
ไชยันต์ ไชยพร
มรดกทางการเมืองสมัยอยุธยาในเรื่องการใช้กำลังความรุนแรงในการรัฐประหารยึดอำนาจ และมีความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์หรือวังหลวงกับกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า หรือระหว่างวังหน้ากับพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์สืบเนื่องต่อมาตลอดช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างพระมหากษัตริย์ กลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาค และกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นการต่อสู้ถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันและกันมาตั้งแต่กลางรัชกาลที่สองจนถึงต้นรัชกาลที่ห้า ซึ่งเป็นสมการทางการเมืองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อดึงอำนาจทางการเมืองมาที่พระองค์เอง โดยในส่วนนี้จะชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้คือ
หนึ่ง ปัญหาวังหลวง-วังหน้า และการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 – 5 : ความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลง
สอง การเสด็จขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 3 และจุดเริ่มต้นของเอนกนิกรสโมสรสมมุติภายใต้การขึ้นสู่อำนาจและบทบาททางการเมืองของขุนนางตระกูลบุนนาค
โดยในการแต่งตั้งตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในสมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงตั้งพระอนุชาเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งขณะที่แต่งตั้งนั้น พระอนุชามีพระชนมายุได้ 39 พรรษา และพระราชโอรทรงมีพระชนมายุเพียง 14 พรรษา ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้มีความสมเหตุสมผลด้วยพระอนุชาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ และพระมหากษัตริย์ขณะนั้นยังมีอำนาจบารมีในการแต่งตั้งตำแหน่งวังหน้า โดยยังไม่มีบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทและอำนาจของกลุ่มเสนาบดีที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี ข้าราชการเริ่มแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายวังหลวงและฝ่ายวังหน้า โดยข้าราชการฝ่ายวังหน้าอยู่ในกรุงเทพฯ ข้าราชการฝ่ายวังหลวงอยู่ตามหัวเมือง เดิมทีข้าราชการทั้งสองฝ่ายต่างปรองดองกันดี เพราะต่างเคยช่วยกันทำศึกสงครามมาก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปข้าราชการรุ่นเดิมที่เคยร่วมรบต่างเสียชีวิตลง ส่วนข้าราชการรุ่นหลังแม้ว่ายังมีโอกาสร่วมทำศึกสงคราม แต่การเปลี่ยนจากการรักษาบ้านเมืองเป็นฝ่ายรุกข้าศึก และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถมักจะเสด็จไปเป็นจอมพล ทำให้พวกวังหน้าเป็นทัพหลวงมีโอกาสรบพุ่งจนได้เกียรติยศ ส่วนพวกวังหลวงเป็นทัพสมทบและได้รับการตำหนิติเตียนอยู่หลายครั้ง จึงเกิดความร้าวฉานขึ้น โดยพวกวังหน้ามักดูหมิ่นว่าขุนนางวังหลวงไม่มีความสามารถในการทำศึกสงครามเหมือนในอดีต และเมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทสวรรคตในปี พ.ศ. 2346 พระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต พระเจ้าลูกเธอของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ต่างพากันกระด้างกระเดื่องร่วมกันคิดการกบฏ ทราบความถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดให้ถอดถอนฐานันดรพระองค์เจ้า แล้วสำเร็จโทษเสียด้วยท่อนจันทน์ และลงโทษประหารชีวิตพระยากลาโหมกับพวก
หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงแต่งตั้งพระราชโอรส พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อพระชนมายุได้ 38 พรรษา ก็ถือว่าสมเหตุสมผล แต่เนื่องจากมีการประหารชีวิตบรรดาข้าราชการผู้ใหญ่วังหน้าไปมาก จึงทรงตั้งข้าหลวงเดิมเป็นขุนนางวังหน้า และมีตำแหน่งอื่นที่ยังต้องปล่อยว่าง
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต ได้เกิดการกบฏแย่งชิงบัลลังก์โดยกรมขุนกษัตรานุชิต แต่พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรทรงปราบกบฏได้ บรรดาพระราชวงศานุวงศ์ เสนาบดีและสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะได้พร้อมกันเชิญพระองค์เสด็จขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ และได้ทรงแต่งตั้งพระอนุชา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์ พระชนมายุได้ 36 พรรษาให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ขณะเดียวกันนั้น พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าชายทับ (ต่อมาดำรงตำแหน่งกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3) มีพระชนมายุได้ 21 พรรษา ส่วนทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่ (หรือเจ้าฟ้ามงกุฎ--พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) มีพระชนมายุเพียง 5 พรรษา
กรณีดังกล่าวนี้จะเห็นว่า พระอนุชาเจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์และพระองค์เจ้าชายทับมีพระชนมายุต่างกันไม่มาก และพระองค์เจ้าชายทับก็ทรงพระชนมายุถึง 21 พรรษาแล้ว มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งวังหน้า เพราะในการปราบกบฏกรมขุนกษัตรานุชิต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ ทรงเข้าจับกุมบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ที่ร่วมคิดการกบฏ
แต่การกบฏครั้งนี้จะเป็นความจริงหรือไม่นั้นยังเป็นสิ่งที่น่าสงสัยอยู่ เพราะในพระราชพงศาวดาร กล่าวว่า มีกาคาบหนังสือมาทิ้งไว้ โดยมีข้อความว่า กรมขุนกษัตรานุชิตและพวกคบคิดกับขุนนางหลายนายจะแย่งชิงราชสมบัติ เรื่องอีกาคาบหนังสืออาจจะเป็นเพียงข้ออ้างในการหาทางกำจัดบุคคลที่อยู่ในสถานะที่จะอ้างสิทธิ์ในการสืบราชสมบัติเป็นการขจัดคู่แข่งและเป็นการแสดงแสนยานุภาพให้เป็นที่ประจักษ์ต่อบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ พระมหาเถระและเหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่ที่ย่อมจะต้องพร้อมใจกันเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ แต่ที่ก่อนหน้านี้ มิได้กระทำการเพราะเจ้าฟ้าชายสุพันธุวงศ์ในพระเจ้ากรุงธนบุรีและเจ้าจอมมารดาฉิมใหญ่ ซึ่งเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือเป็นทั้งลูกของพระเจ้ากรุงธนบุรีและหลานของรัชกาลที่ 1 นั่นเอง ดังนั้น ตราบเท่าที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกยังมีพระชนม์ชีพอยู่ การอ้างสิทธิ์ในราชสมบัติของกรมขุนกษัตรานุชิตก็ดี หรือการคิดหาทางกำจัดคู่แข่งของพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรก็ดี จึงยังไม่เกิดขึ้น เพียงแต่รอเวลาให้สิ้นรัชกาลเท่านั้น
พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ทรงปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จลุล่วง จนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานที่ดิน ทั้งวังและทรัพย์สินของกรมขุนกษัตรานุชิตให้พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ทั้งสิ้น
แม้ว่าพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ จะทรงปรีชาสามารถและเป็นพระราชโอรสพระองค์แรก แต่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเรียม (ภายหลังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสุลาลัย) แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งตั้งพระอนุชาในตำแหน่งวังหน้า ด้วยสาเหตุสองประการคือ
ประการแรก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงพระนิพนธ์อธิบายสาเหตุที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงตั้งพระอนุชา เจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์ให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวร เพราะพระอนุชา เจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์ดำรงพระยศเป็นพระบัณฑูรน้อยมาแต่ในสมัยรัชกาลที่ 1
ประการที่สอง เป็นไปได้ว่า พระองค์ทรงรอเวลาให้ทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่ทรงเจริญพระชันษาและมีประสบการณ์มากพอ เพราะหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ได้สี่ปี ในปี พ.ศ. 2355 เมื่อทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่พระชนมายุได้ 9 พรรษา พระองค์ได้ทรงจัดการพระราชพิธีลงสรงเพื่อเฉลิมพระนามทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทวาวงศ์ พงศ์อิศรกษัตริย์ขัตติยราชกุมารอย่างเป็นทางการ และน่าจะทรงคาดหวังให้เป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ต่อไปในภายภาคหน้า ส่วนพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ ทรงโปรดให้สถาปนาเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในปี พ.ศ. 2356
ดังเมื่อพระอนุชา สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์กรมพระราชวังบวรสถานมงคลสวรรคตในปี พ.ศ. 2360 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็มิได้ทรงแต่งตั้งกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระชนมายุ 29 พรรษา) หรือผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งวังหน้า และขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกุฎยังทรงมีพระชนมายุเพียง 13 พรรษาเท่านั้น พระองค์ทรงปล่อยให้ตำแหน่งวังหน้าว่างไปจนสิ้นรัชกาลเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งตีความได้ว่าพระองค์ทรงปรารถนาจะให้เจ้าฟ้ามงกุฎเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ ในปี พ.ศ. 2367 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต มีพระชนมายุ 56 พรรษา เจ้าฟ้ามงกุฎมีพระชนมายุ 20 พรรษา และกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์มีพระชนมายุ 36 พรรษา และจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยด้วยเหตุที่ทรงประชวรและสวรรคตโดยยังมิทันได้ทรงมีรับสั่งใดๆ เกี่ยวกับผู้สืบราชสันตติวงศ์ “พระสังฆราชพระราชาคณะผู้ใหญ่ พระบรมราชวงศานุวงศ์ต่างกรม และข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทต่างมีความจงรักภาดีต่อพระองค์ท่านมาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึ่งพากันเข้าเฝ้าพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ ดำรงราชอาณาจักรสยามพิภพต่อไป...”
หลังจากรัชกาลที่ 2 สวรรคต เจ้าฟ้ามงกุฎจะต้องเสด็จขึ้นครองราชย์ ตามกฎมณเฑียรบาลการสืบสันติวงศ์ย่อมขึ้นอยู่กับสถานะของพระราชมารดาและฐานันดร แต่ในสถานการณ์วิกฤตที่สงครามอังกฤษ-พม่าเพิ่งเริ่มขึ้น บรรดาเสนาบดีและพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เห็นว่า ราชอาณาจักรควรจะอยู่ในมือของผู้มีประสบการณ์ อย่างกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ผู้ทรงดูแลด้านการต่างประเทศมาตลอด ที่ประชุมจึงพร้อมใจกราบบังคมทูลเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นปรากฏการณ์การสืบราชสันตติวงศ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมิได้ทรงมีรับสั่งใดๆ เกี่ยวกับผู้สืบราชสันตติวงศ์ และการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มาจากความเห็นพ้องต้องกันของที่ประชุมพระราชวงศ์และขุนนางเสนาบดี จึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของข้อความ “เอนกนิกรสโมสรสมมุติ” แม้ว่าข้อความดังกล่าวจะไม่ได้ปรากฏในพระสุพรรณบัฏ ในการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์ก็ตาม แต่ปรากฏพระสุพรรณบัฏในรัชกาลต่อมา
อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการอธิบายความเป็นมาของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไว้ว่าดังนี้ “ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ประสูติแต่เจ้าจอมและมิได้เป็นรัชทายาท พระองค์จำต้องระดมพลังสนับสนุนอย่างเต็มกำลังเพื่อขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา และเพื่อให้การสืบราชบัลลังก์เป็นที่ยอมรับ อิทธิพลของพระองค์มาจากการกำกับดูแลการค้าและการผลิต จึงได้รับการสนับสนุนจากบรรดาขุนนางผู้ใหญ่และสามารถสืบราชสันตติวงศ์โดยข้ามเจ้าฟ้ามงกุฎผู้เป็นรัชทายาทไป เจ้าฟ้ามงกุฎ...มิได้ตอบโต้ประการใด” ซึ่งการสร้างฐานอำนาจดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการแข่งขันแย่งชิงราชบัลลังก์จากการใช้กำลังความรุนแรงมาเป็นการสะสมอำนาจบารมีผ่านการประสบความสำเร็จในการค้าและการสะสมความมั่งคั่ง จากการที่ได้ทรงรับราชการในหน้าที่กรมท่าและทรงสามารถหาเงินจากการแต่งสำเภาค้าขาย และเก็บภาษีขาเข้า มีรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้จ่ายในราชการแผ่นดินทุกอย่างทุกประการ จนทำให้การคลังมั่งคั่งมั่นคงจนพระราชบิดาทรงสัพยอกให้สมญาพระองค์ว่าเป็น “เจ้าสัว” แห่งกรุงสยาม อีกทั้งการใช้กำลังความรุนแรงในบริบทขณะนั้นอาจจะไม่เป็นคุณต่อทั้งตัวพระองค์เองและต่อบ้านเมือง เพราะสยามขณะนั้นเพิ่งเริ่มตั้งกรุงใหม่ได้ไม่ถึง 42 ปี ยังมีศึกกับพม่าและญวนอยู่ หากพระองค์ใช้กำลังความรุนแรงในการช่วงชิงราชสมบัติ ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดศึกกลางเมืองขึ้นได้ อีกทั้งการค้าเป็นเรื่องสำคัญหลักตั้งแต่เริ่มตั้งกรุงใหม่ด้วย
ดังนั้น ถ้าพิจารณตามหลัก “ปัญจราชาภิเษก” หรือราชาภิเษกห้าประการ จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าลักษณะของ “มงคลโภคาภิเษก” นั่นคือ เป็นผู้มีความสามารถในการสั่งสมทรัพย์สินและความมั่งคั่ง ซึ่งในบริบททางการเมืองของสยามขณะนั้นต้องการชนชั้นนำที่มีคุณสมบัติดังกล่าวเพื่อขึ้นเป็นชนชั้นปกครองตามทฤษฎีการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านชนชั้นนำของปาเรโต (the circulation of elite)
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
(แหล่งอ้างอิง: [1]เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-4 เล่ม 1, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์ศรีปัญญา, 2555; กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5, (นนทบุรี: โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด, 2555); คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2563); Abbot Low Moffat, Mongkut the King of Siam, (Ithaca, New York: Cornell University Press, 1968); สมภพ ภิรมย์, “๒๐๐ ปีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว,” ใน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกับวังท่าพระ, งานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายศิลปวัฒนกรรม มหาวิทยาลัยศิลปกร, 2555 [online]. แหล่งที่มา: http://202.44.135.15/html_sunewsletter/su_pdf/17755.pdf [10 มิถุนายน 2564]; กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย, แปลโดยอาทิตย์ เจียมรัตตัญญู. (นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน, 2562); ศรีนวล ภิญโญสุนันท์, พิธีราชาภิเษกในคติอินเดียและไทย: การศึกษาเปรียบเทียบ, (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาภาควิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2528))
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴LIVE ค้านระงม!! รถเกี่ยวข้าวพลัง 'สุริยะ' | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2569
🔴LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ศึกรอบทิศ ชิงจังหวะทุบน้ำเงิน!?
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2569
🔴LIVE ทักษิณดิ้นสุดตัว! ขอนิรโทษฯแก้กรรมเก่า | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569
🔴LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | 'จตุพร' จับไต๋!! 'นายใหญ่' ล้างมลทิน
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569
'อนุทิน' มั่นใจเพื่อไทยหนุนเต็มสูบ ไม่ต้องขอเสียงเพิ่ม หวังฝ่ายค้านอภิปรายสร้างสรรค์
“อนุทิน” มั่นใจเพื่อไทยหนุนรัฐบาลไม่จำเป็นต้องขอเสียง ซัดดูญัตติซักฟอกแล้วไม่ค่อยเข้าท่า ย้ำตอบเฉพาะกรอบทำงานไม่ใช่ตอบซะทุกเรื่อง ลั่นไม่ต้องมีองครักษ์-ขออภิปรายสร้างสรรค์
🔴LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | จับสัญญาณ..IMF-World Bank2026 ศักยภาพ โอกาส ความเสี่ยง!!
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2569

