
จดหมายที่รอเปิดยังมีอยู่หลายฉบับครับ แต่วันนี้ขอพักไว้ก่อน
พอดีเมื่อวาน 6 กันยายน เป็น “วันต่อต้านคอร์รัปชัน” ของไทย เลยมีเรื่องอยากชวนคุยเสียหน่อย
ปีนี้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT จัดงานภายใต้แนวคิด “โกงได้…แก้ได้”
เห็นคำนี้แล้วผมหยุดอ่านอยู่พักหนึ่ง
ไม่ใช่ติดใจคำว่า “โกงได้” นะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจกันไปใหญ่
ผมสนใจคำว่า “แก้ได้”
เพราะเรื่องโกงนี่ประเทศไทยแก้กันมานานแล้ว มีทั้งกฎหมาย มีหน่วยงานตรวจสอบ มีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล คนถูกลงโทษก็มีให้เห็น แต่เรื่องทุจริตก็ยังโผล่มาเป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ
ระดับท้องถิ่นก็มี หน่วยงานรัฐก็มี เรื่องจัดซื้อจัดจ้างก็เคยเห็น ไปจนถึงการเมืองและผู้มีอำนาจก็มีเรื่องให้ตรวจสอบกันไม่ขาด
แน่นอนครับ ต้องแยกให้ออกด้วยว่าเรื่องไหนศาลตัดสินแล้ว เรื่องไหนยังเป็นคดี เรื่องไหนอยู่ระหว่างตรวจสอบ และเรื่องไหนยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัย จะเอาทุกอย่างมารวมแล้วเรียกว่าโกงหมดไม่ได้
แต่ภาพใหญ่คงเถียงกันยากว่า คอร์รัปชันยังเป็นปัญหาของบ้านเรา
ไม่อย่างนั้นวันที่ 6 กันยายนคงไม่ต้องชวนกันต่อต้านทุกปี
ACT เองเป็นองค์กรภาคประชาสังคม หน้าที่หลักคือรณรงค์ ผลักดัน และชวนสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่หน่วยสอบสวน ไม่ใช่ศาล จะถามเขาว่าจัดมาตั้งหลายปีแล้วทำไมยังมีคนโกง ก็คงถามผิดที่
ผมกลับสนใจอีกเรื่องมากกว่า
ลองนึกดูครับ เวลาเกิดข่าวทุจริตใหญ่ๆ ขึ้นมาสักเรื่อง สังคมเรามักมีปฏิกิริยาเร็วมาก
เอาให้หนัก
โทษเบาไป เพิ่มโทษ จำคุกให้นาน ตัดสิทธิ์ให้ยาว บางเรื่องไปถึงตัดสิทธิตลอดชีวิต
ฟังแล้วก็เข้าใจครับ ของหลวง ของส่วนรวม เงินภาษี ใครเอาไปเป็นประโยชน์ของตัวเอง คนย่อมอยากให้จัดการหนักๆ
เพียงแต่ผมสงสัยว่า เราสนใจ “โทษของคนโกง” กันมาก จนอาจมีอีกเรื่องหนึ่งที่พูดกันไม่ดังเท่า
คนคนนั้นโกงสำเร็จมาได้อย่างไร
เพราะถ้าเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นได้ แปลว่าก่อนจะมาถึงวันที่เราเห็นชื่อใครสักคนในข่าว มันต้องมีทางให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นมาก่อน
และผมว่า ตรงนั้นน่าสนใจไม่แพ้ตัวคนเลยครับ
พูดถึงบทลงโทษ ผมไม่ได้จะค้านว่าไม่ต้องเอาหนักนะครับ
ใครทำผิดก็รับโทษไปตามกฎหมาย ถ้าสังคมเห็นว่ากฎหมายเบาไป จะเสนอแก้กันอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง
แต่ต่อให้โทษหนักขึ้น ถ้าคนคิดจะโกงยังเชื่อว่าตัวเองมีทางรอด ความหนักของโทษก็คงช่วยยับยั้งได้ไม่เต็มที่
