
ผ่านพิธีปลุกเสกจากวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้วครับ
สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน
ที่ประชุมวุฒิสภาวานนี้ (๓๑ สิงหาคม) ดุเดือดดีครับ แม้บรรยากาศการประชุมโดยรวมจะเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ แต่การอภิปรายบางช่วงบางตอน สําบัดสํานวนมาเต็ม
โดยเฉพาะการอภิปรายของ สว.พันธุ์ใหม่ ที่เติบโตจากเวทีโต้วาที "นันทนา นันทวโรภาส"
"...หากรัฐบาลยังคิดตื้นๆ ด้วยการกู้เงินมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่เช่นนี้ วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะส่งให้ท่านไปเป็นฝ่ายค้านในที่สุด..."
ก็ดีครับจะได้ดูฝีมือรัฐบาลสีส้มที่ท่าน สว.ออกแรงเชียร์มานานบ้างว่า จะมีฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริงตามแรงโม้หรือเปล่า
มันมีประเด็นตรงนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้านนี้ ๒ แสนล้านแรก ประชาชน ๒๖.๕ ล้านคน เอาไปใช้ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส ๖๐/๔๐" มา ๓ เดือนแล้วครับ
เดือนกันยายนนี้เป็นเดือนสุดท้าย
ประชาชนส่วนใหญ่พากันบ่นครับว่า ขอต่ออายุได้หรือเปล่า
เพราะช่วยลดค่าครองชีพได้จริง
ขณะที่ ๒ แสนล้านหลังคือเม็ดเงินที่ฝ่ายค้าน สว. เอามาโจมตีรัฐบาลในสภาว่า ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
"สว.นันทนา" อภิปรายคล้ายๆ กับ "ไอซ์ รักชนก" สส.พรรคส้ม คือโกงและโกง
"...การที่รัฐบาลจะเอาเงินกู้ ๒ แสนล้านบาทไปรองรับมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือนของประชาชน เป็นความคิดที่ฉาบฉวยมีวาระซ่อนเร้นชนิดที่ต้องจับตาดูให้ดีว่า เงินกู้ก้อนนี้จะหล่นไปใส่กระเป๋าใคร
เหตุใดรัฐบาลถึงทุ่มเทเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เรามีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา เช่น พลังงานไบโอ เชื่อมโยงกับภาคเกษตรสอดคล้องกับอาชีพหลักของคนในชุมชน การที่รัฐบาลดึงดันใช้โซลาร์เซลล์อย่างเดียว
อยากให้รัฐบาลตอบคำถาม ๓ ข้อ ได้แก่
๑.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก ๓ ปี ๕ ปีข้างหน้า แผงโซลาร์เซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย
๒.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร
๓.ในขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลจะนำเงินกู้มาใช้ในการเปลี่ยนพลังงาน เราควรนำเงินไปใช้ในวิธีที่ฉลาดกว่านี้ และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์มากกว่านี้
เราควรหันไปพัฒนาพลังงานในระบบไบโอ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และอื่นๆ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น ราคาดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซัพพลายเชนของไบโอ มีทั้งเกษตรกร คนงาน คนขายปุ๋ย คนขายเคมี เครื่องมือเครื่องจักร การเกษตร ขนส่ง พ่อค้าคนกลาง โรงงานต่างๆ จนถึงโรงไฟฟ้า ห่วงโซ่อุปทานนี้ ยาวกว่าโซลาร์เซลล์หลายเท่า สำหรับวิธีการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใช้การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จึงตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้รัฐบาลกำลังช่วยใคร เพราะค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ต้องใช้เงินประมาณ ๑๕๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คนกลุ่มไหนถึงจะมีเงินออกค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ก่อน
จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ๘๘% ของคนไทย มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท และคนมีเงินในบัญชี ๑ ล้านบาท มีเพียง ๒% แปลว่าคนไทย ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายเงินค่าโซลาร์เซลล์ คนที่จะอยู่ในกลุ่มเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเพียง ๒% เท่านั้น จึงตั้งคำถามว่าเงินกู้ ๒ แสนล้านบาท จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง ๒% แต่คนอีก ๙๘% ต้องจ่ายหนี้ หากรัฐบาลอ้างว่าประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในโครงการนี้ได้ แต่คงจะเป็นคนชนชั้นกลางเท่านั้น พวกรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง..."
ครับ...ตัวเลขแน่น ข้อมูลเด่น สมกับเป็นนักโต้วาทีจริงๆ
แต่...รัฐบาลเขาพูดชัดนะครับว่า ๒ แสนล้านนี้สำหรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล เป็นพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์
ฉะนั้นเรื่้องไบโอ อ้อย มัน ปาล์ม ถั่ว มันก็ยังอยู่ในโหมดพลังงานฟอสซิลอยู่ดี
หลับตานึกถึงวันที่มีสงครามแล้วน้ำมันไม่มีถึงมีก็แพงลิ่วสิครับ จะอุดช่องโหว่กันอย่างไร
การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปใช้งบประมาณสูงก็จริงครับ แต่ใช่ว่าต้องทำกันทุกบ้าน
กระทรวงการคลังกำลังทบทวนปรับเกณฑ์ เพื่ออุดหนุนการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือนอยู่
โดยปรับลดขนาดเริ่มต้นเหลือ 3 kW และให้เงินอุดหนุนราว ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทต่อหลัง เพื่อเปิดโอกาสให้บ้านขนาดเล็กที่มีค่าไฟต่ำกว่า ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือนเข้าร่วมโครงการ
บ้านใครใช้ไฟฟ้า ๒ ดวง พัดลม ๑ ตัว รายได้วันละ ๓๐๐ บาท ก็เอาไว้ก่อนครับ
นโยบายเดียวไม่จำเป็นต้องใช้กับคนทั้งหมด
มันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรวดเดียวทั้งประเทศ
แต่เราต้องเดินไปข้างหน้า
ถ้ามัวแต่กลัวว่าโซลาร์รูฟท็อปจีนจะเข้ามาสูบเงินจากไทย ลองเสิร์ชข้อมูลดูสิครับ บริษัทโซลาร์รูฟท็อปของคนไทย ผลิตโดยคนไทย สินค้าคุณภาพมีเพียบ
แต่ที่เห็นด้วยกับ สว.พันธุ์ใหม่คนนี้ก็มีนะครับ
คือเรื่้องโกง
ตอนนี้ยังไม่โกงครับ เพราะเงินยังไม่ลงในโครงการ ลงเมื่อไหร่ก็เป็นหน้าที่ ฝ่ายค้าน และ สว.ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน
เพราะท่านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลแทนประชาชน
ถ้าเขาโกงกันแล้วจับไม่ได้ก็ถือว่า ฝ่ายค้านและ สว.ไร้ประสิทธิภาพ
"เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" อภิปรายยืนยัน
"...การใช้เงินใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ ต้องชัดเจน คุ้มค่า โปร่งใส มีการกลั่นกรองโครงการไม่ให้เกิดคอร์รัปชัน ทุกโครงการที่เสนอมาจะเปิดเผยบนเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้ วันนี้เราเข้มงวด ไม่เอาโครงการเก่ามาตัดแปะให้เกิดการรั่วไหล ทุกโครงการต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า ช่วยสร้างการจ้างงาน การพัฒนาทักษะให้คนไทย..."
เมื่อท่านรองนายกฯ รับปากอย่างนี้แล้ว ก็รักษาสัญญาเอาไว้ให้ได้นะครับ
อย่าลืมว่ารายรอบท่านมีนักการเมืองเขี้ยวลากดินอยู่ไม่น้อย คนพวกนี้มีความเชี่ยวชาญสูง ท่านต้องตามให้ทัน
อย่าเผลอเชียว เพราะท่านอาจทำในสิ่งที่รับปากในสภาเอาไว้ไม่ได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
BRN จอมโกหก
สองสามวันก่อนมีความเคลื่อนไหวของ BRN กลุ่มก่อการร้ายใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาจากเฟซบุ๊กชื่อ Amanah Putra
เนรเทศ
เที่ยวนี้เอาจริง ต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาให้คนไทย ต้องเจอเนรเทศ
สันดาน
น่ากลัวครับ... น่ากลัวมาก ใครที่้ได้เห็นคลิปน้ำท่วมชายแดนเนปาล-จีน คงคิดเหมือนกัน ประเทศไทย คนไทยโชคดีมากจริงๆ ที่เราไม่เจอภัยธรรมชาติที่รุนแรงแบบนั้น
กฎหมายว่าไง?
ศึกฮั้ว สว.นี่ดุเดือดจริงๆ เล่นกันทุกเม็ด! เรื่องที่ดีเอสไอ ไปแจ้งความกับกองปราบฯ หาคนผิดกรณี สำนวนสอบสวนคดีฮั้ว สว.หลุด ย่อยกันให้ดีนะครับ
ทั่น สส.ครับ
ยังอยู่ที่จังหวัดชายแดนใต้ครับ... ช่วงนี้ต้องตามติดโพสต์เฟซบุ๊ก Romadon Panjor ของ "รอมฎอน ปันจอร์" สส.พรรคส้ม กันหน่อย เพราะมีความเคลื่อนไหวสำคัญๆ ให้ติดตามทุกวัน
'สันติภาพ' เป็นของใคร
น่าคิดนะครับ การก่อการร้าย ๕๐ กว่าจุด ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำลายทรัพย์สินรัฐ เอกชน ไปจำนวนมาก แทบไม่มีการพูดถึงจากฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า นักสิทธิมนุษยชน นักเคลื่อนไหวสันติวิธีในภาคใต้

