ผู้ชนะอยากแก้ ผู้แพ้อยากรื้อ

คุยเรื่องรัฐธรรมนูญกันหน่อยครับ...

หลังจากทำประชามติประชาชน ๒๑ ล้านเสียง ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บรรดาพรรคการเมืองเขาก็เดินหน้าทันที

สร้างดาวคนละดวง!

นี่ขนาดยังอยู่ในชั้นเสนอร่างแก้ไขนะครับ ยังหาจุดร่วมแทบไม่ได้เลย

แต่ละพรรคอยากเล่นบทพระเอกกันทั้งนั้น

รัฐธรรมนูญคือกติกาหลักของประเทศ การจะแก้ไข หรือเขียนขึ้นมาใหม่ มันควรจะอยู่ในบรรยากาศ “แย่งชิง” อย่างนั้นหรือ

จนอดคิดไม่ได้ว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งกันแน่

วานนี้ (๗ มิถุนายน)  ศ. ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต และคณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นมุมมองที่นักการเมืองอาจคาดไม่ถึง หรือไม่ก็มองข้ามไป

--------------------------- 

“เมื่อทุกฝ่ายอยากชนะ รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นสนามรบ ไม่ใช่กติกากลาง”

กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยที่ถูกพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อสนับสนุน ขณะที่พรรคประชาชนก็มีแนวทางและเงื่อนไขของตนเอง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่ความแตกต่างทางความคิดและจุดยืนทางการเมืองที่ยังหาจุดร่วมกันไม่ได้

แม้ทุกฝ่ายจะพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต้องการแก้อาจไม่เหมือนกันเลย

ตลอดกว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา แต่ละขั้วการเมืองต่างมีภาพฝันต่อประเทศไทยที่แตกต่างกัน

บางฝ่ายให้น้ำหนักกับอำนาจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง

บางฝ่ายให้ความสำคัญกับระบบถ่วงดุลและกลไกคุ้มครองเสถียรภาพของรัฐ

ขณะที่บางฝ่ายมองว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจที่ถือเป็นหลักประกันของประเทศ

เมื่อจุดยืนพื้นฐานต่างกันมาก การออกแบบรัฐธรรมนูญร่วมกันจึงเป็นเรื่องยากกว่าที่หลายคนคิด

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของปัญหาการเมืองไทยที่ลึกกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะแม้ยังไม่ได้เริ่มร่างฉบับใหม่อย่างจริงจัง แต่แต่ละฝ่ายก็เริ่มขีดเส้นเงื่อนไขและข้อจำกัดของตนเองแล้ว

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่คือเราจะสามารถสร้างฉันทามติร่วมกันได้หรือไม่ว่าประเทศควรเดินไปทางไหน

รัฐธรรมนูญจึงมักกลายเป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองมากกว่าจะเป็นพื้นที่สร้างความเห็นพ้องร่วมกัน

ทุกครั้งที่ดุลอำนาจเปลี่ยน ผู้ชนะอยากแก้ ผู้แพ้อยากรื้อ จนท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญถูกทำให้เป็นแพะรับบาปของทุกปัญหา ทั้งที่รากของปัญหาอาจอยู่ที่ความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวง และการไม่ยอมรับความชอบธรรมของฝ่ายที่คิดต่าง

บางทีสิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่เพียงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่คือ "ฉันทามติทางการเมืองฉบับใหม่" ที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่า แม้จะคิดต่าง แข่งขันกัน หรือสลับกันเป็นรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่ก็ยังอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กติกาเดียวกัน

หากทำสิ่งนี้ไม่ได้ ต่อให้แก้รัฐธรรมนูญอีกกี่ครั้ง วงจรความขัดแย้งเดิมก็อาจย้อนกลับมาอีกเช่นเคย.

---------------------

ครับ...บรรยากาศความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ ไม่ได้เศษเสี้ยว การมีม็อบธงเขียว ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เลยครับ

ขณะนั้นแทบทุกฝ่ายมองตรงกันว่าถึงเวลาต้อง “ปฏิรูปการเมือง”

แล้วครั้งนี้คืออะไรครับ

ก็อย่างที่ “ดร.สุริยะใส” บอก ผู้ชนะอยากแก้ ผู้แพ้อยากรื้อ ประชาชนไม่ได้อะไร นอกจากเชียร์แล้วกลับไปกินข้าวบ้านใครบ้านมัน

รัฐธรรมนูญไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่เครื่องมือต่อรองทางการเมือง กติกาสูงสุดของประเทศทุกภาคส่วนควรต้องตกผลึกร่วมกัน

ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ประชาชน ภาครัฐ ควรจะมีเป้าหมายเดียวกัน คือกติกาใหม่ที่สามารถพาประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

รู้อะไรมั้ยครับ ขนาดรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่ได้ชื่อว่า ฉบับปฏิรูปการเมือง ฉบับประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความคาดหวังว่า ประเทศไทยจะมีการปฏิรูปกันขนานใหญ่

สุดท้ายรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก็แพ้ภัยตัวเอง!

