
‘IMF’ ชี้ AI หนุนเศรษฐกิจโลกโต แต่ยังเปราะบาง-สั่นคลอน-ไร้เสถียรภาพ แนะทั่วโลกเร่งสร้างกันชนลดหนี้ เสริมวินัยการคลัง รับมือความเสี่ยง ด้าน ‘เอกนิติ’ ชูเศรษฐกิจไทยเหมือนเรือลำเล็กฝ่าพายุ 4 ลูก ลุยปรับโครงสร้างเสริมแกร่งวินัยการคลัง รักษาเสถียรภาพการเงิน ฟุ้งเปลี่ยนแรงกระแทกเป็นโอกาส ดันปลดล็อกกฎระเบียบดึงลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ปั้นขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ
15 ต.ค. 2569 – นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) กล่าวในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) : The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในหัวข้อ Debate on the Global Economy : Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีแนวโน้มการเติบโต โดยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 3.1% สะท้อนถึงความยืดหยุ่น มีภูมิคุ้มกัน แต่ก็ยังมีความเปราะบางจากฐานราก ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ
ทั้งนี้ จะเห็นว่ากลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจมีการเติบโตผงาด ได้แก่ จีน สหรัฐฯ และอินเดีย เป็นต้น เนื่องจากมีการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ค่อนข้างสูง ขณะที่กลุ่มประเทศที่เป็นซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรม AI ก็มีการขยายตัวได้สอดคล้องกัน อาทิ ไทย เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกจากราคาน้ำมันและอาหารที่ปรับตัวสูง ซึ่งอาจจะมีผลกระทบมาถึงราคาการเข้าถึงบริการ AI ทั่วโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย จึงอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สถาบันการเงินต้องเข้มงวดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และมีผลต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะ การขาดดุลและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น
“เศรษฐกิจที่เราเห็นทุกวันนี้เหมือนฟองน้ำ จากการเติบโตที่อาจจะสั่่นคลอนและไม่มั่นคง จากภาพสวยหรูของจากเทคโนโลยีที่สร้างความหวังมากเกินไป ดังนั้ันสิ่งที่ต้องทำคือ หากตัดสินใจจะดำเนินนโยบายด้าน AI อย่างเป็นเอกเทศน์ ก็ต้องยอมรับว่าปัจจัยนี้จะเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการสร้างกันชนเพิ่มขึ้น ลดหนี้ ปรับภาคการคลังให้แข็งแรง ก็เหมือนกันสร้างบ้านของเราให้แข็งแรงไว้นั่นเอง” นางคริสตาลินา กล่าว
สำหรับภาวะหนี้สินของโลกที่เติบโตมากขึ้น เหล่านี้เป็นบทเรียนที่สอนว่าเราไม่สามารถใช้เงินที่ไม่ได้มีแต่แรกได้ตามใจ โดยตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย ทั้งจากกรีซ อาร์เจนติน่าและในอีกหลายประเทศ เป็นบทเรียนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ‘เหมือนการซ่อมหลังคาบ้านที่ไม่ควรทำในฤดูฝน แต่ควรรอทำในหน้าร้อน เพราะสุดท้ายแล้วฝนก็จะรั่วเข้ามาอยู่ดี’ ขณะเดียวกันก็มีตัวอย่างที่ดีจากประเทศที่มีวินัยการเงินการคลังเข้มข้น แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการหาแนวทางลดการขาดดุล หรือการไม่สมดุลในระบบ ทั้งการส่งออก และการนำเข้า เพราะอะไรที่มากเกินไปมันไม่สมดุล เหมือนสหรัฐที่แทบจะไม่มีเงินเก็บ มีอัตราขาดดุลและหนี้สินจำนวนมาก ขณะที่จีนก็ไม่มีการบริโภคในประเทศ และเน้นการส่งออกจนมากเกินไป
อย่างไรก็ดี นางคริสตาลินา ได้กล่าวทิ้งท้ายบนเวทีดังกล่าวว่า การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพที่ยอดเยี่ยมมาก ขณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนได้มารวมตัวกันที่นี่ตอนนี้ จึงอยากขอให้ทุกคนออกไปเที่ยวชมและจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยกัน ออกไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยเหมือนเรือลำเล็กที่ต้องฝ่าพายุเศรษฐกิจ 4 ลูกที่กระหน่ำเข้ามา ได้แก่ 1. พายุราคาพลังงานสูง จากการนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก 2. พายุจากโลกแตกขั้ว 3. พายุอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อวินัยการเงินการคลัง และ 4. พายุจากการผงาดของอุตสาหกรรม AI ซึ่งไทยถือว่าโชคดีที่สามารถเข้าไปอยู่และได้รับประโยชน์ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้ได้
“การที่ไทยเหมือนเรือลำเล็กที่ต้องฝ่าพายุกระหน่ำนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ ต้องตรวจสอบว่าเรือของเราแข็งแรงเพียงพอที่จะต้านทานลมพายุทั้งหมด นั่นหมายถึง เราจะต้องมีวินัยการเงินการคลัง ต้องรักษาเสถียรภาพและนโยบายทางการเงิน โดยยืนยันว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ใช่เป้าหมายหลัก โดยการดำเนินการทั้งหมดผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเปลี่ยนแรงกระแทกให้เป็นโอกาสสำหรับเศรษฐกิจไทย” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีการเปิดกว้างและพร้อมทำงานกับประเทศพันธมิตรในอาเซียน ผ่านการผสมผสานด้านการค้าและการลงทุน โดยเป้าหมายหลักคือต้องการผลักดันให้การค้าระหว่างกันในภูมิภาคอาเซียนเติบโตมากกว่า 22% ผ่านระเบียบการค้าโลกที่จะช่วยให้ทำงานร่วมกันได้อย่างดี และเพื่อดูแลคน 600-700 ล้านคนในอาเซียนที่กำลังเติบโต การร่วมมือกันและใช้ความหลากหลายของแต่ละประเทศเพื่อเป็นเกราะป้องกัน เป็นตัวรับแรงกระแทกและลดจุดเปราะบางเมื่อเศรษฐกิจอาเซียนต้องเจอกับภาวะช็อกจากภายนอก
นอกจากนี้ ไทยยังเร่งจัดระเบียบภายในบ้าน ผ่านการปลดล็อกกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพ รวมถึงเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ AI สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยภาพรวม 6 เดือนแรกของปีนี้้ พบว่าเม็ดเงินลงทุนขยายตัวแล้วกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวมากกว่า 10% เหล่านี้เป็นตัวสะท้อนว่าไทยกำลังใช้นโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนอย่างมีคุณภาพ (Investment-Led Growth) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจไทย และเพื่อให้แน่ใจว่าไทยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานเศรษฐกิจโลก ภายใต้ความท้าทายใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผบช.น.แจงม็อบต้านเวิลด์แบงก์ปะทะตำรวจ เหตุสื่อสารคลาดเคลื่อน
ผบช.น.ลงพื้นที่ม็อบต้านเวิลด์แบงก์-ไอเอ็มเอฟ แจงเหตุปะทะช่วงเช้าเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน

