
ฝนพรำลงมาตั้งแต่เช้าตรู่ หรืออาจตกโปรยปรายมาหลายชั่วโมงก่อนรุ่งสางก็เป็นได้ ผมเดินลงจากบ้านต้นไม้ของเกสต์เฮาส์อย่างระมัดระวังเพราะกลัวจะลื่นไถลตกบันไดรับอรุณ
ลืมไปว่าค่ำวานนี้ได้ขอเลื่อนอาหารเช้าจาก 7 โมงครึ่งเป็น 8 โมงครึ่ง จึงใช้เวลาระหว่างรอมื้อเช้านี้กางร่มเดินชมส่วนต่างๆ ของเกสต์เฮาส์ ลุงนิฮาลเจ้าของ Sigiri Queen’s Rest มีบ้านต้นไม้อยู่เกือบ 10 หลัง แต่เวลานี้ไม่มีแขกคนอื่นเลยนอกจากผม
แม้ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน แต่ทั่วบริเวณเกสต์เฮาส์น้ำไม่ท่วมขัง ยกเว้นแปลงนาข้าวริมถนน ที่พักในละแวกนี้ส่วนใหญ่สร้างเป็นบ้านต้นไม้ ยกใต้ถุนสูงเกือบสิบเมตร ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคือนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก
สำหรับเกสต์เฮาส์ของลุงนิฮาลมีจุดเด่นนอกจากบรรยากาศร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้ นกนานาชนิดและกระรอกแล้ว บริการก็ดีเยี่ยม แถมอาหารพื้นเมืองอร่อยมาก ข้อเสียมีอยู่อย่างเดียวคือยุงเยอะ อันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของบ้านเรือนที่อยู่กลมกลืนกับป่า
กินมื้อเช้าเสร็จแต่ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทำให้แผนขึ้นภูเขาหินสิกิริยาที่อยู่ห่างออกไปแค่ 3 กิโลเมตรต้องถูกพับไปอย่างน่าเสียดาย ผมมีเวลาอีกไม่กี่วัน แต่ยังไปไม่ถึงแคนดี นูวาระเอลิยะ และเอลลา จากนั้นจะลงใต้ไปยังโคลัมโบ กอลล์ และกลับมาโคลอมโบ เพื่อบินกลับกรุงเทพฯ และสุดท้ายแล้วผมต้องตัดเมืองเหล่านี้ออกไปจากโปรแกรมเสียครึ่งต่อครึ่ง นี่ยังไม่นับโปลอนนารุวะ อดีตราชธานีหลังจากกรุงจากอนุราธปุระที่จำใจตัดออกไปก่อนหน้านี้ แต่ก็เชื่อเหลือเกินว่าจะได้กลับมาศรีลังกาใหม่ในเร็ววันเพื่อไปเยือนโบราณสถานสำคัญๆ ให้ครบถ้วน
ดังที่ได้กล่าวถึงไปในฉบับที่แล้ว สิกิริยาเป็นพระราชวังลอยฟ้าบนเขาหินที่โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินสูง 180 เมตร และสูงเหนือระดับน้ำทะเล 349 เมตร รอบด้านเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีเขาหินที่คล้ายกันอีกลูกชื่อ “ปิดูรังกาลา” โผล่ขึ้นมา ตั้งอยู่ห่างกันกิโลกว่าๆ ซึ่งเมื่อวานนี้ผมได้ปีนขึ้นปิดูรังกาลาเพื่อมองมายังสิกิริยา ได้ภาพที่งดงามและน่าตื่นตะลึง
