คำโบราณที่ว่า “สันดอนขุดง่าย สันดานขุดยาก” นั้น ช่างสะท้อนตัวตนของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีเสียจริงๆ เพราะปากพร่ำบ่นว่าวางมือทางการเมืองก็แล้ว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยบ้าง แต่พฤติกรรมกลับสวนทางอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรณีล่าสุดอัปหน้าเป็น “โทนี่ วู้ดซัม” ไลฟ์สดผ่านคลับเฮาส์ในหัวข้อ “ผู้นำต้องทำงานไม่ใช่ผลาญแต่ภาษี” เพราะพุ่งเป้าวิจารณ์ประเทศไทยและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อย่างจมเขี้ยวทีเดียว...๐
แล้วก็ “ขำไม่ออก” เสียจริงๆ เพราะในหัวข้อ “ผู้นำต้องทำงานไม่ใช่ผลาญแต่ภาษี” นั้น หากบอกว่าหมายถึง “ลุงตู่” คงไม่เป็นธรรมเสียเท่าใด เพราะอย่างน้อยในระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา “ลุงตู่” ก็ทำในหลายเรื่องสำเร็จแบบที่ “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” ไม่สามารถทำได้ โดยเรื่องการฟื้นสัมพันธ์ทางการทูตกับ “ซาอุดีอาระเบีย” ฉะนั้นหัวข้อดังกล่าวจึงน่าจะทำให้ “น้องสาวของสัมภเวสี” สะดุ้งมากกว่าด้วยซ้ำไป...๐
แล้วที่บอกว่า “สันดานไม่เปลี่ยน” ก็เห็นได้จากการเอ่ยอ้างเรื่องการประชุมเอเปกนั่นแล เพราะตอนน้ำลายแตกฟองนั้นพูดชัดๆ ว่า “อย่าเป็นเลยเจ้าภาพเอเปก เพราะเป็นแล้วความไม่พร้อมของประเทศไทยสูงมาก” แต่เมื่อถูกชยันโตว่าสร้างความเสื่อมเสียและทำร้ายประเทศไทยในการจัดงานระดับโลก เจ้าตัวก็พลิกกลับ 360 องศา โดยรีบทวีตข้อความชี้แจงว่า “เสนอให้รัฐบาลถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพเอเปก หมายถึงรัฐบาลนี้ไม่มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ประธานเอเปก …ถ้าหากต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็น่าจะได้ทีมที่จะเป็นเจ้าภาพได้ดีกว่านี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากกว่า”...๐
เรียกว่าแถจนสีข้างถลอกปอกเปิกกันเลยทีเดียว เพราะรู้ทั้งรู้ว่าตอนนี้ก็ ยุบสภาไม่ได้ เนื่องจากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งกฎหมายลูกที่ยังค้างคาอยู่ แล้วที่สำคัญถึงแม้จะยุบสภาไป สุดท้าย “บิ๊กตู่” ก็เป็นรัฐบาลรักษาการในการจัดประชุมอยู่ดีนั่นแล ฉะนั้นจึงได้เห็นความกลับกลอกปลิ้นปล้อนของนายใหญ่กันอีกวาระหนึ่ง...๐
ไม่ต่างจากกรณีนำเรื่อง “มิก 29” โฉบเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ที่ตำหนิติติงว่ารัฐบาลไทยปกป้องเมียนมา แก้ไขชี้แจงแทน ทั้งที่การกระทำของเมียนมานั้นอาจต้องขึ้นศาลโลกด้วยซ้ำ เพราะเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปไกลถึงขนาดนั้นเลย สงสัยเพราะอายุที่เยอะขึ้นมีหลานแล้วเลยทำให้ความจำตัวเองไม่ดีหรืออย่างไร หรือแกล้งลืมกันแน่ เพราะในปี 2545 ที่พม่าได้ปราบปรามชนกลุ่มน้อยแล้วรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย ซึ่งกองทัพภาค 3 ได้ยิงตอบโต้กลับไปนั้น “ทักษิณ” ที่นั่งนายกฯ ขณะนั้นกลับวิจารณ์กองทัพในยุค “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” สมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบกว่า “โอเวอร์รีแอค” แล้วพอมาตอนนี้กลับเทกแอกชันไปถึงศาลโลกกันเลยทีเดียว หรือว่าในตอนนั้นเพราะมีเรื่องการปล่อยกู้พม่า 4 พันล้านบาทที่แฝงในรูปอัฐยายซื้อขนมยายปิดปากอยู่ ถึงได้วิจารณ์การทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของกองทัพไทย...๐
แล้วที่ต้องมึนอย่างมากในเรื่องการขึ้นศาลโลกว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้น สงสัยเจ้าตัวจะลืมไปว่า ก็เคยสั่งให้เด็ดหัวพ่อค้ายาเสพติด 2,500 ศพมิใช่เหรอ แล้วนี่จะถือเป็นการฆ่าและทำลายล้างชีวิตมนุษย์หรือไม่ เพราะต้นสายปลายเหตุก็ไม่ใช่เรื่องยาเสพติดเกลื่อนเมืองแต่ประการใด แต่เพราะใครบางคนที่ต้องถูกหามถูกส่งเข้าโรงพยาบาล เพราะเล่นยาหนักจนทำให้เกิดการฟาดงวงฟาดงามิใช่เหรอ...๐
พูดถึงการเมืองกันบ้าง เพราะงานนี้สูตรคำนวณว่าด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็เชื่อว่ากลับมาที่หาร 500 น่านอนมาแล้ว งานนี้เราก็คงได้เห็นบรรดา ส.ส.คุณภาพปัดเศษอย่าง “มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” กลับมาหลอนกันอีกคราหนึ่งแน่นอน ซึ่งไม่ว่าหวยจะออกที่หาร 100 หรือหาร 500 สุดท้ายเรื่องก็ต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน เหมือนอย่างที่ “คำนูณ สิทธิสมาน” โพสต์ในเฟซบุ๊กเรื่อง “Backdoor MMP ระบบสัดส่วนผสมแบบไทยๆ เล่าเรื่องว่าด้วยหาร 100 หรือ 500” นั่นแลว่ามันควรจบไปตั้งแต่รัฐสภามีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ประเด็นระบบเลือกตั้งและมีผลบังคับใช้เมื่อ 7 พ.ย.2564 แล้ว แต่เมื่อจะดันทุรังใช้หลังแก้เป็นหาร 500 ก็คงต้องลุ้นกันยาวๆ...๐
งานนี้เพื่อแม้วจะโทษใครไม่ได้ ก็อย่างที่ “พิเชษฐ สถิรชวาล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หัวหน้ากลุ่ม 16 วิเคราะห์นั่นแลว่า ตีฆ้องร้องป่าวจนทำให้ทุกคนหวาดผวาเร็วเกินไป แทนที่จะรอจังหวะเวลาก่อน เลยทำให้ทุกค่ายทุกสีพร้อมใจกันเอาหาร 500 แหม! ทำไงได้ในเมื่อนายใหญ่สั่งให้ตีปี๊บล่วงหน้าเพื่อให้รองรับ “บุตรสาวสุดสวาท” เป็นนายกฯ หญิงคนที่สองของประเทศ ก็เลยต้องร้องแรกแหกกระเชอกันล่วงหน้าอย่างไรเล่า...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน
บันทึกหน้า 4
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง
บันทึกหน้า 4
การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม
บันทึกหน้า 4
เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย
บันทึกหน้า 4
"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท
บันทึกหน้า 4
เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว


