
เมื่อวันพุธ (๒๑ ตุลาคม) ที่สภาฯ เขาเถียงกันเรื่้อง บทบาท หน้าที่ ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎร
ไม่ได้เถียงกันธรรมดานะครับ
คอเป็นเอ็น!
ปัจจุบันสภาผู้แทนฯ มีคณะกรรมาธิการสามัญจำนวน ๓๕ คณะ
ประเด็นมันอยู่ที่ปัญหากรรมาธิการทำงานซ้ำซ้อนกัน
บางเรื่องมองว่าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการ
ฝั่งรัฐบาลต้องการจัดระเบียบใหม่
แต่ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลต้องการปิดปากฝ่ายค้าน
ทีนี้มาดูปัญหาที่มันเกิดขึ้นจริง
ยกตัวอย่าง กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และกรรมาธิการติดตามงบประมาณ นำประเด็นเดียวกันมาตรวจสอบในเวลาคาบเกี่ยวกัน
ข้าราชการถูกเชิญให้ไปชี้แจงซ้ำๆ ในเรื่องเดียวกัน
ทั้งๆ ที่ประธานกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ มาจากพรรคเดียวกันคือพรรคส้ม
กรรมาธิการบางคณะประธานลักไก่เรียกบุคคลมาสอบโดยไม่ผ่านมติที่ประชุม
"โสภณ ซารัมย์" ประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงเรียกประชุมประธานกรรมาธิการทั้ง ๓๕ คณะหารือ เพื่อวางกรอบให้ทำงานไม่ซ้ำซ้อน และยึดตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด
เช่นการบรรจุวาระการประชุมหรือการออกหนังสือเรียกตรวจสอบเรื่องใดๆ ต้องผ่าน "มติที่ประชุม" ของคณะกรรมาธิการก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ประธาน กมธ.รายบุคคลใช้อำนาจตามอำเภอใจในการตั้งวาระเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง
แต่ฝ่ายค้านโดยเฉพาะ "ไอซ์ รักชนก" ด่ายับ!
มองว่ารัฐบาลต้องการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
เรื่องที่ต้องอาศัยมติที่ประชุม ฝ่ายค้านมองอีกมุม
มองว่ากรรมาธิการทุกคณะ สัดส่วนกรรมการส่วนใหญ่เป็นของฝั่งรัฐบาลอยู่แล้ว หากกำหนดว่าต้องใช้มติที่ประชุมก่อนบรรจุวาระ หรือเชิญบุคคลใดมาชี้แจง ฝ่ายรัฐบาลก็จะใช้เสียงข้างมากโหวตปัดตก เพื่อช่วยพวกพ้อง
ฝ่ายค้านมองว่าจุดแตกหักคือกรรมาธิการการกฎหมายฯ ที่ "รังสิมันต์ โรม" เป็นประธานบรรจุวาระตรวจสอบประเด็นหุ้นเว็บพนันของสามี สส.พรรคภูมิใจไทย ทางรัฐบาลจึงต้องการปิดปาก
แต่ "โสภณ ซารัมย์" บอกว่านัดประชุมก่อนที่จะเกิดกรณีนี้ด้วย แต่ฝ่ายค้านจับมาโยงเอง
นั่นคือที่มาของการสาดกัน
ทีนี้มาว่ากันเรื่้องบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมาธิการว่า ทำอะไรได้บ้าง ขอบเขตอยู่ตรงไหน
ไปดูโพสต์ของ "Bow Nuttaa Mahattana" กันก่อน เพราะอธิบายไว้ค่อนข้างชัดเจน
"...กรรมาธิการคืออะไร และไม่ใช่อะไร
กรรมาธิการทำงานได้ในเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภา เช่น การพิจารณากฎหมาย การตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ หรือการศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านั้น โดยแต่ละคณะมีขอบเขตงานของตนเอง
เพราะสภาไม่มีเวลาจะไปตรวจสอบในรายละเอียดทุกเรื่องได้ จึงต้องมีกรรมาธิการแยกเป็นคณะไปพิจารณาแล้วเสนอรายงานต่อสภา
การตั้งเรื่อง เรียกข้อมูลเอกสารหรือบุคคลมาพิจารณา จึงต้องเป็นไปด้วยจุดประสงค์นี้
กรรมาธิการไม่ใช่โรงพัก ไม่ใช่ศาล และไม่ใช่หน่วยงานที่จะทำงานแทนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง แต่สามารถตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานเหล่านั้น หรือศึกษาปัญหาเชิงระบบได้ เมื่อเรื่องนั้นอยู่ในขอบเขตของคณะ
หากกรรมาธิการทำงานแทนหน่วยงานรัฐได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติ กรรมาธิการไม่มีอำนาจ เครื่องมือ และกระบวนการตามกฎหมายที่จะทำหน้าที่แทนหน่วยงานเหล่านั้น
เช่น หากมีเหตุโจรกรรม ตำรวจเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับแจ้งความและสอบสวนคดี กรรมาธิการอาจตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ปกติหรือปัญหาเชิงระบบได้ แต่ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาแทนตำรวจ
แต่หากกรรมาธิการตั้งเรื่องสอบสวนเองแทนตำรวจ โดยไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของสภา ก็ย่อมถูกตั้งคำถามว่าเป็นการใช้กลไกผิดวัตถุประสงค์ตามรัฐธรรมนูญ หรือมีวาระทางการเมืองแอบแฝง นำสู่การทักท้วง ความขัดแย้งในคณะกรรมาธิการ
การใช้เครื่องมือผิดประเภทย่อมไม่ช่วยให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ และอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบรัฐสภา..."
ใช่ครับกรรมาธิการมีหน้าที่ "สอบข้อเท็จจริง" มิได้มีอำนาจ "สอบสวน"
การ "สอบข้อเท็จจริง" กับ "สอบสวน" นั้นต่างกันมาก
เพื่อความชัดเจนมากขึ้นไปดู รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๙ ระบุว่าการที่กรรมาธิการฯ นั้นเพื่อ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ และรายงานให้สภาทราบตามระยะเวลาที่สภากําหนด
การกระทํากิจการ การสอบหาข้อเท็จจริง หรือการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจของสภา และหน้าที่และอํานาจตามที่ระบุไว้ในการตั้งคณะกรรมาธิการก็ดี ในการดําเนินการของคณะกรรมาธิการก็ดี ต้องไม่เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกัน
ในกรณีที่การกระทํากิจการ การสอบหาข้อเท็จจริงหรือการศึกษาในเรื่องใดมีความเกี่ยวข้องกัน ให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาที่จะต้องดําเนินการให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทุกชุดร่วมกันดําเนินการ
ในการสอบหาข้อเท็จจริง คณะกรรมาธิการจะมอบอํานาจหรือมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลใดกระทําการแทนมิได้
คณะกรรมาธิการมีอํานาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทําหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้
แต่ห้ามเรียกผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อํานาจในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล และมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามหน้าที่และอํานาจโดยตรงในแต่ละองค์กรตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี
ในอดีตไม่ค่อยมีครับที่กรรมาธิการเอาประเด็นการเมืองฝั่งตรงข้ามมาพิจารณา เพราะสิ่งที่จะเกิดคือซัดกันเละ สุดท้ายร่วมงานกันไม่ได้อีกต่อไป
ยกตัวอย่างกรณี สส.บ้ากาม ไม่มีกรรมาธิการชุดไหนเรียกไปสอบ
แถมอดีต สส.ส้มที่บ้ากาม ยังใช้กรรมาธิการสภาฯเป็นเกราะกำบังอีก
กรณี "สส.สุชาดา" ขึ้่นเมรุไปเรียบร้อยแล้วครับ ทางฝั่งฝ่ายค้านบอกว่าสอบข้อเท็จจริง แต่ชี้ว่าโยงทุนเทา ร่วมฉ้อโกง ร่วมทำผิดไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่ใช่การสอบสวนซะหน่อย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แค่เริ่มก็พลาดแล้ว
พลาดครับ... พลาดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม พรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน พลาดที่ขับพรรคกล้าธรรมออกจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้
เสาหลักเมือง
โหมโรงศึกซักฟอก... วานนี้ (๒๑ ตุลาคม) นายกฯ อนุทินไปเสาหลักเมือง ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๕ จุดสำคัญ ได้แก่ หอพระพุทธรูป ศาลาจำลองเสาหลักเมือง องค์พระหลักเมือง ศาลเทพารักษ์ทั้ง ๕
ประตูสู่หายนะ
๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๙ ครบรอบ ๓๐ ปี ก้าวสู่ปีที่ ๓๑ นั่นคือสถานะของ “ไทยโพสต์” อายุอานามก้ำกึ่ง เจน Y กับ เจน Z
ถุยขากปากพาจน
วานนี้ (๑๙ ตุลาคม) โพสต์ของ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak ถูกพูดถึงกันมากครับ
รู้มั้ย! ไทยมีดี
จบไปแล้วครับ... การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี ๒๕๖๙ และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้องจบไปแล้ววานนี้ (๑๘ ตุลาคม)
'โง่-ห่วย-เลว'
"น้ำเงิน" กับ "ฟ้า" เขาเปิดศึกถล่มกันเละเลยครับ ว่าไปแล้ว ๒ พรรคการเมืองนี้ ก่อนเลือกตั้ง ถูกคาดหมายว่าอาจร่วมรัฐบาลกันด้วยซ้ำ แต่วันนี้ได้ข้อสรุป น่าจะเป็นคู่แข่งกันตลอดกาล

