
เรื่องย้ายอุเทนถวายออกจากพื้นที่เดิมตรงถนนพญาไท ดูท่าจะไม่จบกันง่ายๆ
สถาบันเก่าแก่ที่อยู่ตรงนั้นมานานกว่าเก้าสิบปี กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ฝ่ายหนึ่งยืนยันเรื่องสิทธิในที่ดินและข้อกฎหมาย อีกฝ่ายก็หวงแหนสถานที่ที่ผูกพันกันมาหลายชั่วอายุคน
คุณผู้อ่านที่ใช้นามว่า “เด็กช่างรุ่นแก่หง่อม” เป็นหนึ่งในคนที่ไม่เห็นด้วยกับการย้ายอุเทนถวาย แกเขียนจดหมายมาแสดงความรู้สึกอย่างเผ็ดร้อนทีเดียว
อ่านดูครับ
.................
สวัสดี คุณเสมอต้นและสวัสดียอดมิตรแฟนคอลัมน์เปิดซองออนไลน์ทุกท่าน
แก่จนไม้ใกล้ฝั่ง ตาเริ่มฝ้าฟาง ขาเหินห่างจากเรือนไปไหนแทบไม่ไหว ไม่รู้ว่าจะได้อยู่ดูโลกอีกกี่มากน้อย
วันนี้แกว่งแว่นตามานั่งอ่านข่าวเรื่องจะบังคับย้ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ออกจากพื้นที่เดิมตรงพญาไทแล้ว มันจี๊ดขึ้นสมองจนอดไม่ได้ที่จะต้องลุกขึ้นมาเขียนจดหมายส่งเสียงถึงคุณเสมอต้นและมวลมิตรในคอลัมน์นี้สักฉบับ
ตัวผมเองก็คนเคยผ่านชีวิตนักเรียนช่างมา สมัยวัยรุ่นเมื่อห้าหกสิบปีก่อนก็กางเกงสแล็คสีโคลน เสื้อช็อปปักชื่อสถาบัน หนีบกระดานเขียนแบบ สะพายกระเป๋าผ้าใบใส่ไม้ที เดินโก้เข้าโรงเรียนอาชีวะกับเขาเหมือนกัน
พอเห็นข่าวน้องๆ อุเทนถวายเขารวมตัวกันคัดค้านการย้ายสถาบัน ผมขอพูดเต็มปากเต็มคำตรงนี้เลยว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการย้ายอุเทนถวายออกไปแม้แต่ก้าวเดียว
คนที่ไม่เคยใส่เสื้อช็อป ไม่เคยต่อสู้สร้างชื่อเสียงให้สถาบัน ไม่มีวันเข้าใจหรอกว่า พื้นที่ตรงพญาไท 21 ไร่นั้น มันไม่ใช่แค่ที่ดินเปล่าๆ หรือตึกคอนกรีต แต่มันคือ “จิตวิญญาณ” เป็นแท่นบูชาครู เป็นจุดกำเนิดของช่างก่อสร้างไทยที่สืบทอดกันมากว่าเก้าสิบปี
การจะมากวาดไล่ที่กันง่ายๆ เพียงเพราะข้ออ้างเรื่องสัญญากับข้อกฎหมาย มันคือการทำลายประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของอาชีวะอย่างร้ายกาจ
จริงอยู่ ที่ฝ่ายบริหารหรือผู้มีอำนาจชอบอ้างเรื่องคำสั่งศาล หรืออ้างว่าเตรียมพื้นที่ใหม่ตรงคุ้มเกล้า ลาดกระบัง ไว้รองรับแล้ว
แต่ถามจริงๆ เถอะว่า ย้ายไปไกลปืนเที่ยงขนาดนั้น มันยังใช่ “อุเทนถวาย” ที่ทรงเกียรติและเป็นตำนานใจกลางเมืองอยู่อีกหรือ ช่างก่อสร้างระดับชาติจะโตมาได้อย่างไรถ้าถูกผลักไสให้ออกไปอยู่ชายขอบ แล้วพื้นที่ตรงนี้อนาคตใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่หลุดไปอยู่ในมือนายทุนในที่สุด
ในฐานะอดีตเด็กช่างที่ผ่านโลกจนแก่หง่อม ใกล้จะเข้าโรงเต็มที ผมอยากจะบอกน้องๆ อุเทนถวายว่า จงยืนหยัดรักษาบ้านของเราไว้
จิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาเงินงบประมาณมาซื้อคืนได้ ศักดิ์ศรีของสถาบันอยู่ที่นี่ ตรงพญาไทแห่งนี้เท่านั้น หากยอมถอยก้าวแรก ต่อไปประวัติศาสตร์ของอาชีวะไทยคงถูกลบหายไปทีละแห่งจนไม่เหลืออะไรให้ภาคภูมิใจ
ฝากข้อคิดไว้ตามประสาคนแก่รุ่นก่อนที่เลือดช่างยังเข้มข้น ส่วนคุณเสมอต้นและเพื่อนๆ ผู้อ่านจะมีความคิดเห็นประการใด ก็สุดแท้แต่จะกรุณาร่วมเสวนาครับ
ขออวยพรให้คุณเสมอต้นและทีมงานไทยโพสต์ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงครับ
นับถือ
เด็กช่างรุ่นแก่หง่อม
.................
อ่านจดหมายคุณเด็กช่างรุ่นแก่หง่อมจบแล้ว ผมชักสงสัยว่าแกแก่หง่อมจริงหรือเปล่า เพราะดูจากถ้อยคำแล้วเลือดลมยังดีอยู่มากนะครับ
ผมเองไม่ค่อยรู้ประวัติอุเทนถวายมากนัก พออ่านจดหมายแล้วก็เลยไปค้นข้อมูลดู
อ้าว สถาบันนี้มีประวัติยาวนานกว่าที่คิดเสียอีก
จุดเริ่มต้นย้อนไปถึง พ.ศ. 2475 จากแผนกช่างก่อสร้างของโรงเรียนเพาะช่าง ก่อนจะแยกออกมาเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายใน พ.ศ. 2477
จากนั้นเปลี่ยนชื่อและปรับสถานะกันมาอีกหลายครั้ง เป็นวิทยาลัยอุเทนถวาย เข้าสังกัดวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ต่อมาเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
จนกระทั่ง พ.ศ. 2548 จึงมาอยู่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ปัจจุบันเปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไปแล้ว
แต่ก่อนพอได้ยินชื่ออุเทนถวาย ผมก็นึกถึงโรงเรียนช่างแบบที่เพื่อนบางคนไปเรียนกันหลังจบ ม.3 ไม่รู้เลยว่าปัจจุบันเป็นสถาบันอุดมศึกษาแล้ว
แม้ชื่อและระบบการเรียนจะเปลี่ยนไปหลายครั้ง อุเทนถวายก็ยังอยู่ตรงถนนพญาไทมาตลอด
ที่ดินประมาณ 21 ไร่นั้นเป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการทำสัญญาเช่ากันตั้งแต่ พ.ศ. 2478 เป็นเวลา 68 ปี สัญญาหมดลงใน พ.ศ. 2546
หลังจากนั้นมีข้อพิพาทเรื่องการขอคืนพื้นที่ และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน
คุณเด็กช่างรุ่นแก่หง่อมประกาศชัดว่าไม่เห็นด้วยกับการย้ายอุเทนถวายแม้แต่ก้าวเดียว
ผมอ่านแล้วก็เข้าใจความรู้สึกของแกนะครับ แต่จะให้เห็นด้วยว่าต้องอยู่ตรงพญาไทต่อไปอย่างเดียว ก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก
เพราะที่ดินมีเจ้าของ สัญญาเช่าก็สิ้นสุดไปแล้ว แถมยังมีคำวินิจฉัยทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก จะให้ทำอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้
ขณะเดียวกัน อุเทนถวายก็อยู่ตรงนั้นมาหลายชั่วอายุคน มีทั้งครู ลูกศิษย์ และประวัติศาสตร์ของสถาบัน จะบอกให้เก็บข้าวของย้ายออกไปโดยไม่ต้องรู้สึกอะไรเลยก็คงไม่ได้เหมือนกัน
นี่แหละครับที่ผมว่าตอบยาก
ถ้ามองเฉพาะข้อกฎหมาย เรื่องหนึ่งก็ชัดเจน แต่ถ้ามองความรู้สึกของคนที่ผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ ก็มีอะไรให้คิดอีกมาก
ล่าสุดวันที่ 23 ตุลาคม ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยืนยันว่า การย้ายอุเทนถวายต้องดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยานักศึกษาและบุคลากรที่ได้รับผลกระทบ
ทั้งลดค่าเล่าเรียนให้นักศึกษา 50% ช่วยเหลือค่าเดินทาง ค่าเช่าหอพักที่จ่ายล่วงหน้า และประสานมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลแห่งอื่นให้เปิดห้องปฏิบัติการรองรับการเรียนการสอน
ส่วนพื้นที่เดิม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันว่าจะไม่นำไปใช้เชิงพาณิชย์ แต่จะพัฒนาเป็นพื้นที่เพื่อการศึกษาและการเรียนรู้
ฟังดูแล้วรัฐบาลก็พยายามหาทางลดผลกระทบอยู่ แต่จะทำได้ตามที่พูดไว้มากน้อยเพียงใด และคนอุเทนถวายจะยอมรับกันได้หรือไม่ ยังต้องติดตามต่อไป
ว่าแต่พอคุณเด็กช่างรุ่นแก่หง่อมพูดถึงเสื้อช็อป กางเกงสแล็ค และความรักสถาบัน ผมก็นึกถึงเพื่อนสมัยเรียนขึ้นมาเหมือนกัน…
ตอนจบ ม.3 ผมเลือกเรียนต่อ ม.4 สายสามัญ ขณะที่เพื่อนบางคนแยกไปเรียนสายอาชีพ
จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ครับ
ตอนนั้นเห็นเพื่อนใส่เสื้อช็อปแล้วก็ดูเท่ดีเหมือนกัน ยิ่งเดินกันมาเป็นกลุ่ม ท่าทางห้าวๆ หน่อย ก็ยิ่งดูฮึกเหิมตามประสาวัยรุ่น
ผมเองตอนนั้นก็อายุสิบห้าสิบหก ไม่ได้เป็นเด็กเรียบร้อยอะไรนักหนา
ถ้าวันนั้นเลือกไปเรียน ปวช. กับเพื่อน แล้วบังเอิญไปอยู่ในกลุ่มที่ชอบยกพวกตีกัน อาจจะคึกคะนองผสมโรงกับเขาไปด้วยก็ได้ ใครจะไปรู้
ดีที่ไม่ได้ไป ไม่อย่างนั้นวันนี้อาจไม่มีเสมอต้นมานั่งเขียนเปิดซองออนไลน์ก็ได้
แหม…พูดเสียเหมือนตัวเองเป็นนักเลงเก่ากลับใจ
แต่เรื่องเด็กช่างตีกันนี่ เห็นข่าวมาตั้งแต่ยังหนุ่มจนเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ ไม่เฉพาะกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดก็มี
บางเรื่องเริ่มจากเขม่นหน้ากัน บางเรื่องเป็นความขัดแย้งระหว่างสถาบันที่มีมาก่อนเด็กพวกนี้จะเข้าไปเรียนเสียอีก
พอมีเพื่อนถูกทำร้าย รุ่นพี่ถูกยิง รุ่นน้องถูกแทง ก็มีคนคิดจะไปเอาคืนกันอีก
บางคนไม่เคยรู้จักคู่กรณี ไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน แต่พอรู้ว่าเป็นคนละสถาบันก็กลายเป็นศัตรูไปแล้ว
