อ่านความหมายระหว่างบรรทัด แถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมอาเซียน-สหรัฐฯ

ถ้าอ่านจากเนื้อหาของ “แถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วม” ของผู้นำอาเซียนกับสหรัฐฯ ที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาหลังการประชุมสุดยอดนัดพิเศษที่วอชิงตัน, ก็ต้องบอกว่าอาเซียนหลีกเลี่ยงการถูกสหรัฐฯ ใช้เป็น “เครื่องมือ” เพื่อฟาดฟันฝ่ายตรงกันข้ามได้พอสมควร

ภาษาของแถลงการณ์ร่วมค่อนข้างจะเป็นไปตามที่คาดไว้...นั่นคืออาเซียนพร้อมจะเห็นพ้องกับสหรัฐฯ ในประเด็นของหลักการ แต่ไม่ยอมร่วม “ประณาม” หรือ “คว่ำบาตร” ประเทศอื่นใด

แม้จะเอ่ยถึงสงครามในยูเครน แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะระบุชื่อรัสเซียทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้ว่าไผเป็นไผ

แถลงการณ์นี้มีชื่อภาษาอังกฤษทางการว่า   Joint Vision Statement of the ASEAN-US Special Summit, 2022

สังเกตได้ว่าอาเซียนสามารถตอกย้ำจุดยืนของการเป็น “แกนกลาง” หรือ ASEAN Centrality ในการขับเคลื่อนในมิติต่างๆ

แม้ว่าเราก็รู้ว่าภายในอาเซียนเองนั้นมีความแตกแยกที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีเมียนมาหรือสงครามยูเครน

ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างจีนหรือสหรัฐฯ หรือรัสเซีย

แต่ในยามนี้เมื่อสหรัฐฯ ต้องการให้ประชาคมโลกเห็นว่าอาเซียนยังยืนอยู่กับวอชิงตันในเรื่องหลักการ, เสียงของอาเซียนก็ยังพอจะมีความหมายบ้าง

ในประเด็นเมียนมาก็เช่นกัน แถลงการณ์ร่วมยังยึดหลักฉันทามติ 5 ข้อ ตามเดิม

ไม่เปิดทางให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงมากไปกว่าที่ผ่านมา

กรณีที่เฝ้ามองว่าจะเขียนในแถลงการณ์ร่วมอย่างไรก็พอจะประคับประคองสถานการณ์ไว้ได้

ไม่ให้อาเซียนถูกรัสเซียมองว่าโอนเอียงไปด้านตะวันตกมากนัก

ดังนั้นภาษาที่ใช้ในแถลงการณ์ร่วมกรณียูเครน อาเซียนก็ยังยึดมั่นในหลักการไม่รุกราน การเคารพบูรณภาพแห่งดินแดน

หลีกเลี่ยงคำว่า “ประณาม” และ “คว่ำบาตร” ไปได้

จะว่าไปแล้วถ้อยแถลงนี้ก็ทำให้สหรัฐฯ เสนอความร่วมมือและช่วยเหลืออาเซียนทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การฟื้นฟูโควิด การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมพอสมควร

นักวิเคราะห์หลายคนอาจจะจับประเด็นได้ว่า ที่มีการเอ่ยถึงทะเลจีนใต้ในแถลงการณ์นั้น มีอะไรที่ย้อนแย้งพอสมควร

เพราะแถลงการณ์บอกว่าจะต้องยึดหลักอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล UNCLOS 1982 ทั้งๆ ที่สหรัฐไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญานี้ด้วยซ้ำ

อีกประเด็นหนึ่งคือสหรัฐฯ บอกว่ายอมรับใน Treaty on the Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone (SEANWFZ)

แต่ในทางปฏิบัติกลับไปติดอาวุธนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย ภายใต้กรอบ AUKUS

อาเซียนได้แสดงความไม่สบายใจในประเด็นนี้ในหลายๆ เวทีมาก่อนหน้านี้แล้ว

เวทีประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-อาเซียน สมัยพิเศษ ที่กรุงวอชิงตัน 12-13 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้นเป็นการเฉลิมฉลอง 45 ปีของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อาเซียน

ในแถลงการณ์จากหลายๆ ฝ่ายต่างเน้นการเสริมสร้างบทบาทสำคัญของอาเซียนในการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อความท้าทายเร่งด่วนที่สุดของภูมิภาคในหลายด้าน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ย้ำในคำปราศรัยต่อผู้นำอาเซียนว่า ภูมิภาคอาเซียนยังมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ และเป็นจุดเริ่มต้นของการประสานความร่วมมือระหว่างสองภูมิภาคที่จะยกระดับมากขึ้นในอนาคต

เนื้อหาที่น่าสนใจด้านอื่นๆ ในแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมฉบับนี้ ระบุถึงความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ   และอาเซียน ในการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 การสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขร่วมกัน และการฟื้นฟูหลังการระบาดร่วมกัน

ในประเด็นด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายตกลงทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

รวมถึงการปฏิบัติตาม การจัดการกรอบการค้าและการลงทุนอาเซียน-สหรัฐฯ (ASEAN-U.S. Trade and Investment Framework Arrangement)

 และ แผนปฏิบัติการโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบขยาย (Expanded Economic Engagement Initiatives Workplan) ผ่านการเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

ทั้งสองฝ่ายยังตกลงสานต่อความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุน และการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานของโลก

รวมทั้งการเชื่อมโยงในภูมิภาคในด้านต่างๆ  รวมถึงการกระจายสินค้าและบริการ การแพทย์และเทคโนโลยี การคมนาคมทั้งทางบก ทางทะเลและทางอากาศ

ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า

ถามว่ากรณียูเครนที่ “ละเอียดอ่อน” ที่สุดนั้น ภาษาในแถลงการณ์เขียนว่าอย่างไร

มีการระบุชื่อประเทศยูเครนในตอนท้ายของแถลงการณ์ โดยย้ำว่า

“จะยังคงยืนยันการเคารพของพวกเราต่ออธิปไตย ความเป็นเอกภาพทางการเมืองและบูรณภาพทางดินแดน”

และเรียกร้องให้เกิดการเปิดทางให้ชาวยูเครนที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับการบรรเทาทุกข์ ตลอดจนเรียกร้องหยุดใช้ความรุนแรงรวมถึงหาทางออกอย่างสันติ

ที่มองข้ามไม่ได้อีกถ้อยแถลงว่าด้วย “ความร่วมมือทางนาวี”

แถลงการณ์ระบุว่า “มีแผนที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานกัน” ในหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงความมั่นคง และการปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย

นอกจากนั้นยังกล่าวถึงความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ซึ่งแถลงการณ์ให้ความสำคัญต่อการลดความตึงเครียดและลดเหตุการณ์สุ่มเสี่ยง และยังย้ำว่าควรมีการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศในน่านน้ำดังกล่าว

สอดคล้องกับคำประกาศของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า ได้เกิดโครงการริเริ่มความร่วมมือทางทะเลใหม่ มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มศักยภาพการบังคับใช้กฎหมายเดินเรือระหว่างประเทศและการต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย

ภายใต้โครงการนี้ ประเทศอาเซียนที่มีดินเเดนติดทะเล จะได้รับการสนับสนุนด้วยเรือจากสหรัฐฯ ที่จะถูกส่งไปทำงานร่วมกัน

ที่ลืมไม่ได้คือเกาหลีเหนือ ซึ่งก็มีการพาดพิงถึงเพียงสั้นๆ เช่นเดียวกับยูเครน

โดยสหรัฐฯ และอาเซียนเรียกร้องให้รัฐบาลเปียงยางทำตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ในส่วนของเมียนมา เอกสารฉบับนี้กล่าวว่าประเทศผู้ร่วมประชุมสุดยอด “กังวลต่อวิกฤตในเมียนมาอย่างลึกซึ้ง” และกระตุ้นให้เมียนมาทำตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายนปีที่แล้ว

ถ้อยความตอนหนึ่งระบุว่า “เราจะเพิ่มความพยายามร่วมกันเป็นทวีคูณในการหาทางออกที่สันติในเมียนมา ที่สะท้อนถึงการยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐาน ตามที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญอาเซียน”

ไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลเมียนมาในการประชุมสุดยอดรอบนี้ เพราะไบเดนไม่ได้ส่งคำเชิญไปให้พลเอกอาวุโสมิน อ่องหล่าย ที่ขึ้นปกครองประเทศด้วยการก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว

ด้วยการเว้นว่างเก้าอี้ของเมียนมา ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-อาเซียน

ที่ไม่ได้แถลงและคนทั่วไปอยากรู้มากกว่าข้อความในเอกสารทางการคือ ไบเดนพูดอะไรกับผู้นำกัมพูชา, อินโดฯ และไทย ในกรณีการประชุมสุดยอดอาเซียน, G-20 และ APEC ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้

เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวว่าไบเดนขอไม่ให้อินโดฯเชิญประธานาธิบดีปูตินมาร่วม G-20

ไบเดนบอกอะไรกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และฮุน เซน เรื่องประชุมสุดยอด APEC และ ASEAN ในปลายปีนี้เกี่ยวกับปูตินหรือไม่

อีกไม่นานก็คงได้รู้กัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สองฝั่งของสงครามยูเครน ยังเดินหน้าฟาดฟันดุดัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวกับสงครามยูเครน (เข้าสู่วันที่ 117 วันนี้) บ่งบอกว่าโอกาสที่จะนั่งลงเจรจาเพื่อหาสูตรสันติภาพยังห่างไกลนัก