ในที่สุดพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อม แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว...๐
โดยรายชื่อ กฐินไม่ไว้วางใจงวดนี้ อีกรายเดียวก็จะครบโหลแล้ว โดยประกอบด้วย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข, “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ, “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย, “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม, “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.ดิจิทัลฯ, “จุติ ไกรฤกษ์” รมว.การพัฒนาสังคมฯ, “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.การคลัง, “นิพนธ์ บุญญามณี” รมช.มหาดไทย และ “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงาน...๐
โดย หากนับในส่วนของพรรคการเมือง ก็มีพลังประชารัฐ 4 ราย, ประชาธิปัตย์ 3 ราย, ภูมิใจไทย 2 ราย และไม่สังกัดพรรค 2 ราย ทั้งนี้หากส่องเข้าไปดูในญัตติที่ “นพ.ชลน่าน” ยื่น ก็บอกได้คำเดียวว่าเป้าประสงค์นั้นพุ่งไปที่ “ลุงตู่” แบบเฉพาะเจาะจงกันเลยทีเดียว ในขณะที่อีก 10 รัฐมนตรีก็เหมือนเป็นตัวประกอบเท่านั้น และเชื่อว่าสุดท้ายก็จะเข้าอีหรอบเดียวกับการอภิปรายยกกระบิ ที่แม้ชื่อ “พล.อ.ประวิตร” รวมอยู่แล้ว แต่กลับแทบไม่มีเวลาได้อภิปรายถึงเลย ซ้ำร้าย “บิ๊กป้อม” ยังได้คะแนนไว้วางใจแบบนำโด่งอีกต่างหาก...๐
มองด้วยใจเป็นธรรมและใจเป็นกลาง ก็บอกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้นตั้งแง่และรังเกียจรังงอน “บิ๊กตู่” เป็นอย่างมาก เพราะข้อกล่าวหานอกจากรุนแรงแล้ว บอกได้เลยว่าเป็นละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล รวมทั้งคนในพรรคมักเอ่ยอ้างอยู่เป็นประจำ เพราะมีที่ไหนบอกว่า “ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ พิการทางความคิด ยึดติดแต่อำนาจ ไม่เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม และไร้คุณธรรมจริยธรรม” เพราะคุณสมบัติตามที่ญัตติของฝ่ายค้านกล่าวนั้น “องคุลิมาล” ยังต้องชิดซ้ายกันเลยทีเดียว...๐
ที่สำคัญในกรณีของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั้น ต้องเรียกว่าขำไม่ออกเสียจริง เพราะส่วนใหญ่ก็ถูกกล่าวเรื่องไร้ความสามารถ ไม่ซื่อสัตย์สุจริต แต่ “หมอหนู” ดันถูกข้อหาไร้จิตสำนึกของการเป็นนักการเมืองที่ดี เพราะมีพฤติกรรมเป็นผู้เพาะเลี้ยงงูเห่าทางการเมืองเสียนี่ สงสัยลืมตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหัวของพรรคต้นสังกัดว่าที่ผ่านมาพฤติกรรมใครที่ทำแบบนี้มาก่อน...๐
ไม่ต่างจากข้อกล่าวหา “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.ดีอีเอส ที่ระบุว่ามุ่งแต่รังแกเด็ก แต่ปล่อยปละละเลยให้เกิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและสร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างกว้างขวางแพร่หลาย แต่กลับไม่พูดถึงการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันเลย หรือเพราะว่าหากกล่าวถึงกระทบกระเทือนพรรคร่วมกันจ๊ะ แล้วที่บอกว่ารังแกเด็ก นิสิต และนักศึกษานั้นรวมไปถึง การไล่ปิด “โอลี่แฟน” ด้วยไหม เพราะเห็นทั่นผู้ทรงเกียรติกระเหี้ยนกระหือรือเสียเหลือเกินในเคส “เดียร์ลอง” ครานั้นที่จะทำให้ถูกกฎหมาย...๐
แล้วก็มากลับสูตรเดิมอีกครั้งสำหรับพรรคเพื่อไทย เหมือนยุค “เผาบ้านเผาเมือง” อีกครั้ง เมื่อในเวทีสภาก็ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในขณะที่นอกสภา “ว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สอง” ของประเทศอย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ก็ เปิดตัว “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” อดีตแกนนำ นปช.ให้มานั่งแท่น “ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย” โดยในการเปิดตัวก็มีบรรดาหน้าเก่า นปช.ทั้ง “วีระกานต์ มุสิกพงศ์”, “เหวง โตจิราการ” และ “ก่อแก้ว พิกุลทอง” มากันครบครัน คงขาดเพียง “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่ยามนี้เกลียดคุณพ่อมะกันอยู่แทบทุกลมหายใจเข้า-ออกไม่มาร่วมงานเท่านั้น...๐
แล้วที่ขำไม่ออกก็คือ “ทั่นเต้น” ออกแขกเรียกเรตติ้งด้วยการไฮด์ปาร์กตามถนัด โดยฟุ้งว่าเป็นนักการเมืองมากว่า 10 ปี สังกัดมาแล้วหลายพรรค!!! แต่ละพรรคที่สังกัดและเปลี่ยนแปลงไม่ใช่โยกย้ายด้วยการขายตัว ทำให้ชาวบ้านเขาสงสัยกันทั้งบางว่าหลายพรรคที่ว่านั้นมีพรรคอะไรบ้างเอ่ย เพราะดูไปดูมามันก็พรรคขี้ข้าของนายใหญ่มิใช่เหรอ แม้จะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนหัวหน้า แต่ดีเอ็นเอและสันดานก็ยังคงเป็นของตระกูลและโคตรเหง้าสัมภเวสีอยู่มิใช่หรืออย่างไร แล้วที่ประกาศบอกว่า หาก “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยก็พร้อมดับเครื่องชนนั้น เวลาพูดไม่กลัวฟ้าผ่ากบาลบ้างเหรอตัวเอง...๐
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน
บันทึกหน้า 4
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง
บันทึกหน้า 4
การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม
บันทึกหน้า 4
เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย
บันทึกหน้า 4
"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท
บันทึกหน้า 4
เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว


