ดุลยภาพแห่งอำนาจในรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ ค.ศ. 1814: ว่าด้วยอำนาจของสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญ และพระราชสถานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ (ตอนที่ 2)

 

หัสนัย สุขเจริญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ ซึ่งตราขึ้น ณ เมืองเอดส์โวลล์ (Eidsvoll) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1814 และได้รับการปรับปรุงในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันเมื่อนอร์เวย์ต้องเข้าสู่สภาวะสหภาพทางการเมืองร่วมกับสวีเดน นับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้วางรากฐานทางกฎหมายในการสถาปนารัฐนอร์เวย์ในฐานะราชอาณาจักรที่มีเอกราชและแบ่งแยกมิได้ แม้ในความเป็นจริงนอร์เวย์จะต้องดำรงสถานะอยู่ภายใต้ประมุขร่วมองค์เดียวกันกับสวีเดนก็ตาม

ในแง่ปรัชญาการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากแนวคิดยุคแสงสว่างทางปัญญา (Enlightenment) โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน การจำกัดอำนาจรัฐ และหลักการแบ่งแยกอำนาจ  โดยความพยายามหลักของผู้ร่างรัฐธรรมนูญคือการสร้างดุลยภาพแห่งอำนาจระหว่างพระราชอำนาจฝ่ายบริหารของพระมหากษัตริย์ (สถาบันกษัตริย์สวีเดน) กับ อำนาจอธิปไตยของปวงชนที่แสดงออกผ่านรัฐสภา

 โครงสร้างเชิงสถาบันการเมืองและการแบ่งแยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 สามารถวิเคราะห์แยกส่วนประกอบและสายสัมพันธ์ทางอำนาจได้ดังนี้

  1. รัฐสภาสตอร์ธิง (Storthing) ในฐานะสถาบันผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ

รัฐสภาสตอร์ธิง (Storthing หรือ Storting) ดำรงสถานะเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและเป็นตัวแทนที่สะท้อนถึงอำนาจอธิปไตยของปวงชน (Popular Sovereignty) โดยตรง โครงสร้างภายในของสตอร์ธิงมีลักษณะโดดเด่นที่เรียกว่า ระบบสภาเดียวแบบปรับปรุง (Modified Unicameralism) ซึ่งเป็นระบบสภาเดียวที่กลไกภายในมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบสองสภา

กลไกเชิงโครงสร้างกำหนดให้สมาชิกทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งทั่วไปในคราวเดียว แต่เมื่อเปิดประชุมสภาครั้งแรก สมาชิกจะจัดสรรและแบ่งแยกกันเองออกเป็นสองส่วนภายใน ได้แก่ 1) โอเดลส์ธิง (Odelsthing) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 3 ใน 4 ของรัฐสภา ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “สภาล่าง” มีสิทธิขาดในการริเริ่มและออกกฎหมาย รวมถึงมีอำนาจไต่สวนและยื่นฟ้องร้องต่อศาลตุลาการรัฐธรรมนูญ 2) แลกธิง (Lagthing) ประกอบด้วยสมาชิก 1 ใน 4 ที่เหลือ ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “สภาสูง” มีภารกิจหลักในการตรวจสอบและกลั่นกรองร่างกฎหมายที่ส่งมาจากโอเดลส์ธิง

ในทางรัฐธรรมนูญ นอร์เวย์ยังคงถือเป็นระบบสภาเดียว เนื่องจากแลกธิงมีที่มาจากมติคัดเลือกภายในของสมาชิกสตอร์ธิงเอง มิได้แยกขาดจากกันในเชิงที่มา นอกจากนี้ แลกธิงไม่มีอำนาจยับยั้งเด็ดขาด โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 73 และ 76 กำหนดว่า หากแลกธิงปฏิเสธร่างกฎหมายจากโอเดลส์ธิงถึงสองครั้ง รัฐสภาสตอร์ธิงทั้งหมดจะต้องเปิดประชุมร่วมกันเป็นสภาเดียว (Joint Session) เพื่อลงมติชี้ขาด หากร่างกฎหมายได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 จะถือว่าผ่านความเห็นชอบและบังคับใช้เป็นกฎหมายทันที

ด้านขอบเขตหน้าที่ รัฐสภาสตอร์ธิงมีอำนาจอย่างกว้างขวาง ทั้งการตรากฎหมาย พิจารณาการแปลงสัญชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ อำนาจทางการเงิน (Power of the Purse) ในการจัดเก็บภาษีและจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ในการต่อรองคานอำนาจกับฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ โอเดลส์ธิงยังมีอำนาจยื่นฟ้องถอดถอน (Impeachment) รัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงที่ใช้อำนาจมิชอบ

ฐานความชอบธรรมของรัฐสภาสตอร์ธิงยังถูกเสริมสร้างด้วยสิทธิการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1814 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้กว้างขวางอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานของรัฐในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19 โดยสิทธินี้ครอบคลุมไปถึงชนชั้นชาวนาที่เป็นเจ้าของที่ดิน ส่งผลให้ประชากรชายชาวนอร์เวย์ในขณะนั้นมีสิทธิเลือกตั้งสูงถึงประมาณร้อยละ 45 การขยายฐานเสียงดังกล่าวกลายสภาพเป็นรากฐานของการตื่นตัวทางการเมืองของภาคประชาชน และเป็นป้อมปราการที่ทำให้สภาสามารถอ้างความชอบธรรมในการทัดทานอำนาจของพระมหากษัตริย์สวีเดนในเวลาต่อมา

  1. ฝ่ายตุลาการ (The Judiciary) และกลไกตุลาการรัฐธรรมนูญ

โครงสร้างฝ่ายตุลาการตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 มิได้มีเพียงศาลยุติธรรมทั่วไปหรือศาลฎีกาเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 ได้สถาปนากลไกพิเศษเรียกว่า “ตุลาการรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร” (the Constitutional Court of the Realm มาจากคำนอร์เวย์ว่า Rigsret หรือ Riksrett)

องค์ประกอบของคณะตุลาการนี้เป็นการผสมผสานระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการกระแสหลัก โดยประกอบด้วยสมาชิกจากสภาสูง (Lagthing) จำนวน 1 ใน 4 และผู้ผู้พิพากษาศาลฎีกา (High Court of Justice) โดยมีประธานของแลกธิงทำหน้าที่เป็นประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

อำนาจหน้าที่หลักของ Rigsret คือการเป็นตุลาการชั้นสูงสุดในการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องถอดถอน (Impeachment) รัฐมนตรี สมาชิกสภาแห่งรัฐ สมาชิกรัฐสภา หรือผู้พิพากษาศาลฎีกา ในข้อหากระทำความผิดต่อหน้าที่หรือละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยมีโอเดลส์ธิงเป็นผู้ยื่นฟ้อง

เห็นได้ไม่ยากว่า กลไกนี้ออกแบบเพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีเครื่องมือทางกฎหมายในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเด็ดขาด ตัวอย่างสำคัญเกิดขึ้นในวิกฤตการณ์ทางการเมืองปี ค.ศ. 1884 เมื่อสตอร์ธิงใช้ช่องทางนี้ฟ้องร้องและลงโทษคณะรัฐมนตรีที่แต่งตั้งโดยกษัตริย์สวีเดน นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลอำนาจนิยมและปูทางไปสู่ระบอบรัฐสภา

  1. พระราชสถานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร

รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะเป็นประมุขแห่งรัฐในทางพิธีการ ทรงอยู่เหนือตัวบทกฎหมายและไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใดๆ ในทางสถาบัน (above the law and not responsible for his actions) ความรับผิดชอบในทางเมืองและการบริหารจะตกอยู่กับคณะรัฐมนตรี (Ministers) ในฐานะสภาที่ปรึกษา (Counsellors หรือ Statsråd) ซึ่งเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ พระมหากษัตริย์จึงทรงมีอำนาจในทางบริหารและในทางเมืองเพียงแต่ในนามตราบเท่าที่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองของคณะที่ปรึกษา ถึงกระนั้น รัฐธรรมนูญยังคงเปิดช่องให้พระองค์ทรงมีสิทธิในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีได้ตามพระราชอัธยาศัย

สภาแห่งรัฐหรือคณะรัฐมนตรีประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ ระหว่าง 7 ถึง 15 คน  คณะรัฐมนตรีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่บริหารราชการในกรุงคริสเตียนีอา (ออสโล) และ ส่วนงานสภาแห่งรัฐ (Minister Section) ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหนึ่งท่านและรัฐมนตรีสองท่าน ที่ต้องไปประจำการ ณ กรุงสตอกโฮล์ม

กระบวนการตัดสินใจภายในฝ่ายบริหารใช้ระบบ “พระมหากษัตริย์ในสภาที่ปรึกษา” (King in Council)  นโยบายสำคัญ เช่น การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงและการตราพระราชกฤษฎีกา จะต้องกระทำผ่านการประชุมร่วมกันระหว่างพระมหากษัตริย์และคณะรัฐมนตรี โดยปกติจะประชุมกันทุกวันศุกร์และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ นายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก (Chief co-ordinator) เรื่องราวและนโยบายส่วนใหญ่จะถูกพิจารณาและตัดสินใจจนเสร็จสมบูรณ์มาก่อนแล้วจากการประชุมเตรียมการของคณะรัฐมนตรีที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เข้าร่วม พระองค์จึงทรงลงพระปรมาภิไธยอนุมัติในฐานะรูปแบบทางกฎหมาย (Royal decree) เว้นแต่ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญยิ่งยวดเท่านั้นที่จะมีการถกเถียงต่อหน้าพระพักตร์

นอกจากนั้น แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 3 จะบัญญัติว่า “อำนาจบริหารสูงสุดเป็นของพระมหากษัตริย์” (The Executive Power is vested in the King) แต่พระราชอำนาจนี้ถูกจำกัดไว้รัดกุมให้ได้สมดุลผ่าน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) สิทธิยับยั้งชั่วคราว (Suspensive Veto)  รัฐธรรมนูญปฏิเสธที่จะมอบอำนาจยับยั้งเด็ดขาด (Absolute Veto) แก่กษัตริย์ โดยมาตรา 79 ระบุว่า หากร่างกฎหมายใดผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาสตอร์ธิงสามัญติดต่อกัน 3 สมัย (จากเลือกตั้งที่ต่างกัน 3 ครั้ง) เมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นครั้งที่สาม กฎหมายนั้นจะมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติ แม้พระมหากษัตริย์จะปฏิเสธไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาต (Royal sanction) ก็ตาม  2) การเลือกสภาที่ปรึกษา แม้ในทางทฤษฎีกษัตริย์จะมีสิทธิเลือกคณะรัฐมนตรีหรือสภาที่ปรึกษาเพื่อคานอำนาจมิให้รัฐบาลต้องขึ้นตรงต่อรัฐสภาทั้งหมด แต่ก็ต้องเป็นไปตามแนวปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ

จากที่กล่าวมา การศึกษากำเนิดเชิงสถาบันการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญนอร์เวย์ ค.ศ. 1814 ชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นนำนอร์เวย์ปฏิเสธทั้งแนวทางสุดโต่งแบบสาธารณรัฐและอำนาจเบ็ดเสร็จของกษัตริย์สวีเดน ทว่าเลือกธำรงระบอบที่มีการถ่วงดุลอย่างเป็นระบบ โดยจัดวางองค์ประกอบของ เอกบุคคล (The One) ไว้ในฐานะศูนย์รวมจิตใจและความมั่นคงของรัฐ แต่ควบคุมให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ขณะที่องค์ประกอบของ คณะบุคคล (The Few) ได้รับการจัดวางผ่านสภาสูงแลกธิงและคณะรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยมีคณะรัฐมนตรีส่วนหนึ่งประจำการ ณ กรุงสตอกโฮล์ม เพื่อรักษาพื้นที่และสัดส่วนอำนาจบริหารของนอร์เวย์ในสหภาพ และอีกส่วนหนึ่งอยู่ที่ออสโล สำหรับทัดทานพระราชอำนาจยับยั้งของกษัตริย์สวีเดน  ที่สำคัญที่สุดนวัตกรรมที่ดึงองค์ประกอบของ มหาชน (The Many) เข้ามาเป็นพลังหลัก ผ่านรัฐสภาสตอร์ธิงที่เข้มแข็งและยึดโยงกับประชาชนฐานราก

แต่เราจะต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้เกิดขึ้นในสภาวะปกติ ทว่าเกิดจากวิกฤตการณ์ภายนอกที่นอร์เวย์ถูกบังคับให้โอนย้ายอำนาจอธิปไตยจากเดนมาร์กไปยังสวีเดนตามสนธิสัญญากีล  เพราะฉะนั้นแล้ว ถึงแม้นอร์วย์จะสามารถรักษาตัวบทรัฐธรรมนูญที่ได้สมดุลนี้เอาไว้ แต่นอร์เวย์ก็ไม่สามารถเลี่ยงการเข้าสู่สหภาพกับสวีเดนได้  จึงมิอาจพินิจรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 ของนอร์เวย์ ว่าเป็นเพียงโครงสร้างสถาบันที่ออกแบบมาอย่างได้สมดุลโดยตัวมันเองเท่านั้น หากจะต้องพิเคราะห์ว่าในอนาคตรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะกลายเป็นเครื่องมือในการรักษาอัตลักษณ์และเอกราชของชาตินอร์เวย์จากอิทธิพลสวีเดนในช่วงต้นศตวรรษต่อมาอย่างไรด้วย                                                                             

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(ส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรนอร์เวย์การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1814/1905) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา

ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

'โสภณ' แจ้งข่าวดี จัดแข่งลดพุงข้าราชการสภา ไอเดียแจกของขวัญปีใหม่

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำหนึ่งคือ “เล่นการเมือง”