
ไชยันต์ ไชยพร
ในสมัยอยุธยาและภาษาในพงศาวดาร คำว่า “ขบถ/กบฏ” หมายถึง การแข็งข้อต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงครองราชย์อยู่ และใช้กำลังท้าทายระเบียบอำนาจที่ดำรงอยู่เพื่อคิดชิงราชสมบัติ หรือการแข็งเมือง ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธอำนาจสูงสุดของพระมหากษัตริย์หรือรัฐบาลกลาง เพื่อแยกตัวเป็นอิสระ และมักจะเรียกผู้ก่อการกบฎว่าเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน
การก่อการกบฏมีทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว ในทางรัฐศาสตร์สมัยใหม่ จะเรียกการก่อกบฏที่สำเร็จว่าเป็นการรัฐประหาร (Coup d'etat) อันเป็นการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง แต่ไม่ได้เปลี่ยนระบอบการปกครอง ด้วยมีเป้าหมายเพียงเพื่อเปลี่ยน "ตัวบุคคล" ผู้ครองอำนาจ แต่ยังคงรักษา “ระบบ” เดิมไว้ทั้งหมด ส่วนที่ล้มเหลวก็ถือว่าเป็นกบฏ
ส่วนในพงศาวดาร เมื่อผู้ก่อการที่สามารถยึดอำนาจและสถาปนาตนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ได้สำเร็จ พงศาวดารมักสร้างความชอบธรรมย้อนหลังแก่ผู้ชนะและไม่เรียกบุคคลดังกล่าวว่า “กบฏ” เช่น
กรณีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ในขณะที่ยังทรงเป็นพระเทียรราชาและผนวชอยู่นั้น ขุนพิเรนทรเทพ ขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หาและหลวงศรียศลานตากฟ้าได้พากันไปเฝ้าและปรึกษาพระเทียรราชายังวัดราชประดิษฐฐาน โดยแจ้งความว่า “ทุกวันนี้แผ่นดินเป็นทุรยศ ข้าพเจ้าทั้งสี่คนคิดกันจะจับขุนวรวงศาธิราชฆ่าเสีย และจะเชิญพระองค์ลาผนวชขึ้นครองสิริราชสมบัติ...พระเทียรราชาก็เห็นด้วย” และมีการบันทึกไว้ด้วยว่า ในขณะที่กำลังเสี่ยงทายว่า การจะจับขุนวรวงศาธิราชฆ่าเสียเพื่อที่จะได้ “ระงับทุรยศยุคเข็ญเป็นจลาจลแห่งสมณะพราหมณะเสนาบดีไพร่ฟ้าประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน” จะสำเร็จหรือไม่นั้น “มีพระสงฆ์องค์หนึ่งครองไตรจีวรครบ ถือตาลิปัตรเดินเข้าไปในพระอุโบสถ ให้พรว่าท่านทั้งนี้จะได้สำเร้จมโนรถความปรารถนาเป็นแท้ ทั้งห้าคนก็นมัสการรับพร พระสงฆ์นั้นกลับออกมาก็หายไป” พงศาวดารมิได้กล่าวถึงคณะบุคคลว่าเป็นกบฏแต่อย่างใด เพราะในที่สุดแล้ว คณะบุคคลดังกล่าวสามารถจับตัวขุนวรวงศาธิราชฆ่าเสียได้ และอัญเชิญพระเทียรราชาให้ลาผนวชและ “มอบเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์อภิเษโกทกมุรธาราปราบดาภิเษกถวัลราชประเพณีสืบศรีสุริยวงศ์กษัตริย์…ทรงพระนามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า” และการชิงราชสมบัตินี้เกิดขึ้นก็เพื่อ ““ระงับทุรยศยุคเข็ญเป็นจลาจลแห่งสมณะพราหมณะเสนาบดีไพร่ฟ้าประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน”
กรณีพระเจ้าปราสาททอง ในครั้งที่เป็นพระยากลาโหมในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 พระเชษฐาธิราช ในพงศาวดารกล่าวว่า “…มารดาเจ้าพระยากลาโหมถึงแก่กาลกิริยา แต่งการศพเสร็จแล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ออกไปตั้งการปลงศพ ณ วัดกุฏ ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนผู้ใหญ่ผู้น้อยออกไปช่วยนอนค้างอยู่เป็นอันมาก ฝ่ายข้าหลวงเดิมพระเจ้าอยู่หัวกราบทูลยุยงเป็นความลับว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ทำการครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก.......