รัฐธรรมนูญที่ถูกขนานนามว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง แต่เมื่อใช้ไปแล้ว กลับสนับสนุนให้เกิดเผด็จการรัฐสภา

ความคิดที่ต้องการขจัดรัฐบาลผสมหลายพรรค เพราะการเมืองขาดเสถียรภาพ จึงเขียนรัฐธรรมนูญให้มีพรรคการเมืองน้อยพรรค

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทำได้ยากขึ้น ต้องใช้เสียง สส.จำนวนมากในการเข้าชื่อ

ฝ่ายค้านขณะนั้นนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้เลย

พรรคไทยรักไทยที่เกิดจากการควบรวมพรรคการเมือง ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด จนการตรวจสอบถ่วงดุลเกิดปัญหา คนรักทักษิณ จะบอกว่าเป็นเพราะประชาชนเลือกให้เป็นอย่างนั้น

แต่ในแง่กลไกตรวจสอบอำนาจรัฐคือ เป็นง่อย ฝ่ายค้านทำอะไรไม่ได้เลย

ในขณะที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้กำเนิด "องค์กรอิสระ" เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง

เป็นที่คาดหวังว่านี่คือหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปการเมือง

แต่ วุฒิสภาซึ่งมีอำนาจเลือกคณะกรรมการในองค์กรอิสระในขณะนั้น ถูกเรียกว่าสภาผัวเมีย มีการแทรกแซงโดยใช้อำนาจเงิน สุดท้ายองค์กรที่ทำหน้าที่ให้กำเนิดกรรมการในองค์กรอิสระ ถูกครอบงำ แทรกแซง โดยรัฐบาลที่สนับสนุนโดยเผด็จการรัฐสภา

การตรวจสอบฝ่ายบริหาร การใช้อำนาจรัฐ จึงไร้ประสิทธิภาพ

นั่นคือผลของการเขียนรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารมากเกินไป ซึ่งมาจากความคิดพื้นฐานที่ว่า การที่ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ไม่มีความต่อเนื่องด้านนโยบาย 

สุดท้ายกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการรวบอำนาจ

มีการผูกขาดผลประโยชน์ และนำไปสู่ทางตันทางการเมือง ลงเอยด้วยการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

รัฐธรรมนูญที่เชื่อกันว่าดีที่สุด มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด กลับถูกฉีกทิ้งด้วยข้ออ้าง เผด็จการคอร์รัปชัน ความแตกแยกในสังคม

นั่นคือรัฐธรรมนูญที่มาจากพื้นฐานการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น 

แต่กลับได้ในสิ่งตรงกันข้าม

นั่นเพราะนักการเมืองเห็นช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ

วันนี้ นักการเมือง จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา บนบรรยากาศความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

คิดว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญแบบไหนครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วันที่ส้มต้องรบกับส้ม

ต้องฟ้องรัฐบาลซะหน่อย... วานนี้ (๕ มิถุนายน) มีโอกาสไปใช้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซื้อก๋วยเตี๋ยวแถวๆ ออฟฟิศไทยโพสต์ หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เรียกเก็บเงิน คำแรกแม่ค้าถามว่า "มีไทยรักไทยมั้ย"

ผลงานพรรคส้ม

ชื่อของ "สุรพล นิติไกรพจน์" ดูเหมือนจะเป็นที่รังเกียจของมวลชนสีส้มเยอะพอควร ทั้งๆ ที่เป็นนักกฎหมายที่เก่งกาจลำดับต้นๆ ของประเทศ

รอผู้นำปราบโกง

หลายวันมานี้มีการพูดถึงการคอร์รัปชันกันมาก ที่ด่าก็ด่ากันไป ที่แก้ตัวก็ลิ้นพัน ประเทศไทย ณ วันนี้ ก็ยังไม่มีการพูดถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่จริงจังและจับต้องได้

อะไรๆ ก็ 'ไอโอ'

วันนี้คุยกันเรื่อง “ไอโอ” ครับ ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่มันเป็นเรื่องน่ารำคาญ พรรคการเมืองที่พูดเรื่องไอโอมากที่สุดคือพรรคส้ม

เริ่มต้นด้วยความระแวง

เดือนหน้าวันที่ ๗-๘ กรกฎาคม ที่ประชุมรัฐสภาเขาจะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้วครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคการเมืองก็เป็นเข่งอยู่