
ไชยันต์ ไชยพร
หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491) มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ถ้าพิจารณาตามมมาตรา 74 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ที่กำหนดไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอย่างน้อยสิบห้าคน อย่างมากยี่สิบห้าคน ในการตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ” ก็อาจเข้าใจไปว่า คณะรัฐมนตรีคณะนี้แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ยังไม่ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษก) แต่ในความเป็นจริง คณะรัฐประหาร ดังนั้น คณะรัฐประหารจึงเป็นผู้มีอิทธิพลในทางพฤตินัยต่อการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งตัวนายควง อภัยวงศ์นายกรัฐมนตรีด้วย
คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 ประกอบด้วย
1.หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
2. พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
3. นายประจวบ บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4. พลเรือตรี เล็ก สุมิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
5. พลโท หลวงชาตินักรบ (ศุข นักรบ) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
6. พันเอก น้อม เกตุนุติ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
7. นายควง อภัยวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ
8. พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
9. หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
10. หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
11. พลโทชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
12. พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ (สิทธิ์ จุณณานนท์) เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
13. หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
14. นายเลื่อน ศราภัยวาณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
15. นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
16. นายชม จารุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
17. หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรี
18. นายเลื่อน พงษ์โสภณ เป็นรัฐมนตรี
19. นาวาเอก พระยาวิชิตชลธี (ทองดี สุวรรณพฤกษ์) เป็นรัฐมนตรี
20. นายศรีเสนา สมบัติศิริ เป็นรัฐมนตรี
21. หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) เป็นรัฐมนตรี
ประกาศเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายและวุฒิสภาได้อภิปรายนโยบายของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 – 28 และ 29 พฤศจิกายน 2490 จึงได้ให้ความไว้วางใจ [1]
ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน ดังต่อไปนี้
หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะที่ทรงมีอายุได้ 58 ปี เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย (พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าไชยันตมงคล) เป็นพระราชโอรสพระองค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาห่วง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นนักเรียนส่วนพระองค์ออกไปศึกษาวิทยาการ ณ ประเทศอังกฤษ ได้ทรงเริ่มการศึกษาชั้นประถม ณ โรงเรียน Torquay Preparatory School เป็นเวลา 2 ปี ใน พ.ศ. 2456 จึงได้เลื่อนไปทรงศึกษาชั้นมัธยม ณ วิทยาลัย Cheltenham College อีก 3 ปี ได้ทรงรับประกาศนียบัตรชั้นมัธยมศึกษาชั้นสูงของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และเคมบริดจ์ ใน พ.ศ. 2459 เพื่อทรงศึกษา ณ วิทยาลัยมอดดะเลน (Magdalene College) เมื่อได้ทรงสอบไล่ได้รับปริญญาเกียรตินิยมชั้นสองในวิชาประวัติศาสตร์ (B.A.) ต่อจากนั้นได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2462 ได้เข้าศึกษา ณ วิทยาลัย École des Sciences Politiques แห่งกรุงปารีสอีก 1 ปี จึงได้เสด็จกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2463
เมื่อพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้เสด็จกลับมาถึงประเทศไทยนั้น เป็นรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในตำแหน่งเลขานุการกระทรวงเป็นตำแหน่งแรก และนับตั้งแต่วาระนั้นเป็นต้นมา พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ราชการในกระทรวงนั้นหรือทรงปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ของทางราชการอันเกี่ยวข้องกับกระทรวงนั้นโดยตรง ในขณะที่พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงเข้ารับราชการในกระทรวงพระคลังมหาสมบัตินั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดี หม่อมเจ้าเณร เกษมศรี ผู้ซึ่งภายหลังได้ดำรงพระยศเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เป็นรองเสนาบดี ส่วนตำแหน่งปลัดทูลฉลองนั้นยังว่างอยู่ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งเลขานุการกระทรวง และได้ทรงศึกษาราชการต่าง ๆ แห่งกระทรวงนั้น เป็นที่พอพระทัยและไว้วางพระทัยของเสนาบดีและรองเสนาบดี