เพราะสิ่งที่ทำให้คนกลัว ไม่ใช่แค่รู้ว่าถ้าถูกจับแล้วจะโดนอะไร แต่อยู่ที่เขาคิดว่าจะถูกจับได้หรือเปล่าด้วย
และจะหวังให้ “จิตสำนึก” ช่วยอีกแรงก็พูดกันมานานครับ แต่ที่เรียกว่า “ปลูกจิตสำนึก” นี่ ของอย่างนี้ไม่ใช่ต้นไม้ จะได้รดน้ำใส่ปุ๋ยแล้วงอกพร้อมกันทั้งประเทศ
ตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยชน์อีกด้านของคดีทุจริต
คดีหนึ่งไม่ได้ให้แค่ชื่อผู้กระทำผิด
มันให้ข้อมูลกับเราด้วยว่า เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
บางคดีอาจเกี่ยวกับขั้นตอน บางเรื่องเป็นการใช้ดุลพินิจ บางเรื่องมีเอกสารหรือการอนุมัติหลายชั้น บางเรื่องกว่าจะพบก็เกิดความเสียหายไปแล้ว แต่ละคดีไม่เหมือนกัน
แต่เมื่อเรื่องถูกเปิดออกมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราได้มาด้วยก็คือ บทเรียน
ตรงนี้ลองเอานาย ก. มาใช้สักคนครับ
นาย ก. โกง ถูกจับ ถูกลงโทษ ตัดสิทธิ์จนหมดทางกลับมา
เอาละ นาย ก. จบ
แต่ถ้าสิ่งที่ทำให้นาย ก. เคยทำสำเร็จยังเหมือนเดิมทุกอย่าง การห้ามนาย ก. กลับมาก็แก้ได้เฉพาะนาย ก.
นาย ข. ไม่จำเป็นต้องรู้จักนาย ก. ด้วยซ้ำ
แค่มองเห็นทางเดียวกันก็พอ
นี่แหละครับที่ทำให้ผมคิดว่า ทุกครั้งที่มีคดีทุจริต นอกจากผลทางคดีแล้ว บทเรียนจากคดีนั้นควรมีราคาด้วย
เราเสียเงิน เสียเวลา ใช้คนจำนวนไม่น้อยกว่าจะตรวจสอบเรื่องหนึ่งได้ ถ้าสุดท้ายได้เพียงชื่อคนผิดกับคำพิพากษา แล้วสิ่งที่พบจากคดีไม่ได้ถูกเอาไปใช้ต่อ ก็น่าเสียดาย
แปลกเหมือนกัน เวลามีข่าวคดีใหญ่ คนตามกันละเอียดมาก
ใครถูกเรียก ใครถูกแจ้งข้อหา ใครถูกฟ้อง ใครจะโดนกี่ปี
แต่พอเรื่องผ่านไป ข่าวอีกแบบกลับไม่ค่อยดังเท่าไร
คดีนั้นทำให้มีอะไรเปลี่ยนบ้าง
อาจเป็นเพราะมันไม่ค่อยเร้าใจ
คำว่า “ปรับขั้นตอน” เอาไปพาดหัวคงเรียกคนอ่านยากกว่า “ตัดสิทธิตลอดชีวิต” เยอะ
แต่ของที่ไม่ค่อยเร้าใจนี่แหละครับ บางทีอาจช่วยไม่ให้เราต้องกลับมาอ่านข่าวแบบเดิมบ่อยๆ
ทีนี้มาดูภาพใหญ่กันหน่อย
ดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ของ Transparency International ปี 2025 ประเทศไทยได้ 33 คะแนนจาก 100 อยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ขณะที่ปี 2024 ได้ 34 คะแนน และปี 2023 ได้ 35 คะแนน
ต้องย้ำว่า CPI ไม่ใช่เครื่องนับคนโกง ประเทศไหนจับได้กี่คนแล้วเอามาเรียงแถวกัน แต่เป็นดัชนีที่สะท้อนการรับรู้ต่อคอร์รัปชันในภาครัฐจากข้อมูลหลายแหล่ง
35 มา 34 แล้วเหลือ 33
เรียงตัวเลขสวยดีครับ เสียอย่างเดียว มันเรียงผิดทาง
ตัวเลขนี้ไม่ได้ตอบเราว่าคดีไหนมีปัญหาตรงไหน และไม่ได้บอกว่าหน่วยงานใดทำงานดีหรือไม่ดี แต่มันทำให้เห็นว่า ภาพรวมเรื่องคอร์รัปชันของไทยยังห่างจากคำว่าน่าพอใจ
และผมว่า คนธรรมดาอย่างเราก็มีส่วนช่วยได้ในแบบของเรา
เวลาเกิดคดีทุจริตใหญ่ขึ้นมา นอกจากตามว่าใครเกี่ยวข้อง ใครถูกดำเนินคดีแล้ว พอเรื่องผ่านไป ลองตามต่ออีกนิดว่า สิ่งที่คดีนั้นเปิดให้เห็น มีอะไรถูกแก้ตามมาบ้าง
เราอาจไม่รู้รายละเอียดว่ากฎหรือระบบตรงไหนต้องแก้อย่างไร แต่ถามได้ครับ
เพราะเงินที่เสียหายจำนวนไม่น้อยก็คือเงินของส่วนรวม และเมื่อคดีหนึ่งทำให้เห็นจุดอ่อนขึ้นมาแล้ว เราก็น่าจะอยากรู้ว่า หลังจากนั้นมีการแก้ไขอะไรไปบ้าง
ถ้าคนอ่านข่าวช่วยกันถามต่อแบบนี้ เรื่องคอร์รัปชันก็อาจไม่จบลงพร้อมกับวันที่ข่าวเงียบ
บางคำตอบอาจเป็นเรื่องแก้กฎ บางเรื่องเป็นการเปลี่ยนขั้นตอน หรือบางครั้งอาจพบว่าของเดิมแก้ไปแล้ว แต่คนคิดโกงก็หาวิธีใหม่จนต้องตามกันต่อ
อย่างน้อยเราก็ได้เห็นว่า เงินของส่วนรวมที่เสียไป คดีที่เกิดขึ้น และเวลาที่ใช้ตรวจสอบ ไม่ได้จบลงเพียงแค่รู้ว่าใครต้องรับโทษ
เรื่องโกงคุยกันทีไร จะหาทางจบให้สวยก็คงยาก เอาเป็นว่าคุยกันไว้เท่านี้ก่อนครับ
พรุ่งนี้กลับมาเปิดซองกันต่อ
มีรออยู่หลายฉบับ ส่วนจะหยิบฉบับไหนขึ้นมาก่อน ไว้ค่อยว่ากัน.
—เสมอต้น
7 กันยายน 2569
📌 เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า อยากถาม หรือเพียงอยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ 📩 [email protected] หรือ 💬 Inbox เพจ Facebook “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว เรื่องที่พบเจอ หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ แล้ววันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บี้นายกฯจริงใจปราบโกง! ‘ชัชชาติ’ชูใช้เทคโนโลยีสู้
ACT ปลุกสังคมต้านโกง "ไม่รับ ไม่จ่าย ไม่โกง ไม่เงียบ" บี้นายกฯ จริงใจปราบทุจริตให้เข้มข้นเด็ดขาด "พจน์"
'ทำไมคนเกลียดยิว?'
“ยิว/อิสราเอล” นี่..... คงรู้ว่าประเทศไทยในศตวรรษที่ ๒๑ คนไทยจะกลายเป็น “คนส่วนน้อย” ในประเทศตัวเอง!
ยอดพุ่ง 'พินัยกรรมชีวิต' วาระสุดท้ายขอตายดี | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569
ขายข้าวเป็นเม็ด…รวยไม่ไหวแล้วโว้ย!
เมื่อวาน “เปิดซองออนไลน์” ขอพักเรื่องในซองไว้หนึ่งวัน แล้วชวนคุยกันเรื่องข้าว ในชื่อ “ชาวนาครับ…‘ข้าว’ ของเราแท้ๆ”
'ท่านเปิ้ล' อย่าเรียก 'เท้ง' !! | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569
🔴LIVE ดร.โอฬาร..ผ่า! 3 เดือนอันตราย 'อนุทิน' อยู่หรือไป? | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ.2569

