การเริ่มต้นของระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญสเปน (จบ)

 

ชาย ไชยชิต

แม้สเปนจะเปลี่ยนมาสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีการแบ่งแยกองค์กรที่ใช้อำนาจตามหน้าที่แต่ละด้าน แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นศูนย์กลางยึดโยงการใช้อำนาจของทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ กล่าวคือ ในแง่อำนาจบริหารและการปกครอง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธานใน “สภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ” (Consejo de Estado) ทรงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแต่งตั้งข้าราชการในทุกตำแหน่ง ทั้งในระดับพลเรือน การทหาร และกิจการศาสนา นอกจากนี้ ทรงมีอำนาจในการจัดโครงสร้างกระทรวงได้ตามความเหมาะสม

สภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ มีจำนวนตั้งแต่ 30 คน แต่ไม่เกิน 60 คน มีพระมหากษัตริย์เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีการแบ่งโครงสร้างภายในออกเป็น 6 องค์คณะย่อย ตามการจัดกลุ่มกระทรวงเป็น 6 กลุ่ม คือ องค์คณะด้านการยุติธรรมและการศาสนจักร องค์คณะด้านกิจการภายในและตำรวจ องค์คณะด้านการคลัง องค์คณะด้านการสงคราม องค์คณะด้านราชนาวี และองค์คณะด้านดินแดนอาณานิคมโพ้นทะเล

อำนาจบริหารถูกผ่องถ่ายจากองค์พระมหากษัตริย์ไปสู่ “คณะรัฐมนตรี” จำนวน 9 คน ทำหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง ผ่านการบริหารราชการกระทรวงสำคัญ 9 กระทรวง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มีตำแหน่งรัฐมนตรีที่เรียกว่า “เลขานุการแห่งรัฐ” (Secretario de Estado) ทำหน้าที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในการประกาศใช้กฎหมายทุกฉบับอีกด้วย

“สภาผู้แทนแห่งชาติ” (Cortes) เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการเรียกประชุม เลื่อนการประชุม หรือยุบสภาผู้แทน และทรงเป็นผู้เสนอญัตติให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายแพ่ง ประมวลกฎหมายอาญา ระบบภาษี และระบบเงินตรา เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทน ในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจหารือกับสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ เพื่อตราพระราชกฤษฎีกาที่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายทั่วไป จนกว่าสภาผู้แทนจะมีการประชุมครั้งต่อไป

สภาผู้แทนแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญบายอน ใช้ตัวแบบเดียวกับสภาฐานันดร (estates general) ดั้งเดิมที่เคยปรากฏในฝรั่งเศสสมัยก่อนการปฏิวัติใหญ่ กล่าวคือ สภาผู้แทนแห่งชาติสเปน ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 172 คน แบ่งออกเป็น 3 ฐานันดร ได้แก่ 1) ฐานันดรพระ ประกอบด้วยอาร์คบิชอปและบิชอป จำนวน 25 คน 2) ฐานันดรขุนนาง ประกอบด้วยขุนนาง 25 คน และ 3) ฐานันดรสามัญชน มีสัดส่วนมากที่สุด จำนวน 122 คน โดยแบ่งออกเป็นผู้แทนราษฎรซึ่งมีที่มาแตกต่างกัน 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง ผู้แทนราษฎรจากเขตการปกครองภายในสเปนและดินแดนอาณานิคมโพ้นทะเลของสเปนรวมกันจำนวน 62 คน โดยคิดตามสัดส่วนประชากร 3 แสนคนต่อผู้แทน 1 คน          กลุ่มที่สอง ผู้แทนราษฎรจากนครขนาดใหญ่ในสเปน 30 คน มาจากการแต่งตั้งของสภาเมืองแต่ละแห่ง กลุ่มที่สาม ผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนกลุ่มคหบดีในสเปน 15 คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ตามรายชื่อที่เสนอโดยที่ประชุมหอการค้าสเปนซึ่งคัดเลือกจากบรรดาคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในราชอาณาจักร และกลุ่มที่สี่ ผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ตามรายชื่อที่เสนอโดยที่ประชุมราชบัณฑิต จำนวน 15 คน และมาจากการเสนอชื่อของมหาวิทยาลัยหลัก 7 แห่งในสเปน จำนวน 7 คน รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกสภาแห่งชาติดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 สมัย จากนั้นต้องเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี จึงจะมีสิทธิกลับมาดำรงตำแหน่งได้ใหม่

ส่วน “วุฒิสภา” ทำหน้าที่สภาสูง และให้คำปรึกษาราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 24 คน จากกลุ่มรัฐมนตรี เอกอัครราชทูต ผู้บัญชาการทหาร และสมาชิกสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ รวมถึงทรงแต่งตั้งประธานวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนจากรายชื่อที่สภาเสนอ การเรียกประชุมวุฒิสภาเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยมีข้อยกเว้นให้ในบางกรณีที่ประชุมวุฒิสภาอาจประชุมปรึกษาหารือกัน โดยไม่ต้องรอให้พระมหากษัตริย์เรียกประชุมก็ได้ อีกทั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน พระมหากษัตริย์สามารถใช้อำนาจร่วมกับวุฒิสภาในการออกมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองตามรัฐธรรมนูญได้

ในขณะเดียวกัน วุฒิสภาก็ถูกออกแบบให้เป็นกลไกปกป้องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยมีอำนาจแต่งตั้ง “คณะกรรมการพิทักษ์สิทธิเสรีพิทักษ์เสรีภาพของปัจเจกบุคคล” และ “คณะกรรมการพิทักษ์เสรีภาพของสื่อหนังสือพิมพ์” แต่ละคณะประกอบด้วยวุฒิสภา 5 คน ทำหน้าที่กำกับควบคุมให้องค์กรของรัฐปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองเสรีภาพของปัจเจกบุคคล

พระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตุลาการ ในแง่การบริหารกระบวนการยุติธรรมของผู้พิพากษาในศาลทั้งปวงต้องกระทำในพระปรมาภิไธย โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาทั้งหมด และทรงมีพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ โดยการปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะที่ปรึกษาส่วนพระองค์ แต่ในขณะเดียวกัน บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวดอำนาจตุลาการก็ได้รับรองความเป็นอิสระในการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการไว้ด้วย

แม้จะมีพระราชอำนาจที่เกี่ยวข้องกับองค์กรทั้งสามฝ่าย แต่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเงื่อนไขและกลไกในการถ่วงดุลพระราชอำนาจในหลายลักษณะ สรุปได้ดังนี้ 1) การถ่วงดุลโดยสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ ในกรณีที่ร่างกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา และกฎระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินทุกฉบับต้องผ่านการตรวจสอบและอภิปรายโดยที่ประชุมสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐก่อน 2) การถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐโดยวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการเฝ้าระวังการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพของสื่อมวลชน 3) การถ่วงดุลโดยสภาผู้แทน กรณีที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณรายรับและรายจ่ายประจำปีต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทน และพระมหากษัตริย์ต้องทรงรับฟังข้อร้องเรียนจากสภาผู้แทนเกี่ยวกับความประพฤติของรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดิน 4) บรรทัดฐานด้านคุณธรรม การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งของรัฐต้องยึดถือเพียงความสามารถและผลงานเป็นสำคัญ โดยห้ามนำสถานะชาติตระกูลมาเป็นเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่งทางศาสนาหรือพลเรือน 5) กรอบคุณค่าเรื่องความภักดีต่อบ้านเมือง พระมหากษัตริย์ไม่สามารถแต่งตั้งบุคคลที่มิได้เกิดหรือโอนสัญชาติเป็นสเปนให้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ พลเรือน หรือศาสนาได้ และห้ามมิให้ผนวกรวมราชบัลลังก์สเปนและอาณานิคมเข้ากับราชบัลลังก์ของประเทศภายใต้การครองราชย์ของพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรสเปน: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1808)  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา

ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

'โสภณ' แจ้งข่าวดี จัดแข่งลดพุงข้าราชการสภา ไอเดียแจกของขวัญปีใหม่

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำหนึ่งคือ “เล่นการเมือง”