เห็นที่จะคิดประทุษร้ายพระองค์เป็นมั่นคง...สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มีวิจารณ์ให้ถ่องแท้..จึงดำรัสให้ขุนมหามนตรีออกไปหาตัวเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้ามา...เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์..จึงว่าขึ้นท่ามกลางขุนนางทั้งปวงว่า เราทำราชการกตัญญูแต่ครั้งพระพุทธเจ้าหลวงมา ท่านทั้งปวงก็แจ้งอยู่สิ้น เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคตแล้ว ถ้าเรารักราชสมบัติ ท่านทั้งหลายเห็นจะพ้นเราเจียวหรือ ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจึงว่าราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่ท้าวพระกรุณาสิ้น ที่จะมีผู้ใดขัดแข็งนั้น ข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นไม่มีตัวแล้ว…เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ดูท่วงทีขุนนางทั้งปวง เห็นยังไว้อารมณ์เป็นกลางอยู่มิลงใจเป็นแท้ จึงร้องสั่งทะลวงฟันให้กุมเอาตัวขุนมหามนตรีและบ่าวไพร่ซึ่งพายเรือมานั้นไว้ให้สิ้น ทะลวงฟันก็กรูกันจับเอาขุนมหามนตรีและไพร่ไปคุมไว้ ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นต่างคนตกใจหน้าซีดลงทุกคน เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นดังนั้นจึงว่า บัดนี้พระเจ้าแผ่นดินว่า เราทำการประชุมขุนนางพร้อมมูลทั้งนี้คิดการกบฏ ก็ท่านทั้งปวงซึ่งมาช่วยเราโดยสุจริตนั้นจะมิพลอยเป็นกบฏไปด้วยหรือ ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันกราบเรียนว่า เป็นธรรมดาอยู่แล้ว อุปมาเหมือนนิทานบรมโพธิสัตว์เป็นนายสำเภา คนทั้งหลายโดยสารไปค้า ใช้ใบไปถึงท่ามกลางมหาสมุทรต้องพายุใหญ่ สำเภาจะอับปางอยู่แล้ว บรมโพธิสัตว์จึงคิดว่าถ้าจะนิ่งอยู่ดังนี้ก็จะพากันตายเสียสิ้นทั้งสำเภา จึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ถ้าอาตมาจะสำเร็จแก่พระบรมโพธิญาณ ขออย่าให้สำเภาอับปางในท้องพระมหาสมุทะเลย เดชะอานุภาพบารมีบรมโพธิสัตว์ สำเภาก็มิได้จลาจล แล่นล่วงไปถึงประเทศธานีซึ่งจะไปค้านั้น ก็เหมือนกาลอันเป็นครั้งนี้ ถ้าท้าวพระกรุณานิ่งตายคนทั้งหลายก็จะพลายตายด้วย ถ้าท้าวพระกรุณาคิดการรอดจากความตายคนทั้งปวงก็จะพลอยตายด้วย เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้ฟังขุนนางว่าดังนั้น หัวเราะแล้วว่าเจ้าแผ่นดินว่าเราเป็นกบฏแล้ว เราจะทำตามรับสั่ง ท่านทั้งปวงจะว่าประการใด ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจีงว่า ถ้าท้าวพระกรุณาจะทำการใหญ่จริง ข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอเอาชีวิตสนองพระคุณตายก่อน เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นขุนนางลงใจพร้อมโดยสุจริต ก็จัดแจงเป็นหมวดเป็นกองกำหนดกฎหมายกันมั่นคง ครั้นเพลาชาย ๓ โมงเศษ จุดเพลิงเผาศพแล้ว ได้อุดมฤกษ์เวลา เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็ลงเรือพร้อมด้วยเรือขุนนางทั้งปวงสัก ๑๐๐ ลำ คนประมาณ ๓๐๐๐ เศษ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธล่องมาขึ้นประตูชัย.....ได้นิมิตรเป็นมหาฤกษ์อันเป็นประเสริฐ ก็ยกพลมาเข้าประตูมงคลสุนทร ให้ทหารเอาขวานฟันประตูเข้าไปได้ด้วยเดชะกฤษฎาภินิหารใหญ่ยิ่ง หามีผู้ใดจะออกต่อต้านมิได้…..เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์สั่งให้เอา (พระเจ้าแผ่นดิน) ไปสำเร็จโทษตามประเพณีกษัตริย์..”
