บทเรียนจากสวีเดน ประเทศแรกที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่จำกัดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์

 

ไชยันต์ ไชยพร

โดยทั่วไปเมื่อเราพูดถึง "ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ" หรือ Constitutional Monarchy ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะพุ่งตรงไปที่สหราชอาณาจักรในฐานะต้นแบบผู้ให้กำเนิดระบอบนี้ แต่ในความจริงทางประวัติศาสตร์กฎหมายระดับสากล มีข้อเท็จจริงที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นคือ สวีเดนต่างหากที่เป็นประเทศแรกในโลกที่สถาปนาระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็น "ลายลักษณ์อักษร" อย่างชัดเจนและมีความสุดโต่งยิ่งกว่าอังกฤษในยุคเดียวกันเสียอีก

แม้อังกฤษจะเป็นต้นแบบในเชิงรูปธรรม แต่คำศัพท์วิชาการอย่าง Constitutional Monarchy เพิ่งจะถูกนำมาใช้เรียกรูปแบบการปกครองของอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยนักประวัติศาสตร์ชื่อดังอย่างมาคอเลย์ (Macaulay) ในขณะที่สวีเดนได้ก้าวเข้าสู่ระบอบนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1719 ผ่านวิกฤตการณ์ที่นำไปสู่การทำ "สัญญาทางการเมือง" ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรป

จุดเริ่มต้นจากหายนะสงครามและสุญญากาศทางอำนาจ สวีเดนในช่วงศตวรรษที่ 17 เคยเป็นมหาอาณาจักรที่ทรงอำนาจที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปเหนือภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ความรุ่งโรจน์นั้นกลับต้องแลกมาด้วยความพ่ายแพ้พินาศใน "มหาสงครามทางเหนือ" (Great Northern War) พระเจ้าชาร์ลสที่ 12 กษัตริย์นักรบผู้ทะเยอทะยานนำประเทศเข้าสู่สงครามอันยาวนานจนเศรษฐกิจล่มสลาย ประชากรต้องเสียชีวิตไปถึง 1 ใน 3 และสุดท้ายพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์ในสนามรบเมื่อปี ค.ศ. 1718 โดยปราศจากรัชทายาทสายตรงที่จะสืบทอดอำนาจ

วินาทีนั้นเองที่ประวัติศาสตร์สวีเดนเกิดจุดหักเห "สุญญากาศทางอำนาจ" ที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นโอกาสทองของบรรดาชนชั้นนำและสภาฐานันดร (Riksdag) ซึ่งประกอบด้วยขุนนาง นักบวช ชาวเมือง และชาวนา พวกเขาไม่ได้ต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ต้องการล้มล้าง "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ที่พวกเขามองว่าเป็นต้นเหตุของความหายนะ

การต่อรองผ่าน “สัญญาทางการเมือง”  ในการหาตัวผู้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าชาร์ลสที่ 12 สภาฐานันดรได้ใช้อำนาจที่มีอยู่เดิมตามจารีตประเพณีโบราณในการ "เลือก" กษัตริย์ เข้ามาต่อรองกับเจ้าหญิงอูลริกา เอลิโอนอรา พระขนิษฐาของกษัตริย์ผู้ล่วงลับ ซึ่งทรงแสดงพระประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะขึ้นสู่บัลลังก์ สภาได้ยื่นเงื่อนไขที่เด็ดขาดว่า พระนางจะได้รับเลือกก็ต่อเมื่อทรงยอม "ประกาศสละสมบูรณาญาสิทธิราชย์" และยอมรับการจำกัดพระราชอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร

วันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1718 จึงเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สอดคล้องกับทฤษฎีสัญญาประชาคมของจอห์น ล็อค (John Locke) อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเจ้าหญิงอูลริกาประกาศต่อสภาว่าทรงยอมล้มเลิกสิ่งที่เรียกว่า "อำนาจอธิปไตยสมบูรณ์" ชั่วนิรันดร์ เพื่อแลกกับการได้รับเลือกให้เป็นราชินี นี่คือการทำสัญญาทางการเมือง (Political Contract) ที่อำนาจการปกครองไม่ได้มาจากสายเลือดหรือเทวสิทธิ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มาจาก "ความยินยอม" ของสภาฐานันดรที่ทำหน้าที่แทนประชาชน

ภายหลังสัญญาดังกล่าว สวีเดนได้ประกาศใช้ “ธรรมนูญการปกครอง ค.ศ. 1720”  (Regeringsform) ซึ่งนำพาประเทศเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “ยุคแห่งเสรีภาพ” (Frihetstiden) ในยุคนี้ สวีเดนไม่ได้มีแค่รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่เป็นฉบับแรกๆ ของโลกเท่านั้น แต่ยังวางระบบที่ให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา (Parliamentary Supremacy) อย่างเบ็ดเสร็จ

ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ พระมหากษัตริย์ถูกลดสถานะลงเป็นเพียงประมุขในทางสัญลักษณ์ การบริหารราชการแผ่นดินต้องผ่านสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ (Riksråd) โดยกษัตริย์ทรงมีเพียง 2 คะแนนเสียงในการตัดสินใจ ซึ่งเทียบเท่ากับสมาชิกคนหนึ่งเท่านั้น ความสุดโต่งของระบอบนี้ปรากฏชัดเจนในกลไกที่เรียกว่า "ตรายางพระปรมาภิไธย" (Namnstämpel) ซึ่งรัฐสภาสามารถใช้ประทับแทนลายเซ็นกษัตริย์ได้ทันทีหากพระองค์ทรงปฏิเสธที่จะลงพระนามในกฎหมายที่สภาเห็นชอบแล้ว นี่คือการยืนยันว่า “เจตจำนงของรัฐ” อยู่เหนือ “เจตจำนงส่วนพระองค์” อย่างสมบูรณ์

เสรีภาพในยุคนี้จึงถูกนิยามว่าเป็น "เสรีภาพที่ยึดโยงกับกฎหมาย" (Lagbunden Frihet) คือการที่สถาบันทางการเมืองและพลเมืองได้รับการคุ้มครองจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของประมุข โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักประกันที่มั่นคง

อย่างไรก็ตาม ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรยุคแรกของสวีเดนได้สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1772 หลังดำเนินมาได้ 52 ปี เมื่อพระเจ้ากุสตาฟที่ 3 ทรงทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจคืนจากรัฐสภา เหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบอบนี้ล่มสลายไม่ใช่เพียงเพราะหลักการของรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาดจากการออกแบบให้ก้าวหน้าเกินไปโดยให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา (parliamentary supremacy) ที่มีความก้าวหน้ามากเกินศักยภาพและพัฒนาการตามความเป็นจริงของสถาบันทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนักการเมืองและกลุ่มการเมืองในรัฐสภาในขณะนั้นที่อ่อนแอจากการเมืองเรื่องพรรคพวกภายในรัฐสภาเอง จนเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างพรรค Hats และพรรค Caps เปิดช่องให้มหาอำนาจต่างชาติเข้ามาแทรกแซงและสร้างความระส่ำระสายจนประชาชนสูญเสียความศรัทธา และสถาบันทางการเมืองเดียวที่เป็นความหวังของประชาชนชาวสวีเดนที่จะนำพาประเทศให้รอดปลอดภัยจากวิกฤตการเมืองภายในและระหว่างประเทศคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่ Michael Roberts ผู้เชี่ยวชาญการเมืองสวีเดนในช่วงเวลาดังกล่าวได้กล่าวไว้ว่า

“ปี ค.ศ. 1772 นับเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่สวีเดนได้ผ่านพ้นจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้ Charles XII และเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วคนนับแต่การพยายามทำรัฐประหารโดยฝ่ายเจ้าในปี ค.ศ. 1756 รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ได้สูญเสียพลังความศรัทธาจากผู้คนและหากจะมีการพยายามก่อการปฏิวัติขึ้น คราวนี้ พระมหากษัตริย์จะไม่ขาดผู้สนับสนุน และสิ่งที่จะเป็นคำถามขณะนั้น  ก็คือ จะมีคนจำนวนมากแค่ไหนที่จะพร้อมที่จะตายเพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญ และคำตอบปรากฏในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1772 ก็คือ ไม่มีแม้แต่คนเดียว”  

แต่ถึงกระนั้น มรดกทางความคิดของยุคแห่งเสรีภาพก็ไม่ได้หายไปไหน จิตวิญญาณของการปกครองภายใต้กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรได้กลายเป็นฐานรากสำคัญที่ทำให้สวีเดนสามารถกลับเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรอีกครั้งในปี ค.ศ. 1809 และพัฒนาต่อเนื่องมาจนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งที่สุดในโลกปัจจุบัน

บทสรุปสำหรับผู้อ่าน เรื่องราวของสวีเดนสอนเราว่า ระบอบการปกครองที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการออกแบบรัฐธรรมนูญ  โดยเฉพาะการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา (parliamentary supremacy) ที่มีความก้าวหน้ามากเกินศักยภาพและพัฒนาการตามความเป็นจริงของสถาบันทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนักการเมืองและกลุ่มการเมืองในรัฐสภา ณ ช่วงเวลานั้นๆ

แต่อย่างไรก็ตาม การเมืองสวีเดนในศตวรรษที่ 18 ได้แสดงให้เห็นว่า "รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร" เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนจากอำนาจตามอำเภอใจมาเป็นอำนาจที่ตรวจสอบได้ และเปลี่ยนจากความขัดแย้งด้วยกำลังมาเป็นการต่อรองด้วยกฎหมาย แม้ตลอดเส้นทางจะล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่การวางรากฐาน “สัญญาทางการเมือง”  ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยคุ้มครองเสรีภาพและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนในท้ายที่สุด แต่ก็ต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาศักยภาพตัวนักการเมืองและกลุ่มการเมืองในรัฐสภาให้มีความเข้มแข็ง

(ผู้เขียนใช้ AI สรุปความจาก รายงานความก้าวหน้างานวิจัยของผู้เขียนเรื่อง โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรสวีเดนการเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1719-1772: ยุคแห่งเสรีภาพ): การเหวี่ยงตัวจากระบอบราชาธิปไตยแบบผสมที่พระราชอำนาจกว้างขวางสู่อภิชนาธิปไตยแบบผสมที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภาฐานันดร ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา

ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

'โสภณ' แจ้งข่าวดี จัดแข่งลดพุงข้าราชการสภา ไอเดียแจกของขวัญปีใหม่

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำหนึ่งคือ “เล่นการเมือง”