มช.เผย 'อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์' ไม่ผิดถูกกล่าวหาแอบอ้างผลงานวิจัย

มช. ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี “อัศวิณีย์ หวานจริง” อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ ถูกกล่าวหาแอบอ้างเอาผลงานวิจัย มติเอกฉันท์ ให้ยุติเรื่อง เนื่องจากข้อกล่าวหาฟังไม่ขึ้น

30 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกแถลงการณ์เรื่อง กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการนำผลงานทางวิชาการไปจัดทำเป็นหนังสือและประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ระบุว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตระหนักถึงความห่วงใยของสาธารณชนต่อกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลงานทางวิชาการและประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และขอชี้แจงข้อเท็จจริงและผลการดำเนินการกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ “รายงานการสำรวจศิลปกรรมในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่” และหนังสือ “ประวัติศาสตร์เมืองฮอดในมิติศิลปวัฒนธรรมพิสดารนคร” ดังนี้

มหาวิทยาลัยฯ ได้รับข้อร้องเรียน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 ระบุว่ารองศาสตราจารย์อัศวิณีย์ หวานจริง  ได้นำต้นฉบับ “รายงานการสำรวจวจศิลปกรรมอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่” จึงเป็นโครงการของคณะวิจิตรศิลป์  ทีผู้ร้องเรียนเป็นผู้เขียน ไปจัดทำเป็นหนังสือโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้เขียนและผู้ร่วมโครงการ อีกทั้งมีการะบุชื่อ รศ.อัศวิณีย์ฯ ในบรรทัดเดียวกับผู้เขียน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ เป็นผู้เขียนหลัก รวมถึงมีข้อกล่าวหาว่าหนังสือดังกล่าวถูกนำไปใช้ประกอบการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการโดยไม่ชอบ โดยแนบเอกสารประกอบข้อร้องเรียนจำนวน 2 ฉบับ คือ สำเนาหนังสือ “ประวัติศาสตร์เมืองฮอดในมิติศิลปวัฒนธรรม พิสดารนคร”และสำเนารายงาน “การสำรวจศิลปกรรมในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่”

ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม 2567 กองกฎหมาย เสนอเรืองดังกล่าวต่ออธิการบดี โดยมีความเห็นว่าข้อเท็จจริง ตามข้อร้องเรียนที่กล่าวหาซึ่งปรากฎข้อมูลเบื้องต้นตามเอกสารที่แนบจำนวน 2 ฉบับ ยังไม่ชัดแจ้งถึงเหตุผลและสิทธิในการนำข้อมูลจากโครงการของคณะวิจิตรศิลป์มาใช้พิมพ์เป็นหนังสือ การจะกล่าวหาว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายกระทำผิดวินัยหรือมีความผิดตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม จะต้องมีหลักฐานตามสมควรและเพียงพอที่จะกล่าวหา อธิการบดีจึงมอบหมายให้คณะวิจิตรศิลป์ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง คณะวิจิตรศิลป์ได้มีคำสังที่ 080/2567 ลงวันที่ 30 เมษายน 2567 แต่งตั้งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นการดำเนินการในชั้นกลั่นกรองเบื้องต้นว่า การกล่าวหานั้นมีหลักฐานตามสมควรหรือไม่ ตามข้อ 5 วรรคสอง ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าด้วยการสอบสวนเพื่อการลงโทษทางวินัยข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2551 โดยอนุโลม

โดยคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดหรือสั่งสั่งลงโทษและต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ทั้งนี้ระยะเวลาในการตรวจสอบทั้งกระบวนการเป็นไปตามชั้นตอนที่ข้อบังคับกำหนดไว้ในแต่ละชั้น ทั้งชั้นกลั่นกรองข้อเท็จจริงเบื้องต้นและชั้นสอบสวนทางวินัย ซึ่งจำเป็นต้องให้โอกาสทุกฝ่ายชี้แจงและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน

คณะวิจิตรศิลป์ได้รายงานต่อมหาวิทยาลัยฯ ตามหนังสือที่ อว.8393(12)1.1/222 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 เห็นชอบว่า พฤติการณ์ของ รศ.อัศวิณีย์ฯ เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานจงใจนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยมาเป็นของตน ตามนัยข้อ 40(14) ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2567 เห็นควรให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงและมีข้อเสนอแนะให้พิจารณาเพิ่มเติมว่า หนังสือดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยื่นขอกำหนดตำแหน่ง “ศาสตราจาจารย์” ของ รศ.อัศวิณีย์ฯ หรือไม่ และพิจารณาการเบิกจ่ายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ

มหาวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการพิจารณาตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและเห็นว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ ได้นำต้นฉบับ”รายงานการสำรวจศิลปกรรมในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งเป็นโครงการของคณะวิจิตรศิลป์ที่มีผู้ร้องเรียนเป็นผู้เขียน ไปดำเนินการจัดทำ “โครงการจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ” โดยได้เขียนโครงการของบประมาณมหาวิทยาลัยฯ ในปีงบประมาณ 2565 และระบุชื่อ รศ.อัศวิณีย์ฯ เป็นหัวหน้าโครงการและผู้ร้องเรียนมีบทบาท

ในฐานะเป็นผู้ร่วมโครงการ การระบุชื่อดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ ไม่ได้นำผลงานทางวิชาการของผู้ร้องเรียนมาเป็นของตน

พฤติการณ์จึงไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานจงใจนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยมาเป็นของตน ตามข้อ 40 (14) ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2567

แต่การที่ รศ.อัศวิณีย์ฯ นำผลงานทางวิชาการ “หนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ” ไปขอกำหนดตำแหน่งทางวิชากาการในระหว่างที่ยังมีปัญหาในการร้องเรียนเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของผลงานทางวิชาการและการระบุในหนังสือว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ เป็นหัวหน้าโครงการและคณะทำงานในบรรทัดเดียวกับชื่อผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นผู้เขียน จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ ได้นำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นไปไปใช้เป็นของตน พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2567 มหาวิทยาลัยฯ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรงกับ รศ.อัศวิณีย์ฯ ตามคำสั่งที่ 1755/2568 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกล่าวหาและหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้โต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเต็มที่

คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรงได้รายงานผลการสอบสวนต่อมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม2568 โดยสรุปได้ว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ เป็นผู้ริเริ่มโครงการ การสำรวจศิลปกรรมในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่และมีส่วนร่วนร่วมในกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจ จัดเก็บข้อมูล ถ่ายภาพ ทำแผนผังและสัมภาษณ์ชุมชน ขณะที่ผู้ร้องเรียนมีหน้าที่วิเคราะห์และเรียบเรียงข้อมูลเป็นรายงาน คณะกรรมการฯ จึงวินิจฉัยว่า

รายงานดังกล่าวเป็นผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ร่วมกันของคณะทำงาน (เช่น การลงพื้นที่ ถ่ายภาพ ทำผัง) แต่ในส่วนของการ “เรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล” ผู้ร้องเรียนเป็นผู้ดำเนินการหลัก จึงให้เกียรติระบุชื่อเป็นผู้เขียนรายงานตามหลักวิชาการและมีสถานะเป็นผลงานอันมีลิขสิทธิ์ร่วมกันตามสัดส่วนของข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงาน มิใช่เป็นผลงานของผู้ร้องเรียนแต่เพียงผู้เดียว

การระบุชื่อผู้เขียนและคณะทำงานในบรรทัดเดียวกันในหน้าปกในของหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯเป็นการดำเนินการจัดหน้าหนังสือโดยเป็นรูปแบบขั้นตอนภายในของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง รศ.อัศวิณีย์ฯ ไม่ได้มีส่วนในการออกแบบการจัดหน้าหนังสือแต่อย่างใดและหน้าปกในของหนังสือดังกล่าวได้ระบุชื่อผู้ร้องเรียนเป็นผู้เขียนเพียงผู้เดียว จากการสอบสวนคณะกรรมการฯ เห็นว่าการะบุชื่อผู้เขียนและคณะทำงานในลักษณะดังกล่าว ไม่ปรากฏเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นการเขียนหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ โดย รศ.อัศวิณีย์ฯ หรือคณะทำงาน 

หนังสือฉบับที่ใช้เสนอปิดโครงการและเผยแพร่จริงสู่ชุมชน จำนวน 10 เล่ม ระบุชื่อผู้ร้องเรียนเป็นผู้เขียนเพียงผู้เดียว ซึ่งตรงตามความประสงค์ของผู้ร้องเรียนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 ส่วนหนังสือฉบับที่มีข้อโต้แย้งเรื่องชื่อซึ่งเคยยื่นต่อสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น หนังสือได้ถูกยกเลิกการตีพิมพ์ ไม่เคยมีการวางจำหน่ายสู่สาธารณะ และไม่เคยได้รับการตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์อื่น

จากการตรวจสอบแบบคำขอรับการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ (แบบ ก.พ.อ.03) ประกอบกับการตรวจสอบเพิ่มเติมร่วมกับกองทรัพยากรทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ปรากฏว่ามีการนำหนังสือที่ถูกกล่าวหาไปใช้ประกอบการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการแต่อย่างใด พบเพียงการนำชื่อหนังสือดังกล่าวไปเป็นผลงานเพื่อใช้เสนอขอเทียบเคียงสาขาวิชา ซึ่งการขอเทียบเคียงสาขาวิชานั้น ไม่ใช่การนำเนื้อหาของผลงานมาประเมินเพื่อขอรับผลประโยชน์ทางตำแหน่งวิชาการแต่อย่างใด

การตรวจสอบประเด็นเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ พบว่า โครงการจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ ได้ดำเนินการปิดโครงการ และถูกประเมินผลสัมฤทธิ์รวมทั้งตรวจสอบการใช้จ่ายงประมามาณอย่างถูกต้องจากมหาวิทยาลัยฯ และได้นำส่งเงินคงเหลือพร้อมดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากของโครงการจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ จำนวน233,862.82 บาท ครบถ้วน

คณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อกล่าวหาไม่อาจรับฟังได้ว่า รองศาสตราจารย์อัศวิณีย์ หวานจริง กระทำผิดวินัยตามที่ถูกกล่าวหา จึงรายงานผลการสอบสวนทางวินัยให้อธิการบดีพิจารณายุติเรื่องและแจ้งผลการพิจารณาแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบอย่างเป็นทางการ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอยืนยันว่า การดำเนินการในกรณีนี้เป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอนที่กำหนดไว้

ในข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงอย่างเป็นธรรม และยึดหลักความถูกต้องโปร่งใส และมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาการ

เป็นสำคัญตลอดกระบวนการ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มช. เปิดตัว “CMU RiverWatch” ขับเคลื่อนงานวิจัยบูรณาการ สู่การจัดการปัญหาสารปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มน้ำกก เชื่อมวิทยาศาสตร์ ชุมชน และนโยบาย เพื่อสร้างทางออกที่ตอบโจทย์พื้นที่อย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนการวิจัยเพื่อรับมือปัญหาสารปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มน้ำกก จัดการประชุมเปิดตัว (Kick-off Meeting) โครงการ “CMU RiverWatch”

AIR for All : Research & Innovation to Impact 3 ปีแห่งการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง ขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เดินหน้าขับเคลื่อนแผนงาน “AIR for All : Research & Innovation to Impact” อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การนำของ รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ ผู้อำนวยการแผนงานฯ จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานคณะทำงาน ด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในช่วงปีงบประมาณ 2567–2569 เพื่อพัฒนาและต่อยอดงานวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี และกลไกการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

'รมว.สุชาติ' มอบหมาย อ.อ.ป. ทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษา สนับสนุนคอมพิวเตอร์ 22 เครื่อง เติมโอกาสเด็กโรงเรียนบ้านกิ่วลม จ.เชียงใหม่

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ดำเนินการจัด “พิธีทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ณ โรงเรียนบ้านกิ่วลม ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและเพิ่มโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ โดยสนับสนุนคอมพิวเตอร์ จำนวน 22 เครื่อง สำหรับใช้ในการเรียนการสอนและส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่หนุนผู้ประกอบการไทยสร้างนวัตกรรมอาหารสู่ตลาดโลก ร่วมยินดีผลงานบริษัทไทยนิจิคว้ารางวัล 7Innovation Awards 2026

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตอกย้ำบทบาทการนำองค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรมไปสร้างประโยชน์แก่ ภาคอุตสาหกรรม หลัง บริษัท ไทยนิจิ อินดัสทรี จำกัด

อุกอาจ! คนงานปางช้างดังเชียงใหม่ ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้ายเจ็บปางตาย

เจ้าของปางช้างดังเชียงใหม่โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งเหตุพนักงานของปางช้างถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ใช้อิทธิพลมืดรุมทำร้ายเจ็บปางตาย ร้องนายกรัฐมนตรีและเกี่ยวข้องกวาดล้าง ระบุมีก่อเหตุเกิดบ่อยจนชาวบ้านผวา