จุลวงศ์ซึ่งเป็นพงศาวดารส่วนต่อขยายของมหาวงศ์บันทึกไว้ว่า พระราชวังสิกิริยาสร้างโดยพระเจ้ากัสยปะ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1016–1038) กษัตริย์ผู้กระทำปิตุฆาตชิงบัลลังก์มาจากพระเจ้าธัตถุเสนะผู้เป็นพระบิดา แต่กลัวภัยจากเจ้าชายโมคคัลลานะ พระเชษฐาผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ตัวจริงเพราะประสูติแต่อัครมเหสี พระเจ้ากัสยปะจึงย้ายมาสร้างราชธานีแห่งใหม่ติดกับภูเขาหินสิกิริยา สร้างพระราชวังขึ้นบนยอดเขาที่เป็นลานหินอัคนี และสร้างป้อมปราการรอบภูเขาหินเพื่อรอรับศึก สุดท้ายก็พ่ายแพ้สงครามและสิ้นพระชนม์จากการทำอัตวินิบาตกรรม
สิกิริยา มาจากคำว่า “สิงห์” และ “คีรี” ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lion Rock ได้ชื่อนี้มาเพราะหินช่วงกลางระหว่างทางขึ้นยอดเขาถูกแกะสลักเป็นรูปเท้าราชสีห์ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ขนาบช่องประตูที่ถูกเรียกว่า Lion Gate ราชสีห์ตัวเดียวกันนี้เคยมีศีรษะตั้งอยู่ด้านบนซุ้มประตู แต่ส่วนศีรษะได้พังถล่มลงมานานแล้ว
ส่วนประกอบโดดเด่นนอกจากพระราชวังบนลานหินยอดเขาแล้ว สิกิริยายังมีภาพเขียนกำแพงที่โด่งดัง คาดว่าเคยมีอยู่เต็มหน้ากำแพงหินฝั่งตะวันตก ขนาดยาว 140 เมตร สูง 40 เมตร แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงส่วนที่อยู่ด้านในถ้ำ ที่โด่งดังมากคือภาพสตรีเปลือยท่อนบนจำนวนหลายนาง
นอกจากนี้ยังมีทางเดินช่วงหนึ่ง กำแพงหินเคยถูกขัดเงาจนพระเจ้ากัสยปะสามารถใช้เป็นคันฉ่อง ต่อมาเมื่อสิกิริยาถูกปล่อยทิ้งร้างก็ยังมีผู้เดินทางมาเชยชมจากทั่วสารทิศ และได้เขียนบทกวีลงบนกำแพงกระจก บทกวีมีประมาณ 1,500 บท เก่าแก่สุดคือยุคคริสต์ศตวรรษที่ 8 ปัจจุบันห้ามเขียนเพิ่มโดยเด็ดขาด ส่วนคุณสมบัติความเป็นกระจกก็ไม่เหลืออยู่อีกแล้ว

สิกิริยาใช่ว่าจะโดดเด่นเฉพาะส่วนที่เป็นพระราชวังบนเขาหิน พระราชวังด้านล่างก็ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน มีทั้งตำหนักและสวนต่างๆ สร้างโดยผ่านการออกแบบอย่างดี เน้นลักษณะสมมาตรและความกลมกลืนกับธรรมชาติรอบด้าน ภายในป้อมปราการมีสวนน้ำจำนวนมากที่เชื่อมต่อกันและเชื่อมกับคูน้ำรอบกำแพงเมือง มีสวนหินที่ออกแบบให้รับกับทิศทางลม และสวนตามระเบียงหินบริเวณส่วนฐานของภูเขา
หลังพระเจ้าโมคคัลลานะขึ้นครองราชย์ก็ทรงใช้อนุราธปุระเป็นราชธานีดังเดิม ไม่ได้ใส่พระทัยพระราชวังสิกิริยา พระสงฆ์จำนวนหนึ่งจึงเข้ามาใช้สิกิริยาเป็นสถานที่จำวัด กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา สิกิริยาถูกทิ้งร้างอย่างยาวนาน จนในสมัยที่อังกฤษเข้ามายึดครองศรีลังกา พวกนี้พอมาเจอสิกิริยาเข้าก็เริ่มงานขุดค้น นำไปสู่การบูรณะเต็มรูปแบบ และในปี พ.ศ.2525 สิกิริยาได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การยูเนสโกเป็นมรดกโลก
เวลา 11 โมงฝนยังไม่หยุด ผมจึงเคลียร์บิลค่าที่พักและค่าอาหาร 5 มื้อ แล้วก็เช็กเอาต์ ลา “มาโนช” ผู้จัดการและลูกชายของลุงนิฮาล วานนี้เขาเสนอเรื่องการเป็นหุ้นส่วนในเกสต์เฮาส์ จำได้เลาๆ ว่าการันตีกำไรตั้งแต่ปีที่ 6 แต่ผมจำเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ และในปีที่ 10 จะคืนเงินลงทุน เชื่อว่าแขกคนต่อไปที่เข้าพักจะได้รับข้อเสนอเดียวกันนี้
ฝ่ายลุงนิฮาลก็เสนอบริการตุ๊กๆ ของแกไปส่งผมที่วัดรังคิรีดัมบุลลาราชมหาวิหาร (Rangiri Dambulla Raja Maha Viharaya) อาจเรียกสั้นๆ ว่า “วัดถ้ำดัมบุลลา” อยู่ใกล้ตัวเมืองดัมบุลลา วัดแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งมรดกโลกของศรีลังกา บางครั้งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Golden Temple of Dambulla มรดกโลกของศรีลังกา 2 แห่งที่กล่าวถึงอยู่ห่างกันเพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น
สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกามีมรดกโลกอยู่ทั้งหมด 8 แห่ง แบ่งเป็นโบราณสถานทางวัฒนธรรม 6 แห่ง ได้แก่ เมืองโบราณอนุราธปุระ, สิกิริยา, วัดถ้ำดัมบุลลา, เมืองโบราณโปลอนนารุวะ, วัดพระเขี้ยวแก้วเมืองแคนดี และเมืองเก่า-ป้อมปราการกอลล์ ส่วนอีก 2 แห่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ คือ เขตป่าสงวนสิงหราชา (อยู่ทางใต้ของประเทศ) และเขตที่ราบสูงตอนกลางศรีลังกา
รัฐบาลศรีลังกามีโครงการที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมวัฒนธรรม” รณรงค์ให้นักท่องเที่ยวได้ไปเยือนโบราณสถานที่ ดูในแผนที่แล้วโยงกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม มีอนุราธปุระอยู่มุมบน โปลอนนารุวะอยู่มุมขวา แคนดีอยู่มุมล่าง ตรงกลางรูป 3 เหลี่ยมมีสิกิริยาและดัมบุลลา ทั้ง 5 จุดนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก หากมีเวลาไม่มาก คะเนว่าสัก 3 วันก็คงไปเยือนได้ครบ เพียงแต่จะไม่ทั่วถึงในรายละเอียด
วานนี้ลุงนิฮาลเสนอราคาขับตุ๊กๆ จากสิกิริยาไปส่งผมที่ดัมบุลลา 1,200 รูปี วันนี้แกคิด 2,000 รูปี คงเพราะแกเพิ่มบริการจอดรอระหว่างผมเข้าชมวัดถ้ำดัมบุลลา นั่นเท่ากับผมมีที่ฝากกระเป๋าไปด้วยในตัว การจะแบกเป้ใส่เสื้อผ้าหนักราว 10 กิโลขึ้นวัดถ้ำดัมบุลลาเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะที่ตั้งของวัดอยู่สูงจากพื้นราบรายรอบมากกว่า 160 เมตร (อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 340 เมตร)
ที่เมืองดัมบุลลาอากาศเป็นใจ ฝนไม่ตก และไม่เห็นร่องรอยว่าฝนได้ตกลงมาเมื่อเช้านี้ ลุงนิฮาลจอดตุ๊กๆ รอที่ลานจอดรถด้านล่างวัดถ้ำ ผมเข้าไปซื้อตั๋วราคา 1,500 รูปีในสำนักงานของวัด ทางเดินขึ้นวัดเป็นบันไดหินอย่างดี ถึงลานก่อนเข้าวัดถ้ำมีจุดฝากรองเท้าราคา 20 รูปี พ่อค้าขายของที่ระลึกเข้ามารุมล้อม ผมบอกว่าออกมาจากวัดแล้วค่อยดู คนหนึ่งกำชับว่า “อย่าลืมนะ”
หลังเดินผ่านศาลาซุ้มประตูของวัดเข้าไป เห็นต้นโพธิ์อยู่ทางซ้ายมือ ที่ฐานรั้วของต้นโพธิ์มีคนจุดเทียนและวางดอกไม้บูชาอยู่ไม่ขาดสาย ด้านขวามือคือแนวยาวของถ้ำดัมบุลลา เสริมด้วยอาคารโถงทางเดินสีขาวสะอาดที่ยื่นต่อออกมาจากแนวถ้ำ
วัดถ้ำดัมบุลลาเริ่มสร้างโดยพระเจ้าวลากัมภะ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.454–466) เกิดจากการขุดเจาะแนวหินขนาดใหญ่แล้วกั้นเป็นห้องๆ ด้วยกำแพงอิฐ มีทั้งหมด 5 ห้องเรียงกันในแนวหน้ากระดาน ประดิษฐานพระพุทธรูปรวมทั้งสิ้น 153 องค์ พระเทวรูปในศาสนาฮินดู 4 องค์ และพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ศรีลังกา 3 องค์ ภาพเขียนผนังและเพดานถ้ำมีไม่น้อยกว่าถ้ำละ 1,500 ภาพ กินพื้นที่รวม 2,100 ตารางเมตร ถือว่าเป็นขนาดของจิตรกรรมภายในวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในศรีลังกา อย่างไรก็ตามภาพที่เห็นในปัจจุบันเป็นงานซ่อมหรือเขียนทับภาพเดิมเมื่อยุค 3-4 ร้อยปีหลัง หรือในสมัยราชอาณาจักรกัณฏิ (แคนดี)

ถ้ำห้องแรกมีชื่อว่า “เทวาราชเลนะ” เป็นถ้ำที่มีขนาดเล็กสุดเมื่อเทียบกับอีก 4 ถ้ำที่เหลือ มีรูปปั้น 7 รูป พระพุทธรูปปางไสยาสน์แกะสลักจากหินเป็นพระประธานของห้อง รูปปั้นพระอานนท์อยู่เบื้องพระบาท พระวิษณุอยู่ใกล้พระเศียร ห้องนี้สร้างอุทิศถวายแด่พระเจ้าวลากัมภะ ซึ่งเป็นงานพุทธศิลป์ยุคหลังจากพระเจ้าวลากัมภะสวรรคตไปแล้ว

ห้องที่ 2 ชื่อ “มหาราชเลนะ” ห้องนี้มีขนาดใหญ่กว่าห้องอื่น มีพระพุทธรูปอยู่เกือบ 60 องค์ ทั้งพระนอน พระนั่ง และพระยืน รวมถึงพระบรมรูปของพระเจ้าวลากัมภะ และพระเจ้านิสสันสกะมัลละ (พระมหากษัตริย์ในสมัยโปลอนนารุวะ) ห้องนี้มีสิ่งที่โดดเด่นนอกเหนือจากพระพุทธรูปคือน้ำศักดิ์สิทธิ์หยดจากเพดานถ้ำลงสู่ภาชนะรองรับ เชื่อกันว่าหยดลงมาไม่เคยหยุดแม้ในช่วงที่ศรีลังกาประสบกับภาวะแห้งแล้ง อีก 1 สิ่งคือพระเจดีย์ขนาดเล็กประดิษฐานอยู่กลางถ้ำ ล้อมรอบด้วยพระพุทธรูป 7 องค์ ซึ่ง 2 องค์มีพญามุจลินท์นาคราชแผ่พังพานเหนือพระเศียรขณะพระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขหลังตรัสรู้

ถ้ำห้องที่ 3 ชื่อว่า “มหาอลุตวิหาร” พระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะแห่งราชอาณาจักรกัณฏี ได้ทรงสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาด 30 ฟุตไว้ที่มุมหนึ่ง และสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิขึ้นกลางห้อง รายล้อมด้วยพระพุทธรูปนั่ง 15 องค์ และยืน 42 องค์ รูปปั้นของพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะเองก็ถูกสร้างขึ้นเช่นกัน ซึ่งพระมหากษัตริย์ศรีลังกาพระองค์นี้ก็คือผู้ที่ส่งคณะราชทูตมายังสยามเมื่อ พ.ศ.2293 ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเพื่อขอให้พระธรรมทูตจากสยามไปอุปสมบทกุลบุตรชาวศรีลังกาที่เวลานั้นศรีลังกาแทบไม่เหลือพระสงฆ์อยู่เลย พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาก็ได้จัดส่งคณะธรรมทูตจำนวน 25 รูป นำโดยพระอุบาลีลงเรือไปยังศรีลังกา ภารกิจสำเร็จลุล่วงจนพุทธศาสนายืนยงคู่ศรีลังกาจนถึงทุกวันนี้


ห้องหมายเลข 4 ชื่อว่า “ประจิมวิหาร” มีพระเจดีย์องค์เล็กประดิษฐานกลางถ้ำ ชื่อ “โสมาเจดีย์” เชื่อว่าบรรจุเครื่องเพชรพลอยของพระนางโสมาวตี อัครมเหสีในพระเจ้าวลากัมภะ

ถ้ำห้องที่ 5 ชื่อว่า “เทวานะอลุตวิหาร” มีพระพุทธรูปประดิษฐาน 11 องค์ ได้แก่ 1 พระนอน, 5 พระยืน และ 5 พระนั่ง เชื่อว่าเป็นงานพุทธศิลป์ในสมัยหลัง ประมาณ 2 ร้อยปีที่ผ่านมา

ออกมาจากถ้ำห้องที่ 5 แล้วผมก็เดินสำรวจลานด้านหน้าของแนวถ้ำซึ่งเป็นเหมือนระเบียงหินของถ้ำ สามารถมองออกไปเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้อย่างกว้างไกล ภูเขาโผล่ขึ้นมากลางที่ราบหลายลูก ผมเดินลอดซุ้มประตูกลับไปรับรองเท้าที่ฝากไว้ ให้เงิน 50 รูปีแก่ลุงผู้ดูแลโดยไม่รับเงินทอน แล้วก็เป็นดังที่คาด พ่อค้าขายของที่ระลึกเข้ามากลุ้มรุม
พวกเขาเหล่านี้ส่วนมากหิ้วสินค้าเดินขาย ไม่มีแผงค้าเป็นเรื่องเป็นราว ผมซื้อแผ่นแม่เหล็กติดตู้เย็นรูปช้างมา 1 ชิ้น แล้วสลัดคณะพ่อค้าเดินลงเขา แต่มีคนหนึ่งอดทนมุ่งมั่นเดินตามลงบันได้ไปเกือบครึ่งทาง เขาขายเครื่องประดับจำพวกสร้อยคอและหินมงคลหลายชนิด ที่ผมจำได้มีมูนสโตน หรือมุกดาหาร และไทเกอร์อาย หรือคดไม้สัก ค่อยๆ ลดราคาลงมาจากหลายพันรูปีเหลือ 700 รูปี ผมก็ยังไม่ซื้อ เขาเดินกลับขึ้นไปอย่างหัวเสีย
ลงถึงลานจอดรถลุงนิฮาลถามเรื่องมื้อเที่ยงที่เลยเวลามาพอสมควรแล้ว ผมตอบว่าแล้วแต่ลุงจะแนะนำ ปรากฏว่าแกแวะที่ร้านแบบเทกอะเวย์ให้ผมซื้อไปกินบนรถบัสระหว่างทางไปเมืองแคนดี ก็ดีไปอย่าง จะได้ไม่เสียเวลา ผมซื้อขนมปังอบมา 2 อย่าง และน้ำเปล่า 1 ขวด
นึกว่าแกจะไปส่งในสถานีขนส่ง หรือที่เรียกกันว่า Bus Stand ปรากฏว่าแกส่งด้านหน้าทางเข้า แล้วบอกให้ผมยืนรอรถบัสตรงนั้น ผมจ่ายเงินแก 2,000 รูปี หรือประมาณ 330 บาท แล้วยกมือไหว้อำลา
ไม่ถึง 1 นาทีมีหนุ่มคนขับตุ๊กๆ เข้ามานำเสนอทัวร์สถานที่ต่างๆ ในดัมบุลลา ผมตอบว่าไปมาหมดแล้ว ตอนนี้กำลังจะเดินทางไปแคนดี เขาโบกรถบัสปรับอากาศขนาด 20 ที่นั่งคันหนึ่ง ผมบอกว่าอยากนั่งแบบไม่มีแอร์แต่ไม่ได้บอกสาเหตุว่ากลัวโควิด เขาว่ารถบัสมีแอร์ขับเร็วกกว่ารถบัสร้อนหลายเท่า ค่ารถ 220 รูปีเท่านั้น
เขายื่นหน้าเข้าไปคุยกับกระเป๋ารถแล้วก็เชิญผมขึ้นไป แน่นอนว่าเขาต้องได้ค่าคอมมิชชั่นนิดๆ หน่อยๆ แต่ผมก็ไม่ได้จ่ายแพงขึ้น ในตั๋วเขียนราคากำกับไว้
รถบัสวนเข้าไปในสถานีขนส่ง รอผู้โดยสารราว 5 นาทีไม่มีใครขึ้นมา คนขับก็ออกรถ มุ่งหน้าสู่อีกหนึ่งอดีตราชธานีศรีลังกา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
น้ำท่วมทีไร การเมืองมาเต็ม!
วันเสาร์ผมเข้าเวรทำข่าวตั้งแต่หกโมงเช้าครับ แล้วก็นั่งอยู่กับเรื่องฝนเรื่องน้ำไปเกือบทั้งวัน
แด่...อาจารย์ 'ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์'
ไปซะแล้วอีกราย!!!...อาจารย์ ดอกเตอร์ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ นักคิด นักวิชาการ ระดับ ห้าดาว จากเยอรมนี จะไม่เขียนถึง ไม่คิดอุทิศเนื้อที่นี้เพื่อการรำลึก คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก
งานเลี้ยงเลิกรา
สัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนกันยายน ช่วงเวลาแห่งการเกษียณอายุราชการประจำปี 2569 แวดวง “สีกากี” ปีนี้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อมพล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง
สัญญากันเก่ง…แล้วทำยังไงล่ะ?
มีข้อความหนึ่งส่งเข้ามาพร้อมไฟล์ Word ครับ เจ้าของข้อความใช้นามว่า “ผู้หญิงธรรมดา” และลงชื่อท้ายไว้ว่า “เจี๊ยบ”
'เสรีพิศุทธ์-เรวัช' เลือกใครดี?
วันนี้มีซองหลงทางครับ ไม่ได้มาทางอีเมล ไม่ได้เข้าทาง Inbox แต่ผมไปเจอเข้าเองตอนเลื่อนเฟซบุ๊ก
วันนี้…สวัสดีกันหรือยัง
เมื่อวานบอกว่าจะขอหยุดอยู่โลกใบนี้สักวัน วันนี้ก็ยังอยู่ครับ ไม่ได้กลับไปสามโลกกับคุณปิยะแล้ว

