ในที่สุด “ศาลรัฐธรรมนูญ” ก็ ได้ฤกษ์ที่ชี้ชะตา “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในเรื่อง ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ หรือไม่แล้วในวันศุกร์ที่ 30 กันยายน เวลาบ่ายสามโมงเป็นต้นไป ซึ่งทางแยกนี้ก็เชื่อว่าหนีไม่พ้น 3 ทางในการเริ่มนับอายุลุงตู่ คือ ในปี 2557 ปี 2560 และปี 2562 เรียกว่าหวยคงออกทางใดทางหนึ่งแน่ ในศุกร์สิ้นเดือนกันยายนนี้จะได้รู้กัน ...๐
แล้วก็ดูเหมือนที่หมอดูและหมอเดาทั้งหลายได้จับยามสามตาทำนายทายทักไว้แล้วในเรื่องวาระ การดำรงตำแหน่ง 8 ปีจะกลายเป็นประเด็นร้อนแห่งปี 2565 ก็เป็นไปตามคาด ที่สำคัญบรรดาแร้งกาทั้งหลายกระพือปีกกันอย่างคึกคัก
เพราะเล่นเทไพ่หมดหน้าตักกันแล้วในการว่าด้วยแลนด์สไลด์ เพราะในตอนแรกๆ ที่ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร เหยียบย่างเข้าสู่ถนนการเมืองในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยนั้น ก็เห็นมีแต่พี่ชาย “พานทองแท้ ชินวัตร” คอยเคียงข้างไปเป็นเพื่อนเท่านั้น แต่ ยามนี้เรียกว่าขนมาทั้ง “ชินวัตร” เลยทีเดียว โดยเฉพาะคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ก็มาร่วมปรากฏตัวด้วย ...๐
ล่าสุด “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯ นอกจากไปร่วมงานเปิดที่ จ.เชียงใหม่แล้ว อาเขยที่เคยเป็นผู้นำยังออกมาตอกย้ำว่า “หลานอิ๊ง” เป็นนายกฯ ได้หากประชาชนให้โอกาส ซึ่งจริงๆ แล้วควรบอกว่าเป็นนายกฯ ได้หาก “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้พ่อชี้นิ้ว และ “คุณหญิงพจมาน” ไฟเขียวมากกว่า เพราะขนาด “สมชาย” ที่ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ ก็ได้มาจากการบันดาลของผู้นำชินวัตรอยู่แล้ว ส่วนเรื่องในพรรคเพื่อไทยนั้นก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นไปตามบัญชา ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ก็ดูได้จากที่นั่งในการสะบัดชัยที่เชียงใหม่ก็เห็นกันหลัดๆ แล้วว่า หัวหน้าพรรคนอมินีอย่าง “ชลน่าน ศรีแก้ว” ต้องไปนั่งไกลสุดกู่แบบแทบจะตกเฟรมกล้องกันทีเดียว ...๐
เมื่อพูดถึง “อุ๊งอิ๊ง” แล้วไม่พูดถึง “โทนี่ วู้ดซัม” ก็ไม่ได้ เพราะล่าสุดได้มาเปิดประเด็นหวังดีประสงค์ร้ายอีกแล้วว่าด้วยเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ เพราะต้องไม่ลืมว่าค่าแรงที่ขึ้นมหาโหดกันทุกวันนี้ รวมทั้งเป็นผลพวงลูกโซ่ไปยัง สินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวก้าวกระโดด ก็จากต้นตอค่าแรง 300 บาท และปริญญาตรี 15,000 บาทในยุค “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่เคาะโต๊ะแบบการประชุมไตรภาคีเป็นแค่เศษกระดาษนั่นแล ล่าสุด “โทนี่” ยังมาประกาศจะให้ค่าแรง 800 บาทต่อวันเข้าอีกหากแลนด์สไลด์ 2 คราวติดกัน พิโธ่! สงสัยต้องการให้ค่าข้าวแกงและก๋วยเตี๋ยวกระโดดไปชามละ 150-200 บาทกันแน่แท้ ...๐
แล้วก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าการขึ้นค่าแรงที่ได้คะแนนเสียงแบบนี้นั้น ผู้ออกนโยบายไม่ได้เสียเงินซักกะบาทเดียว ซ้ำร้ายยังมีเงินทอนจากโครงการต่างๆ อย่างจีทูเจี๊ยะจนทำให้ประเทศชาติเป็นหนี้เป็นสินกันเป็นแสนล้านอีก เพราะ นิสัย “พ่อค้า” นั้น เขาไม่ลงทุนให้เปล่าหรอก ต้องมีการทวงคืนพร้อมดอกเบี้ยกันทั้งนั้น จึงไม่น่าแปลกที่ออกนโยบายแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอย่างประชานิยมถล่มทลายแบบนี้ ...๐
พูดถึงเรื่อง “ประชานิยม” ไม่เอ่ยถึงเรื่องกัญชาและหนี้ กยศ.ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ เพราะ ล่าสุด “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ส.ส.ตรังออกมาระบุว่า พรรคมีมติไม่เห็นด้วยกับเรื่องกฎหมายกัญชงกัญชา เนื่องจากมีความหละหลวมในการดูแลให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ กลัวจะเป็นเรื่องสันทนาการมากกว่า เลยขอให้ไปแก้ไข ให้ “กัญชา” กลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดเหมือนเดิมแล้วแก้ไขกฎหมายมาใหม่ ...๐
งานนี้ก็เลยถูกตอบโต้ทันควันจาก “ภราดร ปริศนานันทกุล” ส.ส.อ่างทอง และโฆษกพรรคภูมิใจไทยว่า ปชป.ก็เคยยกมือหนุนในการปลดล็อก แล้วทำไมตอนนี้มากลับลำเสียเล่า ซึ่งก็เป็นเรื่องถูกต้อง ในเมื่อเรื่องไปไกลเกินกว่าจะดึง “กัญชา” กลับมาอยู่ในบัญชีแล้ว แต่สิ่งที่ “ปชป.” ท้วงติงในเรื่องการควบคุมและดูแลก็ยังเป็นสิ่งที่นักการเมืองและพรรคภูมิใจไทยต้องตระหนักให้ถ้วนถี่ เพราะแม้ตอนนี้ยังไม่มีข่าวการสูญเสียหรืออาชญากรรมสะเทือนขวัญเกี่ยวกับการใช้กัญชาก็ตามที แต่หากกฎหมายมีช่องว่างและช่องโหว่มากเกินไปก็อาจเกิดเหตุได้ในอนาคต แล้ว ตอนนั้นจะมาทำเป็นวัวหายล้อมคอก หรือปฏิเสธตราบาปนี้ก็คงไม่ได้เช่นกัน ...๐
ส่วนในเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) นั้น แม้ล่าสุดจะมีมติด้วยคะแนน 218 ต่อ 109 งดออกเสียง 53 ไม่ออกเสียง 1 เสียง ให้ผู้กู้ยืมเงินกองทุนไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อีกต่อไป และจะให้มีผลย้อนหลังกับผู้กู้ยืม 3.4 ล้านบัญชีคุณประโยชน์ก็ตามที แต่ คำถามคือ แล้วผู้ที่จ่ายครบไปแล้ว หรือผู้ที่ถูกเบี้ยปรับไปแล้วจะทำอย่างไร จะมีการชดเชยหรือคืนเงินให้ไหม แล้วนี่จะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการกู้ยืมแบบใหม่ใช่หรือไม่ ขอบอกไว้เลยตรงนี้ว่าปัญหา กยศ.จะไม่จบง่ายๆ แน่ และอาจถึงเวลานับหนึ่งที่กองทุนต้องเริ่มนับถอยหลังโบกมือลาก็เป็นได้ ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน
บันทึกหน้า 4
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง
บันทึกหน้า 4
การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม
บันทึกหน้า 4
เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย
บันทึกหน้า 4
"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท
บันทึกหน้า 4
เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว


