ก่อนถึง 14 กันยา…ใจเย็นกันหน่อยก็ได้

เดี๋ยวนี้ตามข่าวการเมืองอย่างเดียวเห็นจะไม่พอ ต้องอ่านภาษามวยออกด้วย

วันก่อน “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ไปเจอกับ นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ คุยกันเรื่องฮั้ว สว.

คุยกันเสร็จ คนดูบางส่วนไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า มีผลมวยติดมือกลับไปด้วย

“ไอติมแพ้น็อก”

ผมไม่ได้เป็นกรรมการ เลยไม่รู้ว่าแพ้กันถึงขั้นไหน แต่มีคนหนึ่งดูจะถูกใจกับผลมวยนี้อยู่ไม่น้อย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ถึงกับแชร์โพสต์วิจารณ์ไอติม 2 โพสต์ หนึ่งในนั้นวิเคราะห์กันเป็นเรื่องเป็นราวว่าทำไม “ไอติม” ถึงแพ้น็อก “นภินทร” แถมอีกประโยค

“Iron doesn’t melt. Ice cream does.”

“เหล็กไม่ละลาย แต่ไอติมละลาย”

แปลกันแค่นี้พอครับ เพราะถ้าแปลต่อว่า “ไอติม” คือใคร เดี๋ยวจะหาว่าดูถูกคนอ่าน (ฮา)

นายกฯ อารมณ์ดี ผมก็เกือบจะอารมณ์ดีตาม แต่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็อยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.เหมือนกัน

เชียร์กันต่อครับ ส่วนผมขอดูอยู่ข้างๆ ดีกว่า

ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้แปลว่าผิด แต่คนมีชื่ออยู่ในคดีออกมาเฮว่าอีกฝ่ายแพ้น็อก มันก็ดูแปลกๆ อยู่เหมือนกัน...

เอาเป็นว่าลองดูดีกว่าว่า วันนั้นเขาคุยอะไรกัน

นภินทรถูกถามหลายเรื่อง ทั้งเหตุที่ไม่ไปตอบกระทู้ในสภา เรื่องบุคคลที่เรียกกันว่า “พยาน A” และข้อสังเกตว่าผู้ถูกกล่าวหา 9 คนใช้ทีมกฎหมายเดียวกัน มีคำชี้แจงคล้ายกัน

เรื่องไม่ไปตอบกระทู้ นภินทรบอกว่าติดประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วม 5 จังหวัด ส่วนพยาน A ยอมรับว่าเคยพบ แต่บอกว่าเดิมมาคุยเรื่องการเกษตร พอมีการพูดถึงการขอความช่วยเหลือเรื่องเลือก สว.ก็ให้ออกจากห้อง ส่วนเรื่อง 9 คนใช้ทีมกฎหมายเดียวกัน นภินทรก็ย้อนว่า แล้วตรงไหนที่โยงมาถึงตัวเขา

จะเชื่อทั้งหมดหรือไม่ ผมยังไม่รีบ คนถูกพาดพิงมีสิทธิชี้แจง คนฟังก็มีสิทธิถามต่อ

ทีนี้พอถูกถามกลับ คำพูดบางช่วงของไอติมก็ถูกฝ่ายวิจารณ์หยิบมาเรียง ทั้ง “มีคนบอกมา” “ผมตั้งข้อสังเกต” “ผมไม่ได้กล่าวหา” และ “นี่คือข้อมูลเท่าที่ผมมี”

ตรงนี้แหละครับที่ผมติดใจ

ไอติมไม่ได้เพิ่งเดินเข้ามาในเรื่องฮั้ว สว.เมื่อวาน เจ้าตัวเดินเรื่องนี้มาไกล และมีจุดยืนชัดว่า กกต.ควรส่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนในคดีฮั้ว สว.ไปให้ศาลพิจารณา

ล่าสุดวันที่ 29 สิงหาคม ก็เปิดข้อมูลเพิ่มว่าพบสัญญาณโทรศัพท์ของ สว. 40 คนอยู่บริเวณโรงแรมพูลแมน พร้อมยืนยันว่าหลักฐานที่มีถึงระดับ “อันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต” แล้ว

ข้อมูลใหม่มีก็ตรวจครับ ไม่มีเหตุผลต้องปัดทิ้ง แต่ถ้าจุดยืนไปถึงขั้นให้ส่งผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไปศาล เวลาถูกถามถึงข้อมูลบางชิ้น จะเหลือเพียง “ผมตั้งข้อสังเกต” หรือ “ผมไม่ได้กล่าวหา” ก็คงไม่ได้

ตั้งข้อสังเกตได้ รับข้อมูลจากคนอื่นมาก็ได้ แต่เมื่อเอาข้อมูลเหล่านั้นมาต่อกันจนปลายทางคือการเรียกร้องให้ส่งผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไปศาล คนฟังก็มีสิทธิถามว่า ตรงไหนคือข้อมูล ตรงไหนคือข้อสันนิษฐาน และตรงไหนเชื่อมถึงตัวบุคคลแล้ว

เพราะตอนเรียกร้องให้ส่งศาล พูดถึง 229 คนเต็มจำนวน

แต่พอถูกถามว่าข้อมูลบางชิ้นพิสูจน์อะไร กลับเหลือแค่ “ผมตั้งข้อสังเกต” “ผมไม่ได้กล่าวหา”

อ้าว…แล้ว 229 คนเมื่อกี้ ใครพามาครับ?

อย่าเพิ่งเข้าใจว่าผมกำลังช่วย 229 คน ถ้ามีการฮั้วเลือก สว.จริง ต้องเอาให้ถึงที่สุด ใครทำ ใครสั่ง ใครช่วย ถ้าหลักฐานถึงก็จัดการ ไม่มีเหตุผลต้องไว้หน้าใคร

แต่ เอาคดีให้ถึงที่สุด กับ กำหนดไว้ก่อนว่าต้องเป็น 229 คน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ผมเอาแค่นี้ครับ คนกล่าวหามีหลักฐานก็เอามา คนถูกกล่าวหามีอะไรหักล้างก็เอาออกมา ส่วน กกต.มีหน้าที่พิจารณา ก็พิจารณาแล้วอธิบายให้สังคมฟัง

ไม่ต้องช่วยกันเฉลยก่อน เพราะดูท่าเรื่อง 229 คน ยังมีคนอยากช่วยเฉลยอีกเยอะ

คนที่เดินมาทางเดียวกับไอติมก็มี ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw ซึ่งเห็นว่า กกต.ควรส่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนในคดีฮั้ว สว.ไปศาล และก่อนหน้านี้ยังประกาศว่า หากไม่ดำเนินการทั้งหมด ก็พร้อมเปิดข้อมูลของคนที่ไม่ถูกดำเนินการ

เรื่องคุณยิ่งชีพผมเขียนถึงไปเยอะแล้ว รอบนี้ไม่รบกวนพื้นที่แกมาก เดี๋ยวหาว่าคิดถึงกันเกินไป

เหตุผลหนึ่งที่ฝ่ายเรียกร้องให้ส่ง 229 คนพูดตรงกันก็น่าฟัง เขาบอกว่าชั้น กกต.ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์จนถึงขั้นว่าคนเหล่านี้ผิด ขอเพียงมี “เหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต” ก็ส่งไปศาล แล้วให้ศาลเป็นคนตัดสิน

ฟังเผินๆ ก็เข้าท่าครับ

เพียงแต่อย่าลืมว่า สิ่งที่ฝ่ายเดินเรื่องฮั้ว สว.หยิบมาพูดต่อสาธารณะ ย่อมเป็นข้อกล่าวหาและข้อมูลที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเป็นหลัก ก็ไม่แปลก เขาเป็นฝ่ายตรวจสอบ เป็นฝ่ายตรงข้ามกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” จะให้มานั่งช่วยแก้ต่างให้ผู้ถูกกล่าวหาก็คงผิดบทบาท

แต่สำนวนไม่ได้มีแค่ข้อกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหาก็มีคำชี้แจง มีข้อโต้แย้ง มีพยานหลักฐานของตัวเอง ของใครฟังขึ้นหรือฟังไม่ขึ้นยังไม่ต้องรีบตัดสิน เพราะทั้งหมดนั่นต่างหากที่ กกต.ต้องเอามาพิจารณาประกอบกัน

ถ้าเราได้ยินข้อกล่าวหาด้านเดียวบ่อยๆ จนรู้สึกว่า 229 คนผิดไปแล้ว ก็ไม่ต่างจากช่วยวินิจฉัยคดีล่วงหน้าเหมือนกัน

ยิ่งไปดูในบ้าน กกต.เอง เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีคำตอบเดียวมาตั้งแต่ต้น

คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอร่วมทำสำนวน มีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน

แต่พอสำนวนมาถึงคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เสียงข้างมากกลับมีมติ 5 ต่อ 2 ว่า ข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูล ส่วนเสียงข้างน้อย 2 เสียงเห็นควรชี้มูล 134 คน

ชุดหนึ่งเห็น 229 อีกชุดเสียงข้างมากเห็นศูนย์

ต่างกันขนาดนี้ คนข้างนอกสงสัยได้ครับ

และคราวนี้ผมไม่ได้ถามไอติม ไม่ได้ถามยิ่งชีพ

ถาม กกต.

เพราะสุดท้ายสำนวนก็มาถึงมือ กกต.ชุดใหญ่ วันที่ 14 กันยายนจะเห็นตามชุด 26 ตามเสียงข้างมากชุด 36 หรือออกมาเป็นตัวเลขอื่น เป็นอำนาจของท่าน

แต่ไม่ว่าจะออกหน้าไหน ช่วยอธิบายให้คนเขาฟังรู้เรื่องด้วยว่า เพราะอะไร

229 จะเหลือเท่าไรผมไม่รู้ และยังไม่รู้ด้วยว่ามติ กกต.จะออกทางไหน แต่ถ้าสุดท้ายจาก 229 เหลือศูนย์ คนก็คงอยากรู้ว่า แล้วสิ่งที่ชุด 26 เห็นจนเสนอให้ดำเนินคดีทั้ง 229 คนนั้น ชุด 36 มองต่างตรงไหน และ กกต.ชุดใหญ่ให้น้ำหนักกับอะไร

ถามไว้ก่อนครับ ยังไม่ได้เร่งเอาคำตอบวันนี้

วันที่ 14 กันยายนยังมาไม่ถึง

แต่เดี๋ยวนะ กกต.ไม่ใช่ไปรษณีย์

ไม่ใช่มีคนหอบสำนวน 229 ซองมาวาง แล้วมีหน้าที่ติดแสตมป์ส่งศาลอย่างเดียว กกต.มีหน้าที่พิจารณาก่อนส่งอยู่แล้ว คำว่า “เหตุอันควรเชื่อ” ก็ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุอะไร และควรเชื่อถึงใคร

หลักฐานถึงใครก็ส่งคนนั้น ถ้าไม่ถึงก็ต้องบอกว่าไม่ถึงเพราะอะไร จะบอกว่า “ส่งไปให้หมด เดี๋ยวศาลตัดสินเอง” ถ้าอย่างนั้นจะมีด่าน กกต.ไว้ทำไม

กกต.ไม่ใช่ไปรษณีย์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าพอมีอำนาจวินิจฉัยแล้วจะพูดอะไรก็จบ จะส่งหรือไม่ส่งใคร อย่างน้อยก็ต้องมีเหตุผลให้คนเขาฟังรู้เรื่อง...

เอาเรื่อง กกต.ไว้แค่นี้ก่อน ช่วงนี้เรื่องฮั้ว สว.กับองค์กรอิสระคึกคักเหลือเกิน สองวันมีสองเวทีให้ตามกันแทบไม่ทัน

เวทีหนึ่งพูดเรื่อง “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ” มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวเปิดงาน และวงเสวนามี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, วิชา มหาคุณ, วัส ติงสมิตร รวมถึงผู้ร่วมงานอีกหลายคน

อีกเวทีเป็นงานผู้นำฝ่ายค้านที่รัฐสภา มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และชัยธวัช ตุลาธน มานั่งคุยกันเรื่องวิกฤตความเชื่อมั่น การตรวจสอบ ฮั้ว สว. และ “ระบอบสีน้ำเงิน”

หัวหงอกหัวดำมานั่งสุมหัวคุยเรื่องบ้านเมืองกันคึกคักดีครับ

ชัยธวัชพูดเรื่อง 229 คน ผมไม่ค่อยแปลกใจ ฝ่ายสีส้มเดินเรื่องฮั้ว สว.และระบอบสีน้ำเงินมาทางนี้อยู่แล้ว ไอติมพูด ยิ่งชีพพูด ชัยธวัชพูด แนวทางจึงไม่ห่างกันนัก

ทั้งเรื่องความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ ที่มา การใช้อำนาจ การตรวจสอบ การถูกครอบงำ แต่ละท่านหลักการมาเต็ม ฟังแล้วก็ดีครับ บ้านเมืองมีคนช่วยกันตรวจสอบเยอะๆ ย่อมดีกว่าไม่มีใครตรวจสอบ

เพียงแต่บางท่านพูดได้คมเหลือเกิน ฟังแล้วอย่าเผลอย้อนกลับไปนึกถึงสมัยที่ยังมีอำนาจก็แล้วกัน เดี๋ยวจะเสียสมาธิ!

คนเราจะเปลี่ยนความคิดได้ ไม่ผิดอะไร วันนี้เห็นปัญหาที่เมื่อก่อนอาจไม่เห็น ก็พูดกันไป แต่ถ้าจะให้ผมฟังแล้วเคลิ้มตามทันที คงยากหน่อย

การเมืองไทยไม่ได้เพิ่งเริ่มเมื่อเช้านี้ครับ บางเรื่องวันนี้พูดกันเสียงดัง ก็อดไม่ได้ที่จะนึกว่าเมื่อก่อนเคยคิดกันอย่างไร

แต่เอาเถอะ อย่างน้อยฝ่ายสีส้มก็ไม่ต้องเหงา ดูไปดูมา บางแนวคิดเริ่มมีเพื่อนต่างวัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ฮา)

เอาล่ะ การเมืองพักไว้ตรงนี้ก่อน มีจดหมายจาก คุณบัญญพนต์ เกิดคล้าย หรือ “คุณต้อง” เข้ามาพอดี

ซองนี้ไม่มีฮั้ว สว. ไม่มี 229 ไม่มีองค์กรอิสระ มีซี.พี. รถไฟ 3 สนามบิน แล้วก็ Low Season สุขสันต์วันโสด

คนละโลกกับที่คุยกันมาเลย

ก็ดีครับ ไม่อย่างนั้นชื่อคอลัมน์อาจต้องเปลี่ยนจาก “เปิดซองออนไลน์” เป็น “เปิดสำนวน 229”

คุณต้องตั้งชื่อเรื่องอีเมลมาว่า “สวัสดีครับ ตามมาจาก คอลัมน์เปิดซองออนไลน์ ของไทยโพสต์ ครับ”

แล้วเขียนมาว่า

สวัสดีครับ บัญญพนต์ เกิดคล้าย ครับ

ชื่อต้อง ครับ ขอต้อนรับคอลัมน์ใหม่ ของไทยโพสต์ ครับ อย่างเปิดซองออนไลน์ ของคุณเสมอต้น ครับ น่าความยินดีครับ

รู้จักเจ้าสัวซีพี ท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ และ รองประธานอาวุโส อย่างคุณศุภชัย เจียรวนนท์ และคุณสุภกิต เจียรวนนท์ กรรมการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ครับ

หลังจากแอร์พอร์ตลิ้งค์ ยกเลิกสัญญาของเครือซีพี อย่าง บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เจ้าของสัมปทานรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ ถึงอู่ตะเภา ครับ

จำได้เมื่อ 23 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ถ้านึกจำได้ดูภาพยนตร์ เปิดช่องทรูวิชั่นส์ มีภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งอย่าง Low Seson สุขสันต์วันโสด นำนักแสดงโดย พลอย พลอยไพลิน ตั้งประภาพร และ มาริโอ้ เมาเร่อ ชอบท่องเที่ยวภาคเหนือ มากๆ ชอบพี่ พลอย pigkaploy มากๆเลย ชอบหนังไทยนี้มากๆครับ

อยากบอกขอบคุณที่เสมอต้น มากๆเลยเพราะชอบ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ทำสามประโยชน์คือ ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรของเราด้วยนะครับ

ขอขอบคุณครับ

ขอบคุณคุณต้องที่เขียนมาครับ

เรื่องรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ผมไม่ได้ติดตามละเอียดนัก พอคุณต้องเขียนมาก็เลยไปค้นข่าวดูเสียหน่อย อ่านไปอ่านมาเจอทั้งเรื่องสัญญาและข้อพิพาทอยู่พอสมควร เอาเป็นว่าผมยังไม่ขอทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถไฟดีกว่า

เดี๋ยวขึ้นผิดขบวนแล้วจะยุ่ง!

จากรถไฟ คุณต้องเลี้ยวไปหา Low Season สุขสันต์วันโสด หนังเรื่องนี้ผมยังไม่เคยดูครับ เลยคงคุยด้วยได้ไม่มาก แต่เห็นคุณต้องพูดถึงทั้งหนัง พลอยไพลิน และการเที่ยวภาคเหนือ อ่านแล้วก็รู้ว่าหนังเรื่องนี้น่าจะถูกใจคุณต้องจริงๆ

เผลอๆ ผมควรเป็นฝ่ายถามคุณต้องมากกว่าว่าหนังเรื่องนี้มีอะไรดี เผื่อวันไหนจะได้ลองเปิดดูบ้าง

คุณต้องยังพูดถึงซี.พี.และแนวคิด “สามประโยชน์” ด้วย เรื่องนี้ผมก็เห็นด้วยอยู่ไม่น้อยว่า ซี.พี.เป็นองค์กรใหญ่ที่ทำอะไรเป็นประโยชน์ไว้หลายอย่าง และหลายธุรกิจก็อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย แน่นอน บริษัทใหญ่ขนาดนี้ย่อมมีทั้งเรื่องให้ชื่นชมและเรื่องให้ตั้งคำถาม เป็นธรรมดาครับ

เอาไว้มีจังหวะ เราคงได้คุยเรื่องซี.พี.กันอีก คุณต้องชอบซี.พี.อยู่แล้ว ส่วนผมก็มีทั้งเรื่องที่เห็นด้วย เรื่องที่สนใจ และเรื่องที่อยากรู้เหมือนกัน

คราวหน้าจะคุยเรื่องรถไฟ หนัง หรือเรื่องเที่ยวก็เขียนมาได้เหมือนเดิม เพียงแต่ถ้าจะพาผมเลี้ยวจากรถไฟ 3 สนามบินไปหา Low Season อีก…

เปิดไฟเลี้ยวให้ผมหน่อยนะครับ จะได้ตามไปถูก (ฮา)

ปิดซองคุณต้องแล้ว ยังเหลือ “ไอติม” อีกนิดเดียว

ไอติมยังหนุ่ม เส้นทางการเมืองอีกยาว โปรไฟล์ก็ไม่ธรรมดา จบ PPE จาก Oxford เคยเป็นประธาน Oxford Union และบังเอิญว่าเมืองไทยก็มีอดีตนายกรัฐมนตรีศิษย์ Oxford ซึ่งไอติมเรียก “คุณน้า” อยู่คนหนึ่ง

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

วันหนึ่งไอติมอาจไปถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเหมือนคุณน้าก็ได้ ใครจะรู้

ผมไม่ได้ประชดนะครับ ถ้าประชาชนเลือก พรรคมีเสียงพอ และการเมืองพาไปถึง ก็เป็นเรื่องของอนาคต เพียงแต่อยากฝากไว้ว่า วันนี้เรียกร้องให้คนมีอำนาจถูกตรวจสอบ ให้ตอบคำถาม ให้เปิดข้อสงสัย วันหนึ่งถ้าตัวเองมีอำนาจขึ้นมา ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันด้วยแล้วกัน

ผมฝากไว้ล่วงหน้า

ยังไม่คิดดอกเบี้ย

ส่วนคดีฮั้ว สว. วันที่ 14 กันยายน กกต.จะลงมติอย่างไร ค่อยว่ากัน

วันนี้เพิ่ง 30 สิงหาคมเองครับ

ใจเย็นกันหน่อยก็ได้

—เสมอต้น
30 สิงหาคม 2569

📌 เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอยากเล่า อยากถาม อยากคุย อยากเถียง หรือเห็นต่างกันตรงไหน เขียนมาได้ที่ 📩 [email protected] จะเรื่องใหญ่เรื่องเล็กก็ไม่เป็นไร เขียนมาอย่างที่อยากเขียน แล้วเดี๋ยวเราเปิดซองคุยกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

14 ก.ย.ชี้ขาดคดีฮั้ว สว. กับเสียงเตือน ต้องไม่ช่วยน้ำเงินเข้ม

ความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกกันว่า "คดีฮั้ว สว." ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.ออกเอกสารข่าว แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า

'น้ำเงิน'งัดกม.-'ส้ม'ปั่นการเมือง ปลายทาง'ฮั้วสว.'จบแบบไหน?

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังดำเนินไปภายใต้ฉากทัศน์ของสงครามตัวแทนระหว่างสองขั้วอำนาจ ที่มีแนวทางการขับเคลื่อนและยุทธวิธีในการต่อสู้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ยํ้า14ก.ย.จบฮั้วสว. กกต.ยันลงมติส่งศาลฎีกาแน่/ฝ่ายค้านถล่ม‘นํ้าเงิน’กินรวบ

กกต.ยัน 14 ก.ย. ชี้ขาดมติเอกฉันท์ส่งศาลฎีกาคดีฮั้ว สว.หรือไม่ หลังพิจารณาครบทุกสำนวนแล้ว “ณรงค์” ลั่นไร้แรงกดดันตลอด 3 เดือน ขอประชาชนมั่นใจ แต่เวทีผู้นำฝ่ายค้านถล่มแหลก ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ "นายกฯ อนุทิน" โพสต์เดือด "เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย" พร้อมแชร์ 2 โพสต์ชำแหละ "พริษฐ์"

ปั่นเก่ง! นายกฯอนุทิน แชร์ 2 โพสต์ติด เพจฝ่ายหนุนรัฐบาล เย้ย 'ไอติม' แพ้น็อก 'นภินทร'

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “Iron doesn’t melt. Ice cream does” (ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่าเหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย)