การเปลี่ยนผ่านของสถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่นจากอาณัติสวรรค์และวงศาสู่อำนาจอธิปไตยจากปวงชน (ตอนที่ 1 สถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่นกับการจำกัดพระราชอำนาจก่อนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่)

 

กิตติพศ พุทธิวนิช 
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

มักจะเป็นที่เชื่อกันว่าระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) มีจุดเริ่มต้นมาจากพัฒนาการทางการเมืองของบรรดาชาติตะวันตก และทั่วโลกจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านตามแนวทางของชาติตะวันตกเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ทางฝั่งตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือในประเทศญี่ปุ่นแล้วจะพบได้ว่า นอกจากสถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นภายใต้ราชวงศ์ยามาโตะ (Yamato) จะเป็นราชวงศ์ที่สืบทอดอย่างไม่ขาดสายมายาวนานกว่า 2,600 ปีแล้ว สถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นก็ยังมีประวัติศาสตร์ของการถูกจำกัดพระราชอำนาจผ่านระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญมาก่อนที่ชาติตะวันตกจะมีรัฐธรรมนูญหรือจะเริ่มมีธรรมเนียมในการจำกัดพระราชอำนาจเสียอีก

จุดเริ่มต้นของการจำกัดพระราชอำนาจขององค์จักรพรรดินั้นสามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี ค.ศ. 604 เมื่อเจ้าชายโชโตคุ พระราชภาคิไนยและผู้สำเร็จราชการของจักรพรรดินีซุยโกะ ได้ร่างเอกสารทางการเมืองที่ชื่อ “จูชิจิโจ เคนโป” (jushichijo kenpo) หรือ “รัฐธรรมนูญ 17 มาตรา” เพื่อพยายามสร้างความเป็นสถาบันจักรพรรดิให้แก่การปกครองญี่ปุ่นแทนที่การปกครองแบบเจ้าตระกูล โดยการร่างเอกสารฉบับนี้ เจ้าชายโชโตคุได้รับอิทธิพลมาจากการขยายตัวของลัทธิขงจื๊อและศาสนาพุทธในอาณาจักรแพ็กเจ (Paekche) ที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรเกาหลี โดยอิทธิพลทั้งสองสายนี้ผสานกันเพื่อกำกับวงจรการปกครอง คือ ช่วงก่อนการตัดสินใจตามหลักฉันทามติของพุทธ และช่วงบังคับใช้พระราชโองการตามลำดับชั้นเชิงจริยธรรมของขงจื๊อ ซึ่งหลักการสำคัญที่สุดที่สะท้อนให้เห็นถึงการจำกัดพระราชอำนาจขององค์จักรพรรดินั้นมีการระบุไว้ในมาตราที่ 17 ที่ว่า “การตัดสินใจในเรื่องสำคัญไม่ควรทำโดยบุคคลเดียว แต่ควรมีการปรึกษาหารือกับหลายฝ่าย” กล่าวคือหลักการนี้ปฏิเสธการตัดสินใจโดยใครคนใดคนหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว และสนับสนุนการตัดสินใจโดยคณะบุคคล ซึ่งก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้จำกัดไม่ให้องค์จักรพรรดิมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ญี่ปุ่นเป็นระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งนี้ ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนว่าการตัดสินใจโดยคณะบุคคลนี้ได้รับอิทธิพลมาจากปรัชญาพุทธที่ปฏิเสธเรื่องการมีอยู่ของอัตตา หรือการมองว่าอัตตาเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อธรรมชาติ ซึ่งในทางปฏิบัติก็ได้มีการสะท้อนให้เห็นผ่านการทำ “สังฆกรรม” หรือการประชุมของหมู่สงฆ์ที่ใช้หลักฉันทามติ (consensus) รวมไปถึงการสังคายนาพระไตรปิฎกที่อาศัยการประชุมตรวจสอบข้ามบุคคล ไม่ใช่การกระทำหรือการตัดสินใจจากบุคคลคนเดียว

นอกจากการจำกัดอำนาจองค์พระจักรพรรดิญี่ปุ่นตามรัฐธรรมนูญ 17 มาตราแล้ว ในช่วงเวลาต่อมาคือราวปี ค.ศ. 1185 พระราชอำนาจของสถาบันจักรพรรดิก็ได้ถูกลดทอนลงไปอีกจากการที่ มินาโมโตะ โนะ โยริโทโมะ ได้สถาปนาระบอบโชกุน (Shogunate) หรือรัฐบาลขุนศึกขึ้นที่เมืองคามาคุระภายหลังจากที่ได้รับชัยชนะเหนือตระกูลไทระในสงครามเก็นเป (Genpei War) ซึ่งการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเมืองในเมืองที่อยู่ห่างจากเกียวโตขององค์พระจักรพรรดิออกไปกว่า 400 กิโลเมตร ก็นับเป็นการดึงเอาอำนาจในการบริหารออกไปจากพระหัตถ์ขององค์พระจักรพรรดิอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้ว่าองค์พระจักรพรรดิจะยังสามารถมีพระบรมราชโองการในเชิงสัญลักษณ์ได้อยู่ แต่จากข้อจำกัดด้านการเดินทางในอดีตที่ต้องใช้เวลานานกว่าราชโองการจะเดินทางไปถึงที่คามาคุระก็แทบจะไม่สามารถทำอะไรทางการเมืองได้แล้ว นับเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งแยกอำนาจระหว่าง ผู้นำรัฐ (head of state) ที่อยู่ที่เกียวโต กับ ผู้นำรัฐบาล (head of government) ที่เป็นของโชกุนและชนชั้นนักรบในคามาคุระอย่างแท้จริง

ลักษณะของโครงสร้างทางการเมืองเช่นนี้ได้คงอยู่ในญี่ปุ่นไปอีกกว่า 700 ปี โดยพลวัตในช่วงเวลาดังกล่าวมีเพียงแค่การเปลี่ยนตระกูลผู้ดำรงตำแหน่งโชกุนจากตระกูลมินาโมโตะกับตระกูลโฮโจในยุคคามาคุระ (ค.ศ. 1185-1333) มาสู่ตระกูลอาชิคางะในยุคมุโรมาจิ (ค.ศ. 1336-1573) และตระกูลโทคุงาวะในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) ทั้งนี้ ภายใต้ระบอบโชกุน อำนาจทางการเมืองก็มิได้รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการกระจายไปยังกลุ่มผู้ปกครองในระดับรองลงมาในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น “โกเคะนิน” (gokenin) ในสมัยคามาคุระ ซึ่งเป็นข้าราชบริพารโดยตรงของโชกุน และบรรดา “ไดเมียว” (daimyo) ในสมัยเอโดะ ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ที่มีอิสระในการปกครองในแว่นแคว้นของตน โดยในยุคโทคุงาวะมีไดเมียวประมาณ 250-300 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีระบบราชการ กฎหมาย และนโยบายทางเศรษฐกิจเป็นของตนเอง

เมื่อถึงตรงนี้ คำถามสำคัญก็คือ เหตุใดพวกบรรดาโชกุนทั้งหลายจึงไม่โค่นล้มสถาบันจักรพรรดิออกไป ทั้ง ๆ ที่เมื่อพิจารณาจากอำนาจทางการทหารที่มีอยู่ในมือแล้วก็สามารถทำได้ไม่ยาก ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้สถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นยังคงสืบทอดต่อกันมาแม้ในยามที่อำนาจทางการเมืองถูกริบไปอยู่ในมือของระบอบโชกุนก็คือ การที่สถาบันจักรพรรดิเป็นแหล่งของความชอบธรรมทางการเมืองการปกครอง โดยตามขนบความเชื่อแบบชินโตที่สืบทอดกันมาผ่านคัมภีร์ “โคจิคิ” (Kojiki) ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 712 และ “นิฮง โชคิ” (Nihon Shoki) ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 720 ได้สร้างเรื่องราวไว้ว่า ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์ยามาโตะ คือ จักรพรรดิจิมมุ เป็นเชื้อสายจากมหาเทพอามาเทระสุ โอมิคามิ เทพีแห่งดวงอาทิตย์ และทรงครอบครองเครื่องราชกกุธภัณฑ์ซึ่งเป็นของบรรดามหาเทพสามชิ้น ได้แก่ อัญมณีศักดิ์สิทธิ์ คันฉ่องศักดิ์สิทธิ์ และดาบศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของจักรพรรดิทุกพระองค์

ดังนั้น สถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นจึงสามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางห้วงเวลาที่ถูกจำกัดและถูกริดรอนอำนาจไปโดยระบอบโชกุนบนพื้นฐานของการเป็นแหล่งความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองการปกครอง ซึ่งในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสำนักอังกฤษ (English School) ได้มีการเรียกถึงลักษณะของความชอบธรรมทางการเมืองแบบนี้ว่าเป็นการผสมกันระหว่าง “อำนาจอธิปไตยจากอาณัติสวรรค์” (divine sovereignty) ซึ่งหมายถึงการที่ผู้นำทางการเมืองมีแหล่งความชอบธรรมจากตัวตนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเห็นได้ทั่วไปในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กับ “อำนาจอธิปไตยจากวงศา” (dynastic sovereignty) ที่มีการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือดของผู้ปกครองที่ชอบธรรม

ทั้งนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า จากโครงสร้างอำนาจที่มีการแบ่งแยกแหล่งความชอบธรรมออกจากอำนาจการเมืองการปกครอง และการแตกกระจายเชิงอำนาจในการปกครองท้องถิ่นเหล่านี้ต่างเป็นเงื่อนไขตั้งต้นสำคัญที่ท้ายที่สุดแล้วหนทางแห่งการอยู่รอดจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกก็คือการถวายคืนพระราชอำนาจให้กลับสู่องค์พระจักรพรรดิ ภายหลังจากที่พลเรือจัตวาแมทธิว เพอร์รี ได้นำเรือดำมาบีบบังคับให้รัฐบาลโชกุนโทคุงาวะเปิดประเทศในปี ค.ศ. 1853 อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคบาคุมัตสึ (Bakumatsu) และนำไปสู่การทำสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียมกันหลายฉบับ ก็ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ซามูไรชั้นล่างของแคว้นซัตสึมะและแคว้นโชชู ซึ่งแม้จะเคยเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมาก่อน แต่ก็ได้รวมเป็นพันธมิตรซัต-โชในปี ค.ศ. 1866 ผ่านการประสานของซาคาโมโตะ เรียวมะ ซามูไรชั้นล่างจากแคว้นโทสะ และในที่สุดก็สามารถบีบบังคับให้โชกุนโทคุงาวะ โยชิโนบุประกาศถวายคืนพระราชอำนาจการปกครองกลับสู่องค์พระจักรพรรดิในปลายปี ค.ศ. 1867 อันนำไปสู่การปฏิรูปเมจิและการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1868 ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเส้นทางของชาติตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือมิใช่การเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญดังเช่นชาติตะวันตก เนื่องจากสถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่นได้ดำรงอยู่ในระบอบที่พระราชอำนาจถูกจำกัดมายาวนานกว่า 1,200 ปีอยู่ก่อนแล้ว หากแต่เป็นการรวมศูนย์อำนาจการปกครองกลับเข้าสู่สถาบันจักรพรรดิภายใต้กรอบความชอบธรรมเดิมที่ผสานอำนาจอธิปไตยจากอาณัติสวรรค์เข้ากับอำนาจอธิปไตยจากวงศา ก่อนที่แหล่งความชอบธรรมดังกล่าวจะถูกแปรเปลี่ยนไปสู่อำนาจอธิปไตยจากปวงชน (popular sovereignty) ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ผู้เขียนจะนำเสนอในตอนต่อไป

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรญี่ปุ่น: การเข้าสู่ระบอบพระจักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา

ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

'โสภณ' แจ้งข่าวดี จัดแข่งลดพุงข้าราชการสภา ไอเดียแจกของขวัญปีใหม่

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำหนึ่งคือ “เล่นการเมือง”