
เรื่องนี้ไม่มีซองครับ
เห็นข่าวคุณศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทยกับคณะ เสนอแก้กฎหมายไทยพีบีเอส จากที่เคยมีเงินบำรุงจากภาษีเหล้าภาษีบุหรี่ ต่อไปจะให้ไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ตอนนี้ยังไม่ได้ไปถึงขั้นสภายกมือกันนะครับ
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569
ร่างยังอยู่ต้นทาง แถมเป็น “ร่างการเงิน” อีกต่างหาก กว่าจะไปถึงไหนต่อไหนยังมีอีกหลายขั้น
แต่ผมสนใจตรงที่เขาจะเปลี่ยน “ทางเดินของเงิน” นี่แหละ
ไม่ใช่เพราะเป็นแฟนไทยพีบีเอสนะครับ
ไทยพีบีเอสนี่ผมมีเรื่องขัดหูขัดตาอยู่ไม่น้อย
เอาเรื่องนั้นไว้ทีหลัง เรื่องเงินก้อนนี้ต้องย้อนกลับไปถึงพฤษภาทมิฬปี 2535 โน่น
ใครทันยุคนั้นคงจำได้ บ้านเมืองกำลังเกิดเรื่องใหญ่ แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยต้องไปเปิด CNN เปิด BBC เพื่อดูว่าในกรุงเทพฯ บ้านตัวเองกำลังเกิดอะไรขึ้น
โทรทัศน์ไทยตอนนั้นถูกตั้งคำถามหนัก
จนเกิดเสียงเรียกร้องอยากได้ “ทีวีเสรี”
ITV จึงตามมา
ตัว I ก็มาจาก Independent ที่แปลว่า “อิสระ” นั่นแหละครับ
อิสระจากอะไร?
อย่างแรกก็คืออิสระจากอำนาจรัฐ คนทำข่าวควรทำข่าว ไม่ใช่ทำไปแล้วคอยเหลียวหลังว่ารัฐบาลจะว่าอย่างไร
ผมว่าถูก
หนีรัฐมาได้ ก็ไปเจอทุนเข้าอีก
ITV ผ่านเรื่องราวและการเปลี่ยนแปลงสารพัด จนหมดสัมปทาน กลายเป็น TITV อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมาถึงไทยพีบีเอสในปี 2551
คราวนี้โจทย์ไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้สื่อเป็นอิสระจากรัฐบาลแล้วครับ
ถ้าจะมี “สื่อสาธารณะ” จริงๆ มันก็ไม่ควรเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล และไม่ควรต้องวิ่งหาโฆษณาจนวันๆ ต้องคอยมองหน้านายทุน
คำว่า “สาธารณะ” ถึงเข้ามาตรงนี้
ไม่ใช่ทีวีของรัฐบาล ไม่ใช่ทีวีของนายทุน แต่เป็นทีวีที่ทำหน้าที่กับคนดูทั้งประเทศ
พูดง่าย แต่พอจะทำจริงก็เจอคำถามทันที
แล้วเอาเงินที่ไหนทำโทรทัศน์?
คำตอบคือเงินบำรุงจากสุราและยาสูบ
อย่าเพิ่งเข้าใจว่าไทยพีบีเอสตั้งงบปีละ 2,000 ล้าน แล้วรัฐบาลเซ็นเช็คให้ทุกปีนะครับ
ไม่ใช่
กฎหมายปี 2551 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบจ่ายเงินบำรุงเพิ่มอีก 1.5% กรมสรรพสามิตกับกรมศุลกากรเป็นคนเรียกเก็บแล้วนำส่งเป็นรายได้ของไทยพีบีเอส มีเพดานไม่เกินปีงบประมาณละ 2,000 ล้านบาท
เกินจากนั้นส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
เพราะฉะนั้น สภาไม่ได้มานั่งอนุมัติใหม่ทุกปีว่า ปีนี้จะให้ไทยพีบีเอสเท่าไร
เหล้ากับบุหรี่เลยได้ทำคุณประโยชน์ให้สื่อสาธารณะกับเขาด้วย
ฟังดูแปลกๆ
แต่เขาออกแบบกันมาอย่างนี้ก็เพราะเรื่องความเป็นอิสระนี่แหละครับ
ลองนึกดู ถ้าทุกปีไทยพีบีเอสต้องไปของบประมาณ แล้ววันหนึ่งดันทำข่าวไล่บี้รัฐบาลหรือ สส.ที่เกี่ยวข้องกับงบของตัวเองขึ้นมา
จะเกรงใจกันไหม?
ร่างของคุณศุภชัยกับคณะจะยกเลิกมาตรา 12 ถึงมาตรา 16 ตั้งแต่เรื่องเงินบำรุง 1.5% การนำส่งเงิน ไปจนถึงเพดานรายได้ แล้วแก้มาตรา 11 ให้แหล่งเงินส่วนนี้กลายเป็น “เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี”
ที่น่าสังเกตคือ ในร่างไม่ได้เขียนว่าแต่ละปีต้องจัดให้ไทยพีบีเอส 2,000 ล้านบาท หรืออย่างน้อยต้องเท่าไร
ของเดิม กฎหมายกำหนดทางเดินของเงินเอาไว้
ของใหม่ เงินจะเข้าไปอยู่ในกระบวนการงบประมาณประจำปี
ต่างกันตรงนี้ครับ
ฝั่งผู้เสนอให้เหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลัง มองว่าการกันเงินจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบไว้ใช้เฉพาะกับไทยพีบีเอส ไม่สอดคล้องกับหลักที่ต้องการให้รายได้ของรัฐกลับเข้าสู่ระบบเดียวกัน
ก็เป็นเหตุผลของเขา
แต่คุณศุภชัยกับคณะผู้เสนอร่างน่าจะต้องตอบอีกเรื่องหนึ่งด้วย
ถ้าเอาไทยพีบีเอสไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี แล้วจะมีอะไรเป็นหลักประกันว่า รัฐจะไม่เข้ามาแทรกแซงสื่อผ่านเรื่องงบประมาณ?