จากข้อความข้างต้น พงศาวดารมิได้กล่าวว่า พระยากลาโหมสุริยวงศ์เป็นกบฏ แต่เป็นเพราะมีขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนผู้ใหญ่ผู้น้อยออกไปช่วยนอนค้างในงานศพมารดาเป็นจำนวนมาก ทำให้ฝ่ายข้าหลวงเดิมพระเจ้าอยู่หัวกราบทูลพระมหากษัตริย์ยุยงเป็นความลับว่า พระยากลาโหมทำการครั้งนี้ใหญ่หลวงคิดประทุษร้ายเป็นกบฏ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มีวิจารณ์ให้ถ่องแท้ เมื่อเป็นดังนี้ พระยากลาโหมจึงจำเป็นต้องป้องกันตัวเอง โดยการตัดสินใจลงมือจัดการกับพระเชษฐาธิราชเสียก่อน เพราะ “ภัยมาถึงตัวแล้วก็จำเป็น” [1] และจะสังเกตได้ว่า พงศาวดารได้เขียนถึงพระยากลาโหมในทำนองที่มีกฤษฎาภินิหารยิ่งใหญ่ และบรรดาขุนนางต่างพากันเปรียบพระยากลาโหมว่ามีเดชาอานุภาพบารมีดั่งบรมโพธิสัตว์ที่จะนำพาให้ไม่เกิดการจลาจล
หลังจากที่พระยากลาโหมได้สำเร็จโทษพระเชษฐาธิราชแล้ว แม้บรรดาเสนาอำมาตย์ราชปุโรหิตทั้งหลายจะเอาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ไปถวาย เจ้าพระยากลาโหมก็มิได้รับ และอ้างว่าที่ทำการไปนี้มิได้ต้องการจะชิงราชสมบัติ เป็นเพราะ “ภัยมาถึงแล้วก็จำเป็น” [2] และให้ยกพระอาทิตยวงศ์พระราชโอรสในพระเจ้าทรงธรรมเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะที่พระชนม์ได้ 9 พรรษา พงศาวดารได้กล่าวต่อไปว่า “ยังทรงพระเยาวราชนัก มิได้รู้ที่จะว่าราชการสิ่งใด มีแต่เที่ยวประพาสจับแพะจับแกะเล่น...ได้ประมาณ 6 เดือน มุขมนตรีทั้งปวงปรึกษากันว่า พระมหากษัตริย์เป็นดังนี้การแผ่นดินจะเสียไป จำจะยกพระอาทิตยวงศ์ลงเสีย...ควรจะเอาราชสมบัติไปถวายเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์...เจ้าพระยากลาโหม.ได้ฟังมุขมนตรีทั้งปวงมาอ้อนวอน..ก็รับว่าจะครองราชสมบัติ เสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายมีความยินดีนัก..ก็ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษก...ทรงพระนามพระเจ้าปราสาททอง..”
ตลอดระยะเวลา 417 ปีของการเมืองในสมัยอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. 1913-2325 มีการใช้กำลังและความรุนแรงแย่งชิงราชบัลลังก์สำเร็จหรือที่เรียกว่ารัฐประหาร 16 ครั้งใน 32 รัชกาล
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
[1] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา, เล่ม 2, (คลังวิทยา, พ.ศ. 2516), หน้า 8.
[2] เพิ่งอ้าง, หน้าเดียวกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | 'สภา' สลิ้งแตก!?
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ.2569
'ชัยชนะ' ทวง 'ศุภจี' แก้ราคาพืชผลเกษตรแล้วหรือไม่ บอกคิดถึงช่วงหลังไม่เห็นออกสื่อ
นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ หารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน และยืนยันอภิปรายร่วมกันอย่างแน่นอน แต่จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติมาตรา 151 อภิปรายทั่วไปมาตรา 152
🔴LIVE ทางตัน กสทช? | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569
รองประธานสภาฯ แจงปิดไมค์ สส.พรรคส้ม ใช้เวลาอภิปรายเกินกำหนด
น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง แถลงชี้แจงกรณีปิดไมค์นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ขณะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ….(พ.ร.บ.อากาศสะอาด)
🔴LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ราดน้ำมันเข้ากองไฟ โหมคงลงถนน!?
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569
ดร.ณัฐวุฒิ เดินหน้าหลายปม ลั่น ‘กัดไม่ปล่อย’ เอาคืนทุกดอก!
ดร.ณัฐวุฒิ เข้าให้ปากคำ สน.ทุ่งสองห้อง พร้อมส่งพยานหลักฐาน ปมอดีต กกต. เตรียมเดินหน้าหลายเรื่อง ทั้งกรณีคำสั่ง คสช.และระดมทุนรับบริจาค ประกาศ “กัดไม่ปล่อย” เล่นกลับ