มันอะไรกันนักหนา
คนเรารักเพื่อนก็เป็นเรื่องดี เพื่อนมีทุกข์มีร้อนก็อยากช่วยเหลือกัน แต่ถึงขนาดต้องไปทำร้ายคนอื่นเพื่อล้างแค้นให้เพื่อนนี่ ผมตามไม่ทันจริงๆ
โดยเฉพาะเรื่องที่ถึงขั้นมีคนเสียชีวิต
ลองคิดถึงพ่อแม่ที่ส่งลูกไปเรียนหนังสือสิครับ ตอนเช้าลูกยังออกจากบ้านตามปกติ ตอนเย็นกลับได้รับข่าวว่าลูกถูกยิงตาย
แล้วพ่อแม่ของคนที่ไปยิงเขาล่ะ พอถูกจับติดคุก ชีวิตครอบครัวจะเป็นอย่างไร
เสียกันหมดทั้งสองฝ่าย
พูดอย่างนี้ก็ใช่ว่าผมจะเข้าใจความคิดของเด็กที่กำลังเลือดร้อนนะครับ
เอาเข้าจริง ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าถ้าย้อนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง แล้วเพื่อนทั้งกลุ่มชวนกันไปเอาเรื่องใครสักคน จะกล้าขัดเพื่อนหรือเปล่า
ตอนนี้พูดได้สิครับ โตมาขนาดนี้แล้ว
แต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากชวนคุณผู้อ่านทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน
เด็กช่างที่เราเรียกกันติดปากนั้น ไม่ได้เรียนอยู่ในระดับเดียวกันทั้งหมด
คนที่จบ ม.3 แล้วไปเรียนสายอาชีพก็เริ่มจาก ปวช. ส่วน ปวส. เป็นการศึกษาที่สูงขึ้นไปอีกระดับ และยังมีสถาบันที่เปิดสอนจนถึงปริญญาตรีด้วย
อย่างสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันที่มีข่าวขัดแย้งกับอุเทนถวายอยู่บ่อยๆ ก็เป็นสถาบันอุดมศึกษาเช่นกัน
เพราะฉะนั้น เวลาเห็นข่าวเด็กช่างตีกัน อย่าเพิ่งนึกว่าเป็นเด็กอายุสิบห้าสิบหกทั้งหมด บางคนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว บางกรณีก็มีศิษย์เก่าเข้าไปเกี่ยวข้อง
เรื่องนี้ผมเองก็เพิ่งมาทำความเข้าใจให้ชัดขึ้นเหมือนกัน
พูดถึงคนเรียนช่าง ผมนึกถึงคนทำงานสารพัดอาชีพเลยครับ
บางคนเรียนจบ ปวช. ปวส. ออกไปเป็นช่างฝีมือ ช่างเทคนิค บางคนเรียนต่อจนจบวิศวกรรมศาสตร์ เป็นวิศวกรก็มี
จะสร้างบ้านสักหลัง ต้องมีทั้งคนออกแบบ คนคำนวณโครงสร้าง คนควบคุมงาน และช่างที่ลงมือก่อสร้างจริงๆ
ไหนจะช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างเชื่อม ช่างยนต์ ช่างเครื่องกล ช่างอิเล็กทรอนิกส์อีกสารพัด
คงแยกไม่ถูกทั้งหมดว่าใครเรียนจบอะไรมา แต่รู้ว่าถ้าขาดคนเหล่านี้ไป ชีวิตเราคงลำบากไม่น้อย
อย่างแอร์เสียตอนกลางคืน ต่อให้มีนักการเมืองชื่อดังมายืนอยู่หน้าบ้านสิบคน ผมก็คงไม่สนใจ
ขอช่างแอร์สักคนเถอะครับ
นึกแล้วก็เสียดายเวลาเห็นข่าวนักเรียนหรือนักศึกษาช่างบางกลุ่มไปมีเรื่องทำร้ายกัน
พวกเขาเรียนวิชาที่เอาไปทำมาหากินได้ มีโอกาสสร้างผลงานดีๆ อีกตั้งมากมาย
ถ้ารักสถาบันกันจริงๆ ผมก็อยากเห็นคนพูดถึงสถาบันเพราะลูกศิษย์เรียนเก่ง ทำงานเก่ง มีฝีมือเป็นที่ยอมรับ มากกว่าจะจำชื่อสถาบันได้เพราะข่าวยิงกันแทงกัน
แต่จะให้ผมไปบอกเด็กที่กำลังเลือดขึ้นหน้าว่าอย่าไปตีกันนะลูก ตั้งใจเรียนหนังสือเถอะ ก็คงไม่มีใครฟัง
เผลอๆ จะหันมาถามอีกว่า ลุงเป็นใคร
เอาเป็นว่าฝากไว้ให้คิดกันก็แล้วกัน
กลับมาหาคุณเด็กช่างรุ่นแก่หง่อมอีกนิด
ผมเข้าใจความรู้สึกที่แกอยากรักษาอุเทนถวายไว้ตรงพญาไท และก็เข้าใจว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกฎหมาย
ตอนนี้รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาออกมาแล้ว ก็อยากให้ดูแลนักศึกษาและบุคลากรที่ได้รับผลกระทบกันจริงๆ อย่าให้ใครต้องเสียโอกาสทางการศึกษาเพราะเรื่องย้ายสถานที่เรียน
ส่วนคนที่รักอุเทนถวาย ผมก็อยากเห็นความรักสถาบันนั้นส่งต่อไปถึงคนรุ่นหลัง ผ่านความรู้ความสามารถและผลงานของลูกศิษย์
ไม่ว่าอนาคตอุเทนถวายจะอยู่ตรงไหน ชื่อเสียงของสถาบันก็คงต้องฝากไว้กับคนที่เรียนและจบออกไปนั่นแหละครับ
ขอบคุณคุณเด็กช่างรุ่นแก่หง่อมที่ส่งจดหมายมาชวนคุยครับ
— เสมอต้น
24 ตุลาคม 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'สงครามกะเพรา'
หมดแรงข้าวต้มไป ๒ วัน! วันนี้....ยังไงก็ต้องฮึด กราบขอบพระคุณทุกท่านที่มามอบน้ำใจ-ไมตรีต่อชาวคณะไทยโพสต์ ในวาระ “ไทยโพสต์”
นักศึกษาอุเทนถวายก้มกราบ 'ยศชนัน' วอนทบทวนย้ายพื้นที่ ขอคืนห้องเรียนเดิม
ตัวแทนนักศึกษาอุเทนถวายเข้ายื่นหนังสือถึง รมว.อว. ขอทบทวนแนวทางย้ายสถานศึกษา พร้อมก้มกราบต่อหน้า
'ยศชนัน' เดินหน้าย้ายอุเทนถวาย ลดค่าเทอม 50% ย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน
รมว.อว.หารืออุเทนถวาย-สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ยืนยันย้ายพื้นที่ตามกฎหมาย พร้อมเยียวยานักศึกษา ลดค่าเทอม 50% ประสานราชมงคลเปิดห้องแล็บรองรับ เผยจุฬาฯ ยืนยันไม่นำพื้นที่เดิมไปใช้เชิงพาณิชย์
กะเพราแก้วจุรี
กินผัดกะเพรามาตั้งแต่เด็กจนป่านนี้ ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมานั่งสนใจเรื่องสิทธิคุ้มครองพันธุ์กะเพรากับเขาด้วย
‘ดูไว้...รัฐสวัสดิการ’
ถ้าพูดว่า “โลกกำลังลุกเป็นไฟ”! ก็ไม่ผิดจาก “สภาพเป็นจริง” ทุกวันนี้ ซักเท่าไหร่ เหลียวมองไปรอบๆ ซี
'ยศชนัน' เตือนช่องโหว่ PHP สั่งหน่วยงาน อว.เร่งอุดความเสี่ยงข้อมูลรั่ว
‘ยศชนัน’ เผย OpenAI ตรวจพบช่องโหว่ความปลอดภัยในระบบ PHP เสี่ยงถูกเจาะระบบ สั่งหน่วยงานในสังกัด อว.เร่งตรวจสอบและอัปเกรด พร้อมประส

