กบฏสมัยอยุธยา (ตอนที่ 1)

 

ไชยันต์ ไชยพร

ในสมัยอยุธยาและภาษาในพงศาวดาร คำว่า “ขบถ/กบฏ” หมายถึง การแข็งข้อต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงครองราชย์อยู่ และใช้กำลังท้าทายระเบียบอำนาจที่ดำรงอยู่เพื่อคิดชิงราชสมบัติ หรือการแข็งเมือง ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธอำนาจสูงสุดของพระมหากษัตริย์หรือรัฐบาลกลาง เพื่อแยกตัวเป็นอิสระ และมักจะเรียกผู้ก่อการกบฎว่าเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน             

การก่อการกบฏมีทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว ในทางรัฐศาสตร์สมัยใหม่ จะเรียกการก่อกบฏที่สำเร็จว่าเป็นการรัฐประหาร (Coup d'etat) อันเป็นการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง แต่ไม่ได้เปลี่ยนระบอบการปกครอง ด้วยมีเป้าหมายเพียงเพื่อเปลี่ยน "ตัวบุคคล" ผู้ครองอำนาจ แต่ยังคงรักษา “ระบบ” เดิมไว้ทั้งหมด ส่วนที่ล้มเหลวก็ถือว่าเป็นกบฏ 

ส่วนในพงศาวดาร เมื่อผู้ก่อการที่สามารถยึดอำนาจและสถาปนาตนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ได้สำเร็จ พงศาวดารมักสร้างความชอบธรรมย้อนหลังแก่ผู้ชนะและไม่เรียกบุคคลดังกล่าวว่า “กบฏ” เช่น

กรณีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  ในขณะที่ยังทรงเป็นพระเทียรราชาและผนวชอยู่นั้น ขุนพิเรนทรเทพ ขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หาและหลวงศรียศลานตากฟ้าได้พากันไปเฝ้าและปรึกษาพระเทียรราชายังวัดราชประดิษฐฐาน โดยแจ้งความว่า “ทุกวันนี้แผ่นดินเป็นทุรยศ ข้าพเจ้าทั้งสี่คนคิดกันจะจับขุนวรวงศาธิราชฆ่าเสีย และจะเชิญพระองค์ลาผนวชขึ้นครองสิริราชสมบัติ...พระเทียรราชาก็เห็นด้วย”       และมีการบันทึกไว้ด้วยว่า ในขณะที่กำลังเสี่ยงทายว่า การจะจับขุนวรวงศาธิราชฆ่าเสียเพื่อที่จะได้ “ระงับทุรยศยุคเข็ญเป็นจลาจลแห่งสมณะพราหมณะเสนาบดีไพร่ฟ้าประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน” จะสำเร็จหรือไม่นั้น “มีพระสงฆ์องค์หนึ่งครองไตรจีวรครบ ถือตาลิปัตรเดินเข้าไปในพระอุโบสถ ให้พรว่าท่านทั้งนี้จะได้สำเร้จมโนรถความปรารถนาเป็นแท้ ทั้งห้าคนก็นมัสการรับพร พระสงฆ์นั้นกลับออกมาก็หายไป”  พงศาวดารมิได้กล่าวถึงคณะบุคคลว่าเป็นกบฏแต่อย่างใด เพราะในที่สุดแล้ว คณะบุคคลดังกล่าวสามารถจับตัวขุนวรวงศาธิราชฆ่าเสียได้ และอัญเชิญพระเทียรราชาให้ลาผนวชและ “มอบเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์อภิเษโกทกมุรธาราปราบดาภิเษกถวัลราชประเพณีสืบศรีสุริยวงศ์กษัตริย์…ทรงพระนามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า”  และการชิงราชสมบัตินี้เกิดขึ้นก็เพื่อ ““ระงับทุรยศยุคเข็ญเป็นจลาจลแห่งสมณะพราหมณะเสนาบดีไพร่ฟ้าประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน”

กรณีพระเจ้าปราสาททอง ในครั้งที่เป็นพระยากลาโหมในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 พระเชษฐาธิราช ในพงศาวดารกล่าวว่า  “…มารดาเจ้าพระยากลาโหมถึงแก่กาลกิริยา แต่งการศพเสร็จแล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ออกไปตั้งการปลงศพ ณ วัดกุฏ ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนผู้ใหญ่ผู้น้อยออกไปช่วยนอนค้างอยู่เป็นอันมาก   ฝ่ายข้าหลวงเดิมพระเจ้าอยู่หัวกราบทูลยุยงเป็นความลับว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ทำการครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก.......เห็นที่จะคิดประทุษร้ายพระองค์เป็นมั่นคง...สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มีวิจารณ์ให้ถ่องแท้..จึงดำรัสให้ขุนมหามนตรีออกไปหาตัวเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้ามา...เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์..จึงว่าขึ้นท่ามกลางขุนนางทั้งปวงว่า เราทำราชการกตัญญูแต่ครั้งพระพุทธเจ้าหลวงมา ท่านทั้งปวงก็แจ้งอยู่สิ้น เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคตแล้ว ถ้าเรารักราชสมบัติ ท่านทั้งหลายเห็นจะพ้นเราเจียวหรือ ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจึงว่าราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่ท้าวพระกรุณาสิ้น ที่จะมีผู้ใดขัดแข็งนั้น ข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นไม่มีตัวแล้ว…เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ดูท่วงทีขุนนางทั้งปวง เห็นยังไว้อารมณ์เป็นกลางอยู่มิลงใจเป็นแท้ จึงร้องสั่งทะลวงฟันให้กุมเอาตัวขุนมหามนตรีและบ่าวไพร่ซึ่งพายเรือมานั้นไว้ให้สิ้น ทะลวงฟันก็กรูกันจับเอาขุนมหามนตรีและไพร่ไปคุมไว้ ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นต่างคนตกใจหน้าซีดลงทุกคน เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นดังนั้นจึงว่า บัดนี้พระเจ้าแผ่นดินว่า เราทำการประชุมขุนนางพร้อมมูลทั้งนี้คิดการกบฏ ก็ท่านทั้งปวงซึ่งมาช่วยเราโดยสุจริตนั้นจะมิพลอยเป็นกบฏไปด้วยหรือ ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันกราบเรียนว่า เป็นธรรมดาอยู่แล้ว อุปมาเหมือนนิทานบรมโพธิสัตว์เป็นนายสำเภา คนทั้งหลายโดยสารไปค้า ใช้ใบไปถึงท่ามกลางมหาสมุทรต้องพายุใหญ่ สำเภาจะอับปางอยู่แล้ว บรมโพธิสัตว์จึงคิดว่าถ้าจะนิ่งอยู่ดังนี้ก็จะพากันตายเสียสิ้นทั้งสำเภา จึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ถ้าอาตมาจะสำเร็จแก่พระบรมโพธิญาณ ขออย่าให้สำเภาอับปางในท้องพระมหาสมุทะเลย เดชะอานุภาพบารมีบรมโพธิสัตว์ สำเภาก็มิได้จลาจล แล่นล่วงไปถึงประเทศธานีซึ่งจะไปค้านั้น ก็เหมือนกาลอันเป็นครั้งนี้ ถ้าท้าวพระกรุณานิ่งตายคนทั้งหลายก็จะพลายตายด้วย ถ้าท้าวพระกรุณาคิดการรอดจากความตายคนทั้งปวงก็จะพลอยตายด้วย เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้ฟังขุนนางว่าดังนั้น หัวเราะแล้วว่าเจ้าแผ่นดินว่าเราเป็นกบฏแล้ว เราจะทำตามรับสั่ง ท่านทั้งปวงจะว่าประการใด ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจีงว่า ถ้าท้าวพระกรุณาจะทำการใหญ่จริง ข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอเอาชีวิตสนองพระคุณตายก่อน เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นขุนนางลงใจพร้อมโดยสุจริต ก็จัดแจงเป็นหมวดเป็นกองกำหนดกฎหมายกันมั่นคง ครั้นเพลาชาย ๓ โมงเศษ จุดเพลิงเผาศพแล้ว ได้อุดมฤกษ์เวลา เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็ลงเรือพร้อมด้วยเรือขุนนางทั้งปวงสัก ๑๐๐ ลำ คนประมาณ ๓๐๐๐ เศษ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธล่องมาขึ้นประตูชัย.....ได้นิมิตรเป็นมหาฤกษ์อันเป็นประเสริฐ ก็ยกพลมาเข้าประตูมงคลสุนทร ให้ทหารเอาขวานฟันประตูเข้าไปได้ด้วยเดชะกฤษฎาภินิหารใหญ่ยิ่ง หามีผู้ใดจะออกต่อต้านมิได้…..เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์สั่งให้เอา (พระเจ้าแผ่นดิน) ไปสำเร็จโทษตามประเพณีกษัตริย์..”

จากข้อความข้างต้น พงศาวดารมิได้กล่าวว่า พระยากลาโหมสุริยวงศ์เป็นกบฏ แต่เป็นเพราะมีขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนผู้ใหญ่ผู้น้อยออกไปช่วยนอนค้างในงานศพมารดาเป็นจำนวนมาก ทำให้ฝ่ายข้าหลวงเดิมพระเจ้าอยู่หัวกราบทูลพระมหากษัตริย์ยุยงเป็นความลับว่า พระยากลาโหมทำการครั้งนี้ใหญ่หลวงคิดประทุษร้ายเป็นกบฏ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มีวิจารณ์ให้ถ่องแท้ เมื่อเป็นดังนี้ พระยากลาโหมจึงจำเป็นต้องป้องกันตัวเอง โดยการตัดสินใจลงมือจัดการกับพระเชษฐาธิราชเสียก่อน เพราะ “ภัยมาถึงตัวแล้วก็จำเป็น” [1] และจะสังเกตได้ว่า พงศาวดารได้เขียนถึงพระยากลาโหมในทำนองที่มีกฤษฎาภินิหารยิ่งใหญ่ และบรรดาขุนนางต่างพากันเปรียบพระยากลาโหมว่ามีเดชาอานุภาพบารมีดั่งบรมโพธิสัตว์ที่จะนำพาให้ไม่เกิดการจลาจล

หลังจากที่พระยากลาโหมได้สำเร็จโทษพระเชษฐาธิราชแล้ว แม้บรรดาเสนาอำมาตย์ราชปุโรหิตทั้งหลายจะเอาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ไปถวาย เจ้าพระยากลาโหมก็มิได้รับ และอ้างว่าที่ทำการไปนี้มิได้ต้องการจะชิงราชสมบัติ เป็นเพราะ “ภัยมาถึงแล้วก็จำเป็น” [2] และให้ยกพระอาทิตยวงศ์พระราชโอรสในพระเจ้าทรงธรรมเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะที่พระชนม์ได้ 9 พรรษา พงศาวดารได้กล่าวต่อไปว่า “ยังทรงพระเยาวราชนัก มิได้รู้ที่จะว่าราชการสิ่งใด มีแต่เที่ยวประพาสจับแพะจับแกะเล่น...ได้ประมาณ 6 เดือน มุขมนตรีทั้งปวงปรึกษากันว่า พระมหากษัตริย์เป็นดังนี้การแผ่นดินจะเสียไป จำจะยกพระอาทิตยวงศ์ลงเสีย...ควรจะเอาราชสมบัติไปถวายเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์...เจ้าพระยากลาโหม.ได้ฟังมุขมนตรีทั้งปวงมาอ้อนวอน..ก็รับว่าจะครองราชสมบัติ เสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายมีความยินดีนัก..ก็ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษก...ทรงพระนามพระเจ้าปราสาททอง..”

ตลอดระยะเวลา 417 ปีของการเมืองในสมัยอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. 1913-2325  มีการใช้กำลังและความรุนแรงแย่งชิงราชบัลลังก์สำเร็จหรือที่เรียกว่ารัฐประหาร 16 ครั้งใน 32 รัชกาล

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


[1] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา, เล่ม 2, (คลังวิทยา, พ.ศ. 2516), หน้า 8.

[2] เพิ่งอ้าง, หน้าเดียวกัน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ชัยชนะ' ทวง 'ศุภจี' แก้ราคาพืชผลเกษตรแล้วหรือไม่ บอกคิดถึงช่วงหลังไม่เห็นออกสื่อ

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ หารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน และยืนยันอภิปรายร่วมกันอย่างแน่นอน แต่จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติมาตรา 151 อภิปรายทั่วไปมาตรา 152

รองประธานสภาฯ แจงปิดไมค์ สส.พรรคส้ม ใช้เวลาอภิปรายเกินกำหนด

น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง แถลงชี้แจงกรณีปิดไมค์นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ขณะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ….(พ.ร.บ.อากาศสะอาด)

ดร.ณัฐวุฒิ เดินหน้าหลายปม ลั่น ‘กัดไม่ปล่อย’ เอาคืนทุกดอก!

ดร.ณัฐวุฒิ เข้าให้ปากคำ สน.ทุ่งสองห้อง พร้อมส่งพยานหลักฐาน ปมอดีต กกต. เตรียมเดินหน้าหลายเรื่อง ทั้งกรณีคำสั่ง คสช.และระดมทุนรับบริจาค ประกาศ “กัดไม่ปล่อย” เล่นกลับ