
การเดินหน้าสู่เศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงขึ้น อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ดึงดูดการลงทุน หรือเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องย้อนกลับมามองถึง ‘พื้นที่’ ที่เป็นฐานรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วย เพราะการกระจุกตัวของประชากร การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานในบางพื้นที่ แม้จะช่วยสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจในช่วงหนึ่ง แต่เมื่อความหนาแน่นเพิ่มขึ้นถึงระดับหนึ่ง ต้นทุนจากความแออัด ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อผลิตภาพและการเติบโตในระยะยาว
โจทย์สำคัญของไทยจึงอาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง ‘กรุงเทพฯ’ กับ ‘เมืองรอง’ แต่คือการออกแบบระบบเมืองที่ทำให้แต่ละพื้นที่สามารถใช้จุดแข็งของตัวเองและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแหล่งผลิตภาพ การลงทุน และการจ้างงานใหม่ ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุนจากการกระจุกตัวที่เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อ ‘พื้นที่’ กลายเป็นข้อจำกัดของการเติบโต โจทย์ต่อไปจึงอยู่ที่การปลดล็อกศักยภาพของ ‘เมือง’ ที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง โดย ธนาคารโลก (World Bank) ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) เปิดตัวรายงาน เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทของการพัฒนาเมืองต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและการเดินหน้าสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
โดย สตีเวน หลุยส์ รูบินยี ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองของธนาคารโลก และผู้เขียนหลักของรายงาน Thailand Cities of the Future ชี้ว่า พื้นที่เมืองของไทยเป็นแหล่งกำเนิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสูงถึงเกือบ 90% และเป็นฐานรองรับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, บริการดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืน, เกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นเมืองหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือราว 7.1 ล้านล้านบาท แต่กรุงเทพฯ กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Diminishing Returns) จากต้นทุนการกระจุกตัวที่สูงเกินไป คิดเป็นต้นทุนความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 7-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับภาค (GRP) ต่อปี หรือมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศเฉลี่ยสูงถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 3% ของจีดีพี รวมทั้งคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนวันที่ร้อนจัดเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 300 วันต่อปี ในช่วงกลางศตวรรษ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของจีดีพีกรุงเทพฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงจาก 3.5-3.7% เหลือเพียงกว่า 2% ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก มองว่า เมืองรองของไทยยังมีผลิตภาพแฝง ที่ไม่ได้ถูกใช้เต็มศักยภาพ แม้ความหนาแน่นประชากรเพิ่มขึ้นเท่าตัวในรอบ 20 ปี แต่ความสามารถในการสร้างรายได้ยังต่ำกว่าเมืองในประเทศกำลังพัฒนาอื่น โดยความยืดหยุ่นของค่าจ้างต่อความหนาแน่น (Density-Wage Elasticity) อยู่ที่ 8.9% เทียบกับค่าเฉลี่ย 12-19% สะท้อนว่าไทยยังมีช่องว่างในการเปลี่ยนความหนาแน่นของเมืองให้เป็นผลิตภาพและรายได้ที่สูงขึ้น
โดยจากแบบจำลองการลงทุนใน 75 เมืองทั่วประเทศ ภายใต้วงเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์ ธนาคารโลก พบว่า การให้น้ำหนักเมืองรอง 80% และกรุงเทพฯ 20% ให้ผลดีที่สุดในระยะยาว โดยช่วยเพิ่มจีดีพีต่อหัวของประเทศได้ 12.4% ภายในปี 2593 เทียบกับแผนเน้นกรุงเทพฯ 80% และเมืองรอง 20% ที่เพิ่มได้ 11.6% แม้โตเร็วกว่าในช่วง 15 ปีแรก ขณะที่แผนแบ่งเงินลงทุน 50:50 ให้ผลต่ำสุดที่ 10.9% เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัวมากเกินไปจนไม่เกิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
อย่างไรก็ดี การดัน เมืองรอง ไม่ได้หมายถึงการลดบทบาทกรุงเทพฯ แต่คือการสร้าง ‘ระบบเมืองหลายศูนย์กลาง’ ผ่าน 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การเพิ่มผลิตภาพพื้นที่ การเชื่อมโยงคมนาคมและดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานที่รับมือภัยพิบัติ และการเสริมความเข้มแข็งของสถาบันท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งปรับเมืองให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อรักษาผลิตภาพแรงงานและสร้างฐานการเติบโตใหม่ให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว.
ครองขวัญ รอดหมวน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘กรุงเทพ’บนเวทีIMF-World Bank2026
ในวันที่ เศรษฐกิจโลก กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ การค้า เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร เวทีหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมอง
กระตุ้นท่องเที่ยวต่อเนื่อง
แม้ขณะนี้ประเทศไทยยังเผชิญสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยในหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการจราจรและการเดินทาง รวมถึงการเดินทางไปยังท่าอากาศยาน แหล่งท่องเที่ยว และที่พักบางแห่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงขอให้นักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางด้วยความระมัดระวัง พร้อมติดตามสถานการณ์และข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมและหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ
พลิกเกมพลังงานดัน‘เอทานอล’ไทย
ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและราคาพลังงานที่ไม่เคยนิ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภาระการนำเข้าน้ำมันดิบมหาศาล และโจทย์ใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงเสนอทางออกสำคัญต่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ด้วยการชงแผนยกระดับ “เอทานอล” สู่สถานะเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ของประเทศ (Strategic Fuel) เปลี่ยนบทบาทจากเพียง “สารผสมในน้ำมัน” ให้กลายเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจฐานราก
เจาะกลไกพยุงราคา‘ก๊าซหุงต้ม’
ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
ทำความรู้จัก Financial Optionality
เคยไหม...รายได้เข้าทุกเดือน แต่เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิตกลับรู้สึกว่า “ยังทำไม่ได้” เพราะรายได้ในอนาคตส่วนหนึ่งถูกผูกไว้กับค่าบ้าน ค่ารถ และภาระผ่อนต่างๆ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “มีรายได้” จึงไม่ได้แปลว่า “มีอิสระทางการเงิน” เสมอไป
อายุยืนบนโจทย์‘เงินออม’ที่ยาวขึ้น
การมีอายุยืนยาวขึ้นสะท้อนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งกำลังเปลี่ยนโจทย์สำคัญของการใช้ชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือสิ้นสุดลง เมื่อช่วงชีวิตหลังเกษียณอาจกินเวลายาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การวางแผนอนาคต จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีเงินเพียงพอสำหรับวันหยุดทำงาน แต่เป็นการออกแบบความมั่นคงให้สอดคล้องกับระยะเวลาของชีวิตที่ยืดยาวขึ้น

