
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด ตรวจสอบความเคลื่อนไหวในแวดวงเศรษฐกิจฐานรากตามนโนบายรัฐบาล อย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน ที่เป็นดรามาอยู่ในขณะนี้ เมื่อ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขยับรับนโยบายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งถอย และปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหญ่ และยกเลิกเงื่อนไขกรณีที่บุตรนำสิทธิ์อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี
เรื่องนี้สร้างความไม่เป็นธรรมให้แก่ผู้สูงอายุในสังคมอย่างมาก เพราะข้อเท็จจริงในปัจจุบันดันพบว่า มีบุตรบางรายแอบนำสิทธิ์นี้ไปใช้ลดหย่อนภาษีเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่กลับไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลบุพการีจริงๆ ส่งผลให้ผู้สูงอายุที่กำลังเดือดร้อนต้องถูกตัดสิทธิ์การช่วยเหลือจากภาครัฐไปอย่างน่าเสียดาย
งานนี้กระทรวงการคลังเลยมอบหมายให้คณะกรรมการประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เร่งพิจารณาถอนเกณฑ์นี้ออกไปโดยด่วน เพื่อให้เม็ดเงินสวัสดิการกระจายไปถึงมือกลุ่มผู้เปราะบางที่เดือดร้อนที่สุดได้อย่างแม่นยำ หลังจากปล่อยให้มีข้อร้องเรียนเรื่องการแอบอ้างสิทธิ์จากผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงมานานเกือบสิบปี
ปัจจุบันตัวเลขผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีอยู่ประมาณ 13.22 ล้านราย ยืนยันสิทธิ์เรียบร้อยแล้วกว่า 10 ล้านคน และตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการยืนยันตัวตนรวมถึงตรวจสอบสำรวจสิทธิ์รอบใหม่ ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ยาวไปจนถึงวันที่ 21 มิถุนายนนี้
สำหรับแนวทางการจัดสรรงบประมาณเยียวยาในกระบวนการใหม่ รัฐบาลแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็นสองส่วนชัดเจน กลุ่มที่เดือดร้อนรุนแรงที่สุด รัฐบาลปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือให้เป็น 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิมที่ได้แค่ 300 บาท โดยประชาชนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องสมทบเงินใดๆ ส่วนกลุ่มที่พอจะมีรายได้เข้ามาบ้าง แต่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรคนจน รัฐบาลก็จัดตั้งโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เข้ามารองรับ โดยกำหนดให้รัฐบาลช่วยสมทบในสัดส่วนร้อยละ 60 และประชาชนออกส่วนที่เหลือเองร้อยละ 40
คาดว่ากระบวนการกลั่นกรองและตรวจสอบคุณสมบัติทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์พิจารณาทุกกลุ่มสามารถเริ่มใช้บริการและรับสิทธิ์การช่วยเหลืออย่างเป็นทางการพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป ถือเป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาลมุ่งหวังจะอุดรอยรั่วและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม รวมถึงแก้ปัญหาได้เร็วหลังเกิดปัญหากับผู้สูงอายุ
ขยับมาส่องสถานการณ์ทางการเมืองเมืองหลวง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเก็งข้อสอบในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งสำคัญ แม้ผลสำรวจความเห็นของประชาชนชาว กทม. โดยนิด้าโพล ในช่วงโค้งแรกของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 จะชี้ชัดว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ยังคงได้รับคะแนนนิยมนำโด่งเป็นอันดับหนึ่ง สูงถึงร้อยละ 67.30 ทิ้งห่างกลุ่มผู้สมัครคู่แข่งรายอื่นๆ ที่ยังไม่มีใครทำคะแนนนิยมผ่านเกณฑ์ร้อยละ 10 ได้เลยแม้แต่คนเดียว จนนักวิเคราะห์ทางการเมืองค่อนประเทศพากันประเมินว่า ชัชชาติน่าจะได้รับความไว้วางใจให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกครั้งค่อนข้างแน่นอน
ทว่าในบริบทการเมืองย่อมไม่มีสิ่งใดแน่นอนและพร้อมพลิกผันได้ตลอดเวลา ยิ่งเวลานี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวในประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและแหลมคม จากกรณีที่มีการพูดถึงปม ระบบอากง ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการเรียกรับส่วยและพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร จนประเด็นดังกล่าวถูกนำไปขยายผลและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
ฉะนั้นจากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง หาก ชัชชาติ ไม่เคลียร์จุดอ่อนเรื่องทุจริตคอร์รัปชันให้ดี ไม่สะอาดกระจ่างชัด ปัญหาเหล่านี้จะกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ฉุดรั้งให้คะแนนเสียงอันท่วมท้นของชัชชาติต้องลดทอนลงไปไม่มากก็น้อยในท้ายที่สุด และอะไรที่ว่าแน่อาจพลิกได้ตลอดในนาทีสุดท้าย.
เสือดำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่เมืองไทยมีข่าวสะพัดว่าจะมีการปรับ ครม. ดึงพรรคกล้าธรรม (กธ.)
บันทึกหน้า 4
กรณีที่ นายวรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาเรียกร้องให้ยุติการจองล้างจองผลาญตระกูลชินวัตร พร้อมหยิบยกปมภาษีหุ้นชินคอร์ปและผลกระทบทางคดีขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง สอดรับกับกระแสสังคมต่อร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้างความปรองดอง ทว่า ในความเป็นจริงกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่สามารถคุ้มครองหรือนิรโทษกรรมให้แก่
บันทึกหน้า 4
บันทึกในวันฟ้าอึมครึมไม่น้อยหน้าไปกว่าความรู้สึกมืดๆ มัวๆ ของประชาชนในสังคมไทยเวลานี้ หลังได้ยินได้ฟังผลการวินิจฉัยของ “กกต.” ที่ตัดสินใจส่งเรื่องราวฟ้องร้องกล่าวโทษใน “คดีฮั้ว สว.” ไปแค่ 77 คน จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย โดยเป็น สว. 26 คนเท่านั้น ที่เหลือคนที่อยู่ข้างหลังรอด!! ...0
บันทึกหน้า 4
หมูไม่กลัวน้ำร้อน! คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงผู้ที่เป็นอั้งยี่และผู้สนับสนุน ภายใต้การนำของ "พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ"
บันทึกหน้า 4
ประเดิมด้วยข่าวดีและข่าวที่ชาวไทยควรร่วมส่งกำลังใจไปเชียร์ เมื่อ “เนเน่ รอยัล” หรือ “แพรว-รัตติกานต์ อำลอย” สาวน้อยวัย 16 ปีจากจังหวัดภูเก็ตพร้อมครอบครัว เดินทางถึงลอสแองเจลิส
บันทึกหน้า 4
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมากมีมติส่งฟ้องศาลฎีกาเอาผิด 77 คน จากผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คนตามกระแสข่าว โดยเป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน แต่ไม่มีรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อศาลรับคำฟ้อง 26 สว.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อ สว.สีน้ำเงินที่ยังเป็นเสียงข้างมาก