เพราะเราเดินกันมาตั้งแต่ไม่อยากให้สื่อต้องคอยมองหน้ารัฐ ได้ ITV มา แล้วก็เจออีกว่าหนีรัฐอย่างเดียวไม่พอ ทุนก็มีอำนาจเหนือสื่อได้เหมือนกัน
กว่าจะมาถึงสื่อสาธารณะที่มีแหล่งเงินของตัวเอง เพื่อรักษาระยะจากทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน เดินกันมาเสียไกลแล้ว
ทีนี้มาถึงไทยพีบีเอสเองบ้างครับ
เปิดดูบางทีก็เจอโลกที่คุ้นเคยของเขา
ภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ นักวิชาการ เรื่องสิทธิ เรื่องความเหลื่อมล้ำ ฝ่ายก้าวหน้า วงเดิมๆ คนเดิมๆ หน้าตาเดิมๆ วนเวียนอยู่แถวนี้
ดูไปนานๆ ผมก็อดสงสัยไม่ได้
โลกมันหมุนอยู่แค่นี้หรือวะ
ชื่อเขาคือ “สื่อสาธารณะ”
แล้วคนเล็กคนน้อยที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายไหน คนหาเช้ากินค่ำ คนต่างจังหวัดที่คิดไม่เหมือนนักวิชาการ คนแก่ที่ไม่ได้ก้าวหน้า คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ก้าวหน้าไปเสียทุกเรื่อง หรือคนธรรมดาที่ไม่เคยรู้จักเอ็นจีโอ
ไม่สาธารณะหรือครับ?
โลกข้างนอกวงที่คุ้นเคยมันกว้างกว่านั้นเยอะ
แล้วพอดีมีคนที่เคยอยู่ข้างในไทยพีบีเอสออกมาพูดเรื่องนี้เสียด้วย
คุณธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโทรทัศน์ อดีตผู้ดำเนินรายการและผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส ออกมาพูดถึงร่างแก้กฎหมายฉบับนี้แรงกว่าผมเยอะ
“ควรรื้อมานานแล้วเพราะประสิทธิภาพต่ำลงเรื่อย กลายเป็นที่เสวยสุขของพวกปรสิตที่ยังอยู่ในโลกเก่าในขณะที่ผู้รับสารเปลี่ยนไปแล้ว แถมยังมั่นหน้าคิดว่ามีคุณธรรมกว่าใคร ทั้งที่ความโปร่งใสมีหลายเรื่องที่น่ากังขา”
เฮ้ย! ขนาดนี้เลยหรือ
ผมแค่ “โลกเดิมๆ”
คนเก่าเขาไปถึง “โลกเก่า” “เสวยสุข” “ปรสิต” แล้วยังแถมเรื่องความโปร่งใสมาอีก
อันหลังผมไม่รู้ว่าคุณธีรัตถ์หมายถึงเรื่องไหน เจ้าตัวไม่ได้เล่าต่อ ผมก็ไม่เดาแทนครับ
แต่เอ๊ะ...
ในเมื่อกำลังจะคุยกันเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมคำถามต้องหยุดอยู่แค่ว่า จะเอาเงินทางไหนมาเลี้ยงไทยพีบีเอส
ลองถามให้ไกลกว่านั้นอีกหน่อยได้ไหม
ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีไทยพีบีเอสอยู่หรือเปล่า?
หรือจะยุบไปเลย
แล้วค่อยคิดกันใหม่ว่า “สื่อสาธารณะ” ที่ประเทศไทยควรมี หน้าตามันควรเป็นอย่างไร
— เสมอต้น
2 ตุลาคม 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แก้มลิง-ผู้ว่าฯ ชัชชาติ
มีจดหมายจากคุณสมศักดิ์ พัฒนกุล ส่งเข้ามาครับ เป็นเรื่องแก้มลิงบึงคู้บอนที่กำลังมีข่าวโต้เถียงกันอยู่ในช่วงนี้
ญัตติ ‘เว่อร์’ เกินไป
เทศกาลอภิปราย “ไม่ไว้วางใจ” เที่ยวนี้ มาพร้อมเทศกาล “กินเจ”! ทายว่าดีแต่สีสัน แต่รสชาติจะจืดๆ เหมือนอาหารเจ กวาดตาดูรายชื่อผู้ถูกอภิปราย มีทั้งหมด ๑๘ รัฐมนตรี
ซักฟอก 18 คน...เลวขนาดนั้นเชียว?
ขออนุญาตพักซองผู้อ่านกันอีกสักวันนะครับ พักมาหลายครั้งแล้ว ทั้งที่ยังมีจดหมายรอเปิดอยู่หลายซอง
‘คำเตือนหลวงปู่ศิลา’
07/10/69 เวลาบ่ายสาม ประชุมวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ตามน้ำของ กทม.ด้วย.....แม่มมมมม ไม่มีแผนอะไรเลย ทั้ง ขรก. ทั้งผู้ว่าฯ
'สื่อสาธารณะ' ที่อยากเห็น!
วันนี้ขอพักซองไว้ก่อนครับ มีเรื่องค้างจากวันก่อนที่อยากคุยต่อ
'แก้มลิง-แก้มคิงคอง'
“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เจ้าของสโลแกน ทำทันที! ทำทันที! ทำทันที! เจอฝนตกเที่ยวนี้ แล้วน้ำใน กทม.พื้นที่ฝั่งตะวันออกก็