ใน พ.ศ. 2465 พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง ใน พ.ศ. 2469 ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้รั้งปลัดทูลฉลอง จนถึง พ.ศ. 2470 อันเป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ขณะนั้นพระชนมายุได้ 28 ปี นับว่าทรงเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ ชั้นปลัดทูลฉลองที่มีอายุน้อยที่สุดในสมัยนั้น ในสมัยนั้นทางราชการเห็นสมควรบำรุงชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกของประเทศไทย จึงได้จัดตั้งสภาขึ้นสภาหนึ่งเพื่อดำเนินการนี้ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยก็ได้ทรงรับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสภาจัดบำรุงชายทะเลทิศตะวันตกเป็นหน้าที่พิเศษอีกตำแหน่งหนึ่ง นอกจากนั้นในสมัยเดียวกันได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ปรับปรุงราชการเกี่ยวกับองคมนตรีขึ้น โดยให้มีกรรมการของสภาองคมนตรี มีหน้าที่ประชุมปรึกษาราชการในข้อที่จะได้ทรงมอบหมายให้พิจารณาเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายความเห็นในข้อราชการนั้น ๆ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงดำรงตำแหน่งกรรมการองคมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เมื่อปี พ.ศ. 2471
ใน พ.ศ. 2473 ตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรว่างลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยจากตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ไปทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน ศกนั้น ในยุคที่พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเสด็จไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากรนั้น เป็นยุคแห่งการจัดระบบภาษีขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นธรรมแก่สังคมยิ่งขึ้น ในขณะที่ทรงรับตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรนั้น ทางราชการของกรมนั้นยังเก็บภาษีอากรแบบเก่า ๆ อยู่ เช่น อากรค่านา อากรสวนใหญ่ อากรสวนจาก อากรสมพัตสร อากรนาเกลือ ภาษีค่าที่ไร่ยาสูบ ภาษีค่าที่ไร่อ้อย เงินรัชชูปการ ภาษีเรือโรงร้างตึกแพ เป็นต้น ซึ่งภาระแห่งภาษีอากรนั้นตกอยู่กับกสิกรเป็นส่วนใหญ่ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงยกเลิกภาษีอากรเก่า ๆ เสีย และได้ทรงแก้ไขโดยค่อยเป็นค่อยไป ให้มีการจัดเก็บภาษีขึ้นใหม่ให้เหมาะสมแก่ความเจริญของบ้านเมือง และเฉลี่ยภาระแห่งภาษีนั้นออกไปในลักษณะที่เป็นธรรม มิให้ตกอยู่แก่คนกลุ่มเดียวเป็นส่วนใหญ่ดังแต่ก่อน ภาษีที่เก็บใหม่ในระหว่างที่พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรนั้นอยู่ในลำดับดังต่อไปนี้
หลังการปฏิวัติ 2475 พระองค์ทรงเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังฝ่ายไทยคนแรก นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แต่งตั้งพระองค์ให้ดำรงตำแหน่งนี้เพื่อคานอำนาจกับ นายเจมส์ แบ็กซเตอร์ ที่ปรึกษาชาวอังกฤษ
พ.ศ. 2475 ประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินเดือน ประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและประกันภัย ประกาศใช้พระราชบัญญัติอากรแสตมป์
พ.ศ. 2476 ประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ โดยยกเลิกภาษีเงินเดือนเสีย ประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีการค้า พ.ศ. 2477 ประกาศใช้พระราชบัญญัติอากรมรดกและการรับมรดก
พ.ศ. 2478 ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร [2]
พ.ศ. 2481 ทรงเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังฝ่ายไทยพ.ย. 2485 - ต.ค. 2489
ทรงร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ ผลักดันพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยสำเร็จ และทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนแรกภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยทรงดำรงตำแหน่งท่ามกลางแรงกดดันจากกองทัพญี่ปุ่นต้านอิทธิพลญี่ปุ่น ทรงใช้ไหวพริบเจรจาต่อรองคัดค้านข้อเสนอของญี่ปุ่น ที่พยายามเข้ามาควบคุมระบบเงินตราและแต่งตั้งคนญี่ปุ่นเป็นหัวหน้าธนาคารกลาง ส่งผลให้ไทยยังสามารถรักษาเสถียรภาพและสิทธิ์การบริหารเงินตราของตนเองไว้ได้
ในปี พ.ศ. 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ในขณะที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากระทรวงการคลัง ที่ปรึกษาสำนักนายกฯ และผู้ว่าการธนาคารชาติ พระองค์ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทยเดินทางไปเจรจาเลิกสถานะสงครามและความตกลงสมบูรณ์แบบกับประเทศอังกฤษ อินเดีย และออสเตรเลีย ณ เมืองแคนดี ประเทศลําปะกา (ศรีลังกา) พระองค์ทรงได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2488 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันแสดงให้เห็นว่า ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี เห็นความสำคัญในประสบการณ์ความสามารถของหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ จึงได้แต่งตั้งให้พระองค์เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทยทันทีที่ ม.ร.ว.เสนีย์เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ในเจรจากับผู้แทนรัฐบาลอังกฤษและอินเดีย ณ เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา และที่สิงคโปร์ พระองค์ทรงเจรจาอย่างยากลำบากเพื่อผ่อนปรนข้อเรียกร้องอันหนักหน่วงจากฝ่ายสัมพันธมิตร (เช่น การบังคับส่งมอบข้าวสารฟรีให้สหประชาชาติ) [3] จนสามารถลงนามใน "ความตกลงสมบูรณ์แบบ" (Formal Agreement) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 ช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงครามและรักษาสถานะทางเศรษฐกิจไว้ได้ “ในการเจรจาครั้งนั้นมีเรื่องเล่าบันทึกไว้ว่า ‘ประเทศมหาอำนาจที่ชนะสงครามประเทศหนึ่งได้เรียกร้องให้ประเทศไทยส่งพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรคืนไปยังเมืองเวียงจันทน์...’ จึงทำให้ ม.จ.วิวัฒนไชย ถึงกับเดินออกจากห้องประชุมไม่ยอมเจรจา จนกว่าจะมีการถอนข้อเรียกร้อง ท่านจึงจะยอมกลับเข้าประชุมต่อ” [4]
จากผลงานของพระองค์ ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีได้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า “หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ ทรงเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ผู้ได้รับมอบหมายให้ไปดำเนินการเจรจาอันยากยิ่งคราวนี้ ต้องทรงทนต่อการปฏิบัติอย่างดูแคลนของนายเดนิ่ง โดยมิได้ปริพระโอษฐ์โต้ตอบแต่ประการใด ทรงพยายามเอาอกเอาใจนายเดนิ่งเพื่อให้ผ่อนปรนการเรียกร้องและการคาดคั้นของฝ่ายอังกฤษเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ นับเป็นความดีความชอบซึ่งน่าจะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ คณะรัฐมนตรีมีมติให้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่สมาชิกทุกคนในคณะผู้แทน” แต่มีผู้คัดค้านโดยให้เหตุผลว่า “แม้ผลงานของคณะผู้แทนไทยจะเป็นประโยชน์ตกได้แก่ประเทศไทยบ้างในทางที่ได้ลดการเรียกร้องของอังกฤษลงไป และสามารถปกปักรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติไว้เท่าที่จะทำได้ แต่หัวข้อความตกลงและความตกลงสมบูรณ์แบบที่ทำนั้น ล้วนมีข้อความสร้างภาระให้แก่ประเทศไทยอย่างหนัก ไม่น่าจะถือเป็นเหตุให้มีการพิจารณาปูนบำเหน็จความชอบให้แก่คณะผู้แทน……การปฏิบัติของนายเดนิ่งต่อหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ มีไม่งามหลายสถาน ไม่คู่ควรแก่ความเป็นนักการทูตชั้นสูงของรัฐบาลอังกฤษ แต่เขาทำกับเราในฐานะที่เราเป็นศัตรูแพ้สงคราม เขาย่อมบีบบังคับจะเอาอย่างใจ การที่หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ ทรงทนต่อการทรมานของนายเดนิ่ง ทั้ง ๆ ที่พระองค์ท่านทรงเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ดำรงตำแหน่งสูงในราชการไทย หากจะไม่ได้รับบำเหน็จความชอบในรูปเลื่อนชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์คราวนี้…….พระองค์ท่านคงไม่ทรงเสียพระทัยอย่างใด โอกาสหน้ายังมีอยู่….ไม่อยากจะให้ประชาชนคนไทยเห็นว่า ผู้ที่มีส่วนร่วมในการไปตกลงรับภาระจำต้องยอมให้แก่ฝ่ายอังกฤษ กลับมารับบำเหน็จความความดีความชอบเป็นการส่วนตัวแต่ละคน ….ขออภัยที่ตัดสินใจมากราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเช่นนั้น เนื่องจาก….เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในข่ายจะได้รับประโยชน์จากมติของคณะรัฐมนตรีด้วย” และ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชก็เห็นด้วยกับเหตุผลดังกล่าว จึงไม่ได้มีการความกราบบังคมทูลขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่สมาชิกทุกคนในคณะผู้แทน
