บันทึกหน้า4

เมื่อการเมืองเข้าสู่หน้าข้าวหน้าเหล้าว่าด้วยการเลือกตั้งใหญ่ ผู้คุมเกมอย่าง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” หรือ กกต. จึงได้ออกข่าวถี่เป็นพิเศษ โดยเฉพาะ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งต้องยอมรับหลังประกาศเรื่อง 180 วันอันตราย ดูเหมือนเสียงชยันโตสวดส่งจากนักการเมืองพร้อมเพรียงอย่างมิได้นัดหมาย ...๐

เรียกว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างรุมสับประกาศของ กกต.เละ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจแต่ประการใด เพราะดูเหมือน กกต.ยุค “อิทธิพร  บุญประคอง” จะยึดตามตัวอักษรแบบเป๊ะๆ แบบลืมเรื่องจารีตประเพณีและยุคสมัยอย่างมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างงานศพ ที่บอกว่าส่งพวงหรีดได้ แต่ไม่สามารถส่งพัดลมหรืออย่างอื่นที่ทำในลักษณะพวงหรีดเพราะถือเป็นสิ่งของ ก็รู้แล้วว่า “กกต.” ยุคนี้อยู่ในยุค 5 จี หรืออนาล็อกกันแน่ ...๐

แล้วที่ขำไม่ออกเข้าไปอีกในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ที่มี “อนันต์ ผลอำนวย” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประธานนั้น “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาฯ กกต. ให้เหตุผลว่าพวงหรีดดอกไม้สดจะได้บุญมากกว่า!!! พระเจ้าจอร์จ แล้วที่รณรงค์กันมาให้ส่งต่อพวงหรีดทั้งในรูปพัดลม, หลอดไฟ, ผ้าขนหนู ตลอดจนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อคนเป็น และ สร้างบุญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ ดีกว่าให้ดอกไม้เน่าเสียแต่ไร้ประโยชน์มาในช่วงกว่า 10 ปี ก็ต้องเอวังด้วยกฎ กกต.ยุคหลังเขาเสียแล้ว ...๐

และด้วยความเข้มงวดแบบไม่ดูโลกที่เปลี่ยนไปแบบนี้นี่เอง ถึงขนาดทำให้ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงขนาดอาจต้องคลอดคู่มือในเรื่องดังกล่าวเพื่อแจกให้กับทั่น ส.ส.ผู้ทรงเกียรติทั้งสภากันเลยทีเดียวเชียว ...๐

 เราไม่ปฏิเสธในการเข้มงวดในการใช้สะตุ้งสตางค์ในการหาเสียง เพราะอาจเกิดการซื้อสิทธิขายเสียงได้ แต่ กกต.ก็ต้องแยกแยะและคำนึงถึงเรื่องของจารีตและประเพณีเข้ามาด้วย  เพราะ อย่าลืมว่าเราเป็น “ไทยแลนสไตล์” ที่ไม่ใช่แบบพวกฝรั่งมังค่าเขา โดยการให้นั้นก็อาจมีการกำหนดเรตหรือวงเงินเช่นเดียวกับการรับของมูลค่าห้ามเกิน 3,000 บาทของนักการเมืองก็ได้ แต่ไม่ใช่บอกห้ามไปเสียทั้งหมด ...๐

แล้วยิ่งไทยกำลัง เผชิญกับซูเปอร์ไต้ฝุ่นโนรู ที่ตอนนี้แม้จะอ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน และคาดว่าจะเป็น “ดีเปรสชัน” เมื่อเข้าไทยด้วยแล้ว จึงไม่แปลกที่เสียงของนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านอย่าง “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” และ “ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์” จะรุมสวด รวมถึง “ศาสตรา ศรีปาน” จากพรรคพลังประชารัฐ ก็ออกมาตั้งข้อสงสัยว่า ห้าม ส.ส.บริจาคหรือช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามทุกข์ยาก แล้วจะเป็น ส.ส.ทำไม ก็น่าคิดอย่างยิ่ง ...๐

เพราะต้องไม่ลืมว่าหากเกิดอุกทภัยขึ้นมาจะรอให้รัฐบาลเยียวยา หรือช่วยเหลืออย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แล้วหากมี การเปิดรับบริจาคในรายการที่หน่วยงานรัฐจัดทำขึ้นมา ก็ยังเป็นเรื่องให้ต้องตีความอีกว่า นักการเมืองและรัฐมนตรีทั้งหลายจะบริจาคได้หรือไม่อย่างไร หากบริจาคไม่ได้เลยก็เท่ากับไม่ดูดำดูดีประชาชนเลยใช่หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลและรัฐมนตรีอาจลอยตัว เพราะยังสามารถไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในอีเวนต์ต่างๆ ได้ แต่บรรดาพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคการเมืองใหม่ๆ ทั้งหลายจะลงไปพื้นที่แค่ยกมือไหว้แล้วบอกให้รอภาครัฐมาช่วยเหลือ อย่างนี้จะลงพื้นที่ไปให้ชาวบ้านเขาด่าพ่อล่อแม่เปิดเปิงสิไม่ว่า ...๐

หันมาเรื่องเศรษฐกิจกันบ้าง เพราะช่วงก่อนเที่ยง “อนุชา บูรพชัยศรี” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ เพิ่งแจกข่าวพีอาร์ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมารับทราบรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินนโยบายการเงิน โดยระบุว่า กนง.ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่ผ่านมายังไม่ถึง 3 ชม.ดี “ปิติ ดิษยทัต” เลขานุการ กนง. ก็ออกมาแถลงว่าที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% เป็น 1% ปี โดยให้มีผลทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น งานนี้เล่นเอาชาวบ้านเขางงเป็นไก่ตาแตกว่ารัฐบาลและกระทรวงการคลัง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยเล่นอะไรกันอยู่ จะบอกว่ารