'สส.คุณภาพ' ต้องกรองกันอีกกี่ชั้น?

วันนี้มีซองการเมืองมาให้เปิดกันอีกแล้วครับ

คุณ เสริมพล รัตสุข เขียนมาคุยเรื่อง “คุณภาพของ สส.”

เรื่องนี้ถ้าถามผมว่า อยากได้ สส.ที่มีคุณภาพไหม ก็ตอบได้ทันทีว่าอยากได้ครับ

ใครจะอยากได้อย่างอื่น

แต่คุณเสริมพลชวนให้มองย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนที่คนคนหนึ่งจะเข้ามาเป็นตัวเลือกของประชาชน

ปัจจุบันเรามีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส.กำหนดไว้ตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่คุณเสริมพลเห็นว่า นั่นยังไม่ได้ตอบเรื่อง “คุณภาพ”

แกจึงเสนอให้มีระบบกลั่นกรองเพิ่มขึ้นมาอีก

จะกลั่นกันอย่างไร เปิดซองอ่านกันครับ

“การพัฒนาคุณภาพ สส.”

เรียน คุณเสมอต้น เปิดซองออนไลน์

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Thai Post Online เป็นสื่อหลักที่ผมติดตามความคิดเห็นที่มีเหตุมีผลของคอลัมนิสต์หลายท่านมา การจัดให้มี “เปิดซองออนไลน์” เป็นความคิดที่ดีมากครับ เพราะเป็นช่องทางให้ผู้อ่านเสนอข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเรา

ผมขอเสนอข้อคิดเห็นในเรื่องการพัฒนาคุณภาพของ สส. (ซึ่งโดยหลักการจะไม่ต่างจากเรื่องของคุณภาพผู้แทนระดับท้องถิ่น) เพื่อให้คุณเสมอต้นวิจารณ์และให้ข้อคิดเห็น

ประเด็นที่เสนอคือ ควรต้องมีระบบการกลั่นกรองคุณภาพของผู้สมัครผู้แทนของประชาชน ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น

ระบบการกลั่นกรองคุณภาพของผู้สมัครรับเลือกตั้งมีความจำเป็น เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพที่เกื้อกูลต่อระบบประชาธิปไตย ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจในระบบประชาธิปไตย ความสามารถใช้วิจารณญาณที่ถูกต้องในการเลือกตั้งทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น รวมถึงในการพิจารณาประเด็นสำคัญต่างๆ ที่มีผลกระทบทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น และการมีจิตสำนึกสาธารณะ ทำให้รู้สึกผิดหรือละอายใจในการขายเสียง หรือการเลือกผู้แทนไปตามกระแสชวนเชื่อ หรือตามความรู้สึกส่วนตัว เช่น สำนึกในบุญคุณ เลื่อมใสในบารมี เป็นต้น

ระบบเลือกตั้งของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน จึงได้ผู้แทนประชาชนส่วนใหญ่ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นที่มีคุณภาพไม่เหมาะสมกับบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ ทำให้ได้ระบบการบริหารในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นที่ขาดประสิทธิภาพและมีปัญหาการทุจริต

ถ้าเราไม่แก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของผู้แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สส. ควบคู่กันไปกับการพัฒนาคุณภาพของประชาชน ให้เรื่องความรู้ ความคิด และจิตสำนึกของประชาชนในเรื่องการเลือกผู้แทนที่มีคุณภาพเข้าไปในระบบการเมืองระดับประเทศและระดับท้องถิ่น โดยไม่เห็นแก่เงินซื้อเสียงหรือบุญคุณส่วนตัวอีกต่อไป ประเทศเราก็คงตกต่ำไปเรื่อยๆ

การพัฒนาคุณภาพของผู้แทนที่ได้จากการเลือกตั้งทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น จึงควรจัดให้มีระบบการกลั่นกรองคุณภาพของผู้สมัคร

แนวคิดนี้เหมือนแนวคิดเรื่องคุณภาพของสินค้า ผู้สมัครผู้แทนเปรียบได้กับสินค้า ผู้เลือกตั้งคือผู้บริโภค เนื่องจากผู้ซื้อหรือผู้บริโภคส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องคุณภาพของสินค้า รัฐจึงต้องจัดให้มีระบบคุณภาพสินค้า เพื่อให้มีแต่สินค้าที่ได้มาตรฐานคุณภาพที่กำหนดเท่านั้นที่จะเข้าสู่ตลาดให้ผู้บริโภคเลือก

การยกระดับคุณภาพของผู้แทนประชาชน จึงจำเป็นต้องคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งพัฒนาความรู้ ความคิด และจิตสำนึกของประชาชนในเรื่องการเลือกผู้ที่มีคุณภาพเข้าไปในระบบรัฐสภา โดยไม่เห็นแก่เงินซื้อเสียงหรือบุญคุณส่วนตัวอีกต่อไป

ปัจจุบันมีแต่การกำหนดลักษณะต้องห้ามและคุณสมบัติของผู้สมัครเท่านั้น เช่น อายุ วุฒิการศึกษา ประวัติการต้องโทษจำคุก สัญชาติ เป็นต้น ไม่มีข้อกำหนดเรื่องคุณภาพในด้านต่างๆ ของผู้สมัคร

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส. ที่มีในปัจจุบัน ควรใช้เพื่อการคัดกรองผู้สมัครเข้ารับการประเมินคุณภาพเพื่อเป็นผู้สมัคร สส. เท่านั้น แต่ควรเพิ่มคุณสมบัติในเรื่องจำนวนปีที่มีประสบการณ์การทำงาน เพื่อให้ได้ผู้สมัครที่มีประสบการณ์ก่อนที่จะเข้าสู่ระบบการเมือง

เราไม่มีระบบการกลั่นกรองคุณภาพของผู้สมัคร ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องผ่านการประเมินคุณภาพ จึงจะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อให้ประชาชนเลือก ผู้สมัครมีสิทธิเข้ารับการประเมินคุณภาพได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และใช้ผลการประเมินได้ภายในระยะเวลาหนึ่ง เช่น 8 ปี

การประเมินคุณภาพของผู้สมัคร สส. ควรครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้

(1) มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ที่จำเป็น เช่น รัฐธรรมนูญ ระบบประชาธิปไตยโดยทั่วไปและระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ระบบและโครงสร้างการบริหารประเทศ ระบบเศรษฐกิจของไทยในบริบทของระบบเศรษฐกิจโลก สภาพสังคมของประเทศ ประเด็นปัญหาเรื่องประชากรและผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคม และประเด็นความยากจนและการกระจายรายได้

ความรู้ทั่วไปในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระดับภูมิภาคและระดับโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการสาขาเศรษฐกิจสังคมของประเทศในสาขาใดสาขาหนึ่งที่ผู้สมัครเลือกจากสาขาที่กำหนด และการใช้ IT ในการค้นหาข้อมูลและองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ

(2) ผ่านการทดสอบทางจิตวิทยาในเรื่องทัศนคติต่อความซื่อสัตย์และความซื่อตรงในหน้าที่ความรับผิดชอบ

ถึงแม้ประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่อาจไม่มีระบบการกลั่นกรองคุณภาพของผู้สมัคร แต่นั่นไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่ออกแบบระบบการเลือกตั้งให้เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของเรา

เราไม่จำเป็นต้องลอกแบบระบบของประเทศประชาธิปไตยที่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกต่อสังคมในระบบประชาธิปไตยมากกว่าคนไทยส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม นักการเมืองคงไม่เห็นด้วยกับการจัดให้มีระบบการกลั่นกรองคุณภาพของผู้สมัครรับเลือกตั้ง คงต้องอาศัยอำนาจภายนอกมาทำให้เกิดขึ้นครับ

ขอรับข้อคิดเห็นครับ

เสริมพล รัตสุข
2 กันยายน 2569

ผมเข้าใจความคิดของคุณเสริมพลนะครับ และเรื่องอยากได้ สส.ที่มีคุณภาพนี่ผมเห็นด้วยเต็มที่

ที่คุณเสริมพลเสนอให้ย้อนกลับไปดูตั้งแต่คนที่จะเข้ามาเป็นตัวเลือกของประชาชน ผมก็เข้าใจเหตุผล เพราะถ้ารอให้เลือกเข้ามาแล้วค่อยบ่นว่า คนนี้ไม่ได้เรื่อง คนนั้นทำไมเป็นอย่างนี้ ก็คงช้าไปหน่อย

แต่พอคิดว่าจะกลั่นกรองกันอย่างไร เรื่องมันก็เริ่มยาก

จะให้มีคนคอยกลั่นกรอง แล้วคนที่ไปกลั่นกรองคนอื่นล่ะ ใครจะเป็นคนดูอีกที

กลั่นกันไปกลั่นกันมา สุดท้ายอาจเหลือคุณเสริมพลกับเสมอต้น

แล้วทีนี้ใครจะกลั่นกรองใครล่ะครับ (ฮา)

เอาล่ะ…พอครับ เริ่มเวียนหัวแล้ว

แต่เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงปัญหาเก่าๆ ของบ้านเราอยู่เหมือนกัน

หลายครั้งเราเห็นระบบของประเทศที่เขาพัฒนาแล้วว่าดี ก็อยากเอามาใช้บ้าง บางเรื่องคิดกันใหม่เองอย่างดี วางกติกากันเสียละเอียด

ตอนออกแบบก็ดูเข้าท่าครับ

พอเอามาใช้จริงในเมืองไทยเท่านั้นแหละ เรื่องใหม่มาอีกแล้ว

บางทีก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า ตกลงประเทศไทยมีปัญหาที่ระบบ หรือมีปัญหาที่คนใช้ระบบกันแน่

รัฐธรรมนูญเราก็เปลี่ยนมาไม่รู้กี่ฉบับ กติกาเลือกตั้งก็แก้กันมาไม่รู้กี่หน แต่ละรอบก็มีเหตุผลของมันว่า ของเดิมมีปัญหา ต้องออกแบบใหม่ให้ดีขึ้น

แล้วเป็นอย่างไรครับ

เดี๋ยวก็เจอช่องใหม่

เรื่องเลือก สว.ก็เห็นกันอยู่ กติกาถูกออกแบบมาแบบหนึ่ง แต่พอคนที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการเจอช่องทาง ก็รู้จักใช้กันหมด

และไม่ได้มีอยู่ฝ่ายเดียวเสียด้วย

เรื่องหาช่องในกติกานี่ ดูเหมือนจะเก่งกันทุกฝ่ายครับ 

เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของคุณเสริมพลที่ว่า เราไม่จำเป็นต้องลอกระบบประชาธิปไตยของประเทศอื่นมาใช้ทั้งหมด ผมเห็นประเด็นตรงนี้

ของที่ใช้ได้ดีในประเทศหนึ่ง พอย้ายมาอีกประเทศ อาจไม่ได้ผลเหมือนกันก็ได้ เพราะคนไม่เหมือนกัน สังคมไม่เหมือนกัน วัฒนธรรมทางการเมืองก็ไม่เหมือนกัน

แต่ปัญหาก็ย้อนกลับมาหาคุณเสริมพลอีกนั่นแหละครับ

ถ้าเราบอกว่า คนเลือกยังไม่มีคุณภาพพอ จึงต้องมีกระบวนการคัดคนให้เขาเลือกก่อน

ใครจะเป็นคนคัด?

และเรารู้ได้อย่างไรว่าคนคัดมีคุณภาพกว่าคนเลือก

ตรงนี้ผมว่ายากกว่าการออกข้อสอบเสียอีก

เพราะทันทีที่มีใครสักกลุ่มได้รับอำนาจบอกว่า คนนี้มีคุณภาพพอที่จะให้ประชาชนเลือก ส่วนอีกคนยังไม่ผ่าน เราก็ไม่ได้กำลังวัดความรู้ของผู้สมัครอย่างเดียวแล้ว

เรากำลังให้อำนาจคนกลุ่มหนึ่งตัดสินว่า ประชาชนมีสิทธิเลือกใครบ้าง

ผมไม่ได้บอกว่าความคิดนี้ทำไม่ได้ครับ

แต่ถ้าจะทำ ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน

ไม่อย่างนั้นตั้งใจจะกรองคนไม่ดีออก วันหนึ่งอาจกลายเป็นกรองคนที่คนกรองไม่ชอบออกไปด้วย

อันนั้นยุ่งเลยครับ

ส่วนเรื่องที่คุณเสริมพลเสนอให้ประเมินความรู้ของคนที่จะมาเป็น สส. ผมกลับสนใจมาก

คนจะเข้าไปออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ ตรวจสอบรัฐบาล อย่างน้อยรู้เสียหน่อยว่ารัฐธรรมนูญเขียนอะไร สภาทำหน้าที่อะไร ระบบงบประมาณเดินอย่างไร ก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหาย

แต่ถ้ามีข้อสอบแบบที่คุณเสริมพลว่า ผมขออย่างหนึ่ง

อย่าเพิ่งเก็บไว้สอบเฉพาะผู้สมัครรุ่นต่อไปเลยครับ

ส่งเข้าไปในสภาชุดปัจจุบันสักชุดก็ดี

ผมอยากเห็นคะแนนเหมือนกัน (ฮา)

เรื่องประสบการณ์ทำงาน ผมยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเอาจำนวนปีมาเป็นไม้บรรทัดได้แค่ไหน

คนทำงานมา 20 ปี ไม่ได้แปลว่าจะเป็น สส.ดีกว่าคนทำงานมา 5 ปีเสมอไป

บางคนอายุน้อยแต่รู้เรื่องชาวบ้าน ทำงานเป็น อ่านกฎหมายเข้าใจ ก็มี

ส่วนการทดสอบทางจิตวิทยาเรื่องความซื่อสัตย์ อันนี้ผมยิ่งไม่แน่ใจ

ถ้ามีแบบทดสอบที่วัดได้จริงว่าใครซื่อสัตย์ ใครไม่ซื่อสัตย์ ผมว่าอย่าเพิ่งเอาไปใช้เฉพาะผู้สมัคร สส.เลยครับ

หลายวงการน่าจะต่อคิวขอยืมใช้กันยาว!

แต่เอาจริงๆ ผมไม่มีความรู้เรื่องการทดสอบแบบนี้ว่ามันวัดได้แม่นยำแค่ไหน คุณเสริมพลมีรายละเอียดก็เขียนมาเล่าเพิ่มได้ ผมอยากรู้เหมือนกัน

อ่านข้อเสนอทั้งหมดแล้ว ผมจึงยังไม่กล้าตอบว่า ควรมีหรือไม่ควรมีระบบกลั่นกรองผู้สมัครอย่างที่คุณเสริมพลเสนอ

แต่ผมชอบตรงที่มันทำให้ต้องย้อนมาถามเรื่องเดิม

เราพยายามแก้ระบบเพราะคนมีปัญหา หรือจริงๆ แล้วระบบไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่พอมาเจอคนของเราเข้าไป ระบบเลยไปไม่เป็น

ผมก็ยังตอบไม่ได้ครับ

บางทีอาจเป็นทั้งสองอย่างช่วยกันก็ได้

ระบบมีช่อง คนก็เก่งเสียด้วย

เจอกันพอดี

แต่ยังมีอีกคำหนึ่งที่ผมสะดุดอยู่ครับ

คุณเสริมพลเขียนไว้ตอนท้ายว่า

“คงต้องอาศัยอำนาจภายนอกมาทำให้เกิดขึ้น”

คำว่า “อำนาจภายนอก” ตรงนี้ ผมอ่านแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าคุณเสริมพลหมายถึงอะไร

ถ้าหมายถึงอำนาจที่อยู่นอกระบบการเมืองปกติ เรื่องนี้ยิ่งต้องคุยกันยาวครับ

แต่ผมไม่อยากเดาแทนคุณเสริมพล

เขียนมาเล่าเพิ่มดีกว่าว่า “อำนาจภายนอก” ที่ว่าคืออะไร

คราวหน้าผมจะได้ไม่ต้องนั่ง “กลั่นกรอง” ความหมายเอง

เดี๋ยวจะเวียนหัวอีกรอบ (ฮา)

ก่อนปิดซองวันนี้ มีเรื่องมาแจ้งกันนิดหนึ่งครับ

วันก่อนเจอพรรคพวกน้องนุ่ง เขาถามว่า เปิดซองออนไลน์นี่ ถ้าคนอ่านอยากเขียนมาคุยด้วย ต้องส่งอีเมลอย่างเดียวหรือ

ผมก็บอกว่า ใช่ มีอะไรส่งมาได้ที่ Gmail

โดนสวนกลับทันที

“พี่…นี่มันยุคไหนแล้ว”

เอ้า…โดนเข้าให้!

เขาว่าเดี๋ยวนี้คนอ่านกันในมือถือ บางคนเจอคอลัมน์จาก Facebook อ่านจบกำลังอยากเขียนมาคุยด้วย ถ้าต้องออกไปเปิดอีเมลอีกที บางคนก็ขี้เกียจแล้ว

ฟังดูก็มีเหตุผลครับ

เลยมีคนแนะนำว่า ไหนๆ ชื่อ “เปิดซองออนไลน์” อยู่แล้ว ก็เปิดเพจ Facebook ชื่อนี้เสียเลย ใครอ่านแล้วอยากส่งซองมา จะได้กด Inbox เขียนถึงกันตรงนั้นได้ด้วย

ผมคิดไปคิดมา…เออ เข้าท่า

ก็เลยเปิดเพจ “เปิดซองออนไลน์” เพิ่มขึ้นมาอีกช่องทางหนึ่งครับ

ไม่ได้หมายความว่าอีเมลหายไปนะครับ ใครถนัดเขียนยาวๆ ทางอีเมลก็เหมือนเดิม ส่วนใครอยู่บน Facebook อยู่แล้ว อยากถาม อยากเถียง อยากเล่าอะไรให้ฟัง ก็ส่ง Inbox มาได้เลย

ต่อไปซองของเราจึงมีสองทาง

จะใส่มาในตู้ไปรษณีย์ Gmail หรือโยนเข้าประตู Inbox ก็ถึงเสมอต้นเหมือนกันครับ (ฮา)

— เสมอต้น
4 กันยายน 2569

📌 เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอยากเล่า อยากถาม อยากคุย อยากเถียง หรือเห็นต่างกันตรงไหน เขียนมาได้ที่ 📩 [email protected] หรือ 💬 Inbox เพจ Facebook “เปิดซองออนไลน์” จะเรื่องใหญ่เรื่องเล็กก็ไม่เป็นไร เขียนมาอย่างที่อยากเขียน แล้วเดี๋ยวเราเปิดซองคุยกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘เมืองไทยในเงาอสูร’

วอลเลย์บอลสาวไทยชุด “โอลิมปิก” เดินทางไปเก็บตัวที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ตั้งแต่ตอนเที่ยงคืน (๔ ก.ย.๖๙)

คนพาลครับ…รายงานตัวหน่อย

วันนี้มีซองจากแฟนเก่าแก่ของไทยโพสต์มาถึง “เปิดซองออนไลน์” ครับ เก่าแก่ในที่นี้อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมหมายถึงติดตามกันมานาน เดี๋ยวเจ้าของซองจะหาว่า

จีน-ญี่ปุ่น ‘สารภาพ’

ยังไม่ตาย...เพียงแต่เมื่อวานผมหายไปวัน! ก็อย่างว่าแหละครับ คนวัยใกล้ร้อย ก็เหมือนหมาฝรั่งแก่ๆ ที่หนังตาเหี่ยวยานลงมาคลุมลูกตา จนเสียการมองเห็น

“ศึกรัก-ศึกรบ” ของชิน

โค้ชหนุ่ม “ชิน โยชิดะ” คนนี้ จะอิจฉาดี หรือสงสารดี ผมก็ตัดสินใจไม่ถูก หลังเสร็จ “ศึกรบ”