บันทึกหน้า4

เห็น “ทักษิณ ชินวัตร” หรือ “พี่โทนี่ วู้ดซัม” ที่มาพร่ำเพ้อในคลับเฮาส์หัวข้อ “ราชการไทย ทำดีก็ได้ ทำไวก็เป็น” ก็ได้แต่สงสารว่าชายชราในวัยใกล้ 73 ปี ยังทำตัวได้คงเส้นคงวาในการยกก้นตัวเอง แล้วตำหนิติติงคงอื่นอยู่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะแต่ละเรื่องที่พูดนั้นเหมือนกับไม่มีกระจกให้ส่องดูตัวเองอย่างไรอย่างนั้น แล้วก็มิวายที่จะทำตัวเป็นไอ้ห้อยไอ้โหนตามระเบียบ ...๐

ล่าสุดก็บอกว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” และตัวเองมีความขยันเหมือนกัน และยังเป็นคนทำงานโปร่งใส พิโธ่! ถ้าโปร่งใสจริงจะมีวลีเด็ด “บกพร่องโดยสุจริต” แล้วตัวเองจะต้องหนีคำตัดสินลงโทษจำคุกไปอยู่ต่างประเทศทำไม หรือจะเป็นอย่างกูรูกฎหมาย อย่าง “ดร.เหลิม” ที่บอกว่า “ทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้าม” เรียกว่าวาทกรรมที่ทำให้บรรดานักฎหมายกุมขมับกันเลยทีเดียว ...๐

ที่ ขำไม่ออกเข้าไปอีกคือ การวิพากษ์วิจารณ์ว่า “7 ส.ส.งูเห่า” ของพรรคเพื่อไทยนั้นได้รับวัคซีนทุกเดือน เพราะต้องไม่ลืมว่าในยุคสมัยตั้งแต่ไทยรักไทยมา ใครกันแน่ที่เป็นต้นตำรับในการจ่ายเงินเดือน ส.ส.กันเล่า ไม่งั้น “สัมภเวสีเหลี่ยม” จะสามารถชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ให้ซ้ายหันขวาหันจนเขานินทากันว่าสมาชิกพรรคเป็นขี้ข้าหรือ งานนี้เลยต้องยก สำนวนไทยที่บอกว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” มาให้พี่โทนี่ได้สำเหนียก เสียบ้าง ...๐

ถึงบอกว่าชีวิตพี่โทนี่น่าสงสาร แม้จะมีเงินมีทองเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท แต่ดูเหมือนก็ยังไม่เพียงพอในการสนองความต้องการอำนาจ และการได้รับการยกย่องเทิดทูน แต่นับวันสังคมก็เริ่มจะมูฟออนแล้ว คงเหลือก็แต่คลับเฮาส์ของกลุ่มแคร์ที่ร่วมกันสร้างร่วมกันปั้นมาที่พยายามจะให้ “พี่โทนี่” อยู่ในกระแสต่อไป โดยหวังว่าจะกลับมาเมืองไทยแบบเท่ๆ บอกได้คำเดียวว่า หาก “พี่เหลี่ยม” ยังไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตนเองแล้ว ก็มีแต่การกลับประเทศไทยในแนวนอนเท่านั้น ที่จะมีทางเป็นได้ ...๐

พูดถึง “ชัชชาติ” แล้วไม่พูดถึงข่าวของพ่อเมือง กทม.ไม่ได้ เพราะนับตั้งแต่ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็ยังมีทั้งข่าวและภาพให้ขึ้นหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์และโลกออนไลน์กันอยู่ต่อเนื่อง จนถูก ตั้งคำถามว่าพีอาร์โอเวอร์ไปหรือไม่อย่างไร ซึ่งเจ้าตัวก็ปัดว่าไม่ใช่ แค่อยากให้ประชาชนเห็นว่า กทม.และส่วนราชการทำงานกันอย่างไรเท่านั้น แหม! ไม่รู้ว่าการทำแบบนี้จะยืนระยะในตำแหน่งผู้ว่าฯ หรือไม่อย่างไร เพราะ ภาพจำในยุคนั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคมนั้นก็จำได้เหมือนกันว่าวันแรกก็นั่งรถเมล์ ไปทำงาน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยปรากฏภาพดังกล่าวอีกเลย ...๐

ที่น่าสนใจเมื่อผู้ว่าฯ กทม.บอกอยากให้คนกรุงรู้เรื่องการทำงาน แล้วทำไมถึงไม่ไปร่วมพิธีเปิดท่าเรือท่าช้าง-สาทร  “SMART PIER SMART CONNECTION” เล่า หรือเพราะมี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ และ รมว.กลาโหมมาทำหน้าที่ประธานเปิด เลย อีหลักอีเหลื่อไม่อยากให้เห็นภาพผู้ว่าฯ กทม.ยกมือไหว้นายกฯ และเป็นเพียงไม้ประดับในงานกันจ๊ะ ทั้งที่งานนี้แม้จะบอกไม่ใช่การทำงาน แค่พิธีเปิดท่าเรือเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าในหลายๆ ข้อของการหาเสียงผู้ว่าฯ ชัชชาตินั้น ก็เกี่ยวข้องกับการคมนาคมทางน้ำทางคลองมิใช่หรืออย่างไร แล้วทำไมถึงไม่ไปร่วมงานด้วย หรือจะบอกว่าท่าเรือท่าช้าง-สาทรไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ กทม.จ๊ะ ...๐

หันมาเรื่องหวยกันบ้าง เพราะดูเหมือนตั้งแต่ ขายผ่านแอปเป๋าตังในราคา 80 บาท จนทำให้สลากจำนวนกว่า 5 ล้านหมดเกลี้ยงในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็ทำให้ “ชาญกฤช เดชวิทักษ์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่นั่งเก้าอี้ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาการขายสลากเกินราคาที่กำหนด ผุดไอเดียปลุกผีหวย 2-3 ตัวขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็คงไม่ง่าย เพราะ เนติบริกรอย่าง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี  ซึ่งเคยเป็นจำเลยในคดีหวย 2-3 ตัว มาแล้วบอกชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ชัดว่าห้ามทำสลากกินรวบ ทำได้แต่สลากกินแบ่ง หากจะทำต้องแก้กฎหมายหลัก ซึ่งดูเวลาที่เหลือของรัฐบาลแล้วบอกได้คำเดียวว่าไม่ง่ายแน่ๆ ...๐

ดูเหมือนวันพุธนี้ไม่ใช่พุธแห่งการพูดหรือเดินทาง แต่เป็นพุธทางกฎหมายโดยเฉพาะ เพราะในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีกฎหมายสำคัญๆ รอถกกันเป็นทิวแถว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กฎหมายกัญชา กฎหมายสุราก้าวหน้า และกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยเฉพาะ 2 กฎหมายหลังนั้นพรรคก้าวไกลหมายมั่นปั้นมืออย่างมาก แต่เห็นแล้วก็ได้แต่ปลง เพราะ พฤติกรรมของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกลและลูกหาบนั้น เรียกว่าถอดแบบมาจาก “พี่โทนี่” อย่างไรอย่างนั้น โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ไปด้อยค่ากฎหมายคู่สมรสของคณะรัฐมนตรี และยกของตัวเองดีเลิศประเสริฐศรี นี่หรือพรรคที่เรียกร้องความเท่าเทียมทางสังคม แค่การเสนอกฎหมายในลักษณะเดียวกันแต่แตกต่างในบริบทยังทำได้ขนาดนี้ แล้วจะเชื่อเรื่องเท่าเทียมเท่ากันได้แค่ไหนเล่า ...๐

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

บันทึกหน้า 4

บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .

บันทึกหน้า 4

ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "

บันทึกหน้า 4

ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ

บันทึกหน้า 4

สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.

บันทึกหน้า 4

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