จากข้อมูลข้างต้น จะพบว่านอกจาก ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชจะมีความมั่นใจในคุณสมบัติความสามารถของหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ดังที่ได้แต่งตั้งให้พระองค์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาลไทยไปเจรจาเลิกสถานะสงครามและความตกลงสมบูรณ์แบบกับประเทศอังกฤษ อินเดีย และออสเตรเลียแล้ว หลังจากการเจรจรา ม.ร.ว. เสนีย์ก็มีความชื่นชมประทับใจในการทำงานของหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์จนถึงคิดเสนอให้กราบบังคมทูลขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เพียงแต่มีผู้ไม่เห็นด้วยเลยไม่ได้มีการกราบบังคมทูลขอพระราชทานฯ [5]
อีกทั้ง พระองค์ยังทรงทำงานร่วมกับนักการเมืองคณะราษฎรอย่างนายปรีดี พนมยงค์ก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยได้สำเร็จ และดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และทรงได้รับความไว้วางใจจาก ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชในการเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลไทยไปเจรจาสถานะสงครามและความตกลงสมบูรณ์แบบ และก่อนหน้าที่พระองค์จะทรงรับตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 พระองค์ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆมาก่อนเลย กล่าวได้ว่า หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ ทรงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ข้าราชการเทคโนแครตชั้นสูง” ที่เป็นมันสมองด้านการคลังและนโยบายระหว่างประเทศ มากกว่าการเป็นนักการเมืองที่สังกัดพรรคการเมือง ทรงเป็นผู้วางรากฐานและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยผ่านวิกฤตการณ์สำคัญ [6]
[1] https://www.soc.go.th/?page_id=5832&__cf_chl_f_tk=KqylxM9c57wj0WTo8ReFwJ.UbLF3VMr9p26KosZVDzg-1783165965-1.0.1.1-MOcPqfZHSM6Z8DaUYKJmpGkbDNyM.VDQQ9Q.wTZFIHU
[2] https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2
[3] ศาสตราจารย์ ดร.กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ – ๒๔๙๕ ตอนที่ 22 : การเจรจาเลิกสถานะสงคราม ฐานข้อมูลสถาบันปรีดี พนมยงค์ https://pridi.or.th/th/content/2025/07/2565
[4] ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, วิวัฒนไชย, ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2
[5] ศาสตราจารย์ ดร.กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ – ๒๔๙๕ ตอนที่ 22 : การเจรจาเลิกสถานะสงคราม ฐานข้อมูลสถาบันปรีดี พนมยงค์
[6] ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, วิวัฒนไชย, ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ไชยชนก' รับเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า ไม่กังวลหากถูกซักฟอก
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ทุกกระทรวงต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งเรามีการรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจของฝ่ายค้าน
🔴LIVE สิงหาฯ การเมืองเดือด | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569
🔴LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ปล่อยตัว 'ราชายานรก' สะเทือน..ยุติธรรม!!
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569
‘หนู’ไม่กลัวซักฟอก คุยลั่น!ถามอะไรมาตอบได้หมดยืนยันเสียงรัฐบาลเข้มแข็ง
"อนุทิน" เกทับซักฟอกไม่ใช่ข่าวใหม่ รู้อยู่แล้วว่าฝ่ายค้านมีสิทธิ์ยื่นปีละครั้ง คุยลั่นตอนนี้ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาล มีแต่รัฐบาลของประชาชนชาวไทย ไม่ต้องเก็งข้อสอบเพราะทำงานทุกวัน ปฏิเสธไม่เกี่ยวฮั้ว สว. เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ยันรัฐบาลเข้มแข็ง "เท้ง" ชี้รัฐบาลที่เข้าสู่อำนาจแบบไม่ถูกต้องพยายามใช้อำนาจต่อเติมกำแพงให้หนาขึ้น
นายกฯหนู ลั่นถามอะไรมาตอบได้หมด ไม่ต้องรอซักฟอก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าจะมีการยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมสภาหน้าแน่นอน กังวลหรือไม่ โดยนายอนุทินย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า
'อนุทิน' เผยเจอ 'ทักษิณ' พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ ชี้เป็นมิตรหรือศัตรู ต้องมุ่งทำประโยชน์ให้ประชาชน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีไปร่วมงานศพ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย แล้วได้พบกับ นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ

