนูญ และจะมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญให้ต่างไปจากลายลักษณ์อักษร หรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งตรงนี้มันเป็นมาตรฐาน เพราะไม่อย่างนั้นเท่ากับว่า ต่อไปนี้อาจจะมีการละเมิดรัฐธรรมนูญได้ มีการเลี่ยงได้ หากมาตรฐานออกไปอย่างนั้น เท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังรองรับการเลี่ยงรัฐธรรมนูญ การไม่ใช้บังคับรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญแต่ละมาตรามีเจตนารมณ์ในตัวเอง ซึ่งศาลก็ต้องไปค้นว่าในช่วงการร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรค 1 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรค 1 ตอนที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ร่างมีเจตนารมณ์อย่างไร
ซึ่งเจตนารมณ์เป็นอย่างที่สังคมคิดอยู่แล้ว ว่ามันไม่ใช่ความลับหาก กกต.ให้ใช้วิธีการเลือกตั้งแบบที่ปรากฏ เมื่อปรากฏชัดอย่างนี้ศาลรัฐธรรมนูญต้องตัดสินไปตามหลัก ตามเจตนารมณ์ เพราะไม่เช่นนั้นความชอบธรรมในตัวรัฐธรรมนูญจะถูกทำลายลงโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอง ตรงนี้อันตรายมาก
-หากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในทางที่ไม่เป็นคุณกับผู้ถูกร้อง กกต.และเลขาธิการ กกต. ต้องแสดงความรับผิดชอบ?
ถูกต้อง ต้องลาออก เพราะเท่ากับว่าได้ละเมิดรัฐธรรมนูญ แม้ว่าไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว แต่โดยหลักความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญทุกคนต้องมี โดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หลักความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญต้องมี และต้องมีสูงกว่าประชาชนธรรมดา หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นนั้น ต้องลาออกเพราะว่าไปละเมิดกฎหมายสูงสุด
ผมไม่อยากให้สังคมมองว่า การละเมิดกฎหมายที่ร้ายแรงคือเฉพาะกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา เรื่องจำคุก แต่ว่าตอนนี้สังคมเราในยุคปัจจุบันต้องเคารพรัฐธรรมนูญด้วย เพราะว่าเป็นกติกาคนหมู่มาก กติกาของสังคม หลักความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญสังคมต้องมี ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ บางทีก็ลงโทษประชาชนที่ไม่เคารพหลักการ เช่นตัดสิทธิการเลือกตั้ง แต่ว่าพอตัวองค์กรรัฐธรรมนูญมีปัญหาละเมิดรัฐธรรมนูญเสียเอง กลับไม่มีบทลงโทษ ผมมองว่าเขา (กกต.) ต้องแสดงสปิริต คืออยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นเมืองนอกเขาคือลาออก อย่างที่ญี่ปุ่นกับการเลือกตั้งล่าสุดที่มีความคลาดเคลื่อน เขาก็ออกมาขอโทษประชาชนเพราะมีสปิริต ซึ่งบ้านเราไม่มีตรงนี้ มาตรฐานตรงนี้มันต้องเกิด ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลหลักที่จะสร้างมาตรฐานอะไรหลายอย่างให้กับสังคม ที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ.
โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ปมบัตรเลือกตั้ง ภาระพิสูจน์ตกที่ กกต. หากแจงชัด ศาลรธน.อาจงดไต่สวน
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ปมคดีบัตรเลือกตั้ง เป็นปัญหาข้อเท็จจริง หน้าที่ กกต.พิสูจน์ หากมีพยานหลักฐานเพียงพอเปิดช่องให้ ศาล รธน. งดไต่สวน กำหนดวันชี้ชะตาได้
'สมศักดิ์' หลุด 'สุริยะ' เหนียว! เพื่อไทยลงตัว 8 เก้าอี้ 5 ว่าการ 3 ช่วยว่าการ
รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย แจ้งว่า สำหรับการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในโควตาของพรรคเพื่อไทย หลังได้โควตาในการจัดตั้งมาทั้งหม
'แสวง' ยืนยันเลือกตั้งเป็นความลับ ชี้เรื่องดี ศาลรธน. รับวินิจฉัย
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงคดีบัตรเลือกตั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ รับคำร้องปมบาร์โค้ด-คิว
🔴 LIVE ‘ดร.อาทิตย์’ ปิดจบ! สหรัฐฯ แพ้ไม่ได้ อิหร่านแพ้ไม่เป็น ระเบิด..สงครามโลก | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
‘ดร.อาทิตย์’ ปิดจบ! สหรัฐฯ แพ้ไม่ได้ อิหร่านแพ้ไม่เป็น ระเบิด..สงครามโลก อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2569
รองเลขาฯกกต. ตีมึน จำไม่ได้ให้ความเห็นอะไรบ้าง คดีฮั้ว สว.
"แสวง" ยันกกต.ทำคดีฮั้วสว. ตั้งอนุฯ ชุด 36 ตามกฎหมาย ยังไร้ชงมติปล่อยผี 229 คน เข้ากกต.ใหญ่ ด้านรองเลขาฯ ตีมึน จำไม่ได้เคยให้ความเห็นอะไรไปบ้าง
🔴 LIVE งานหิน ‘อนุทิน เฟส 2’ ครม.ใหม่ยี้หรือเยี่ยม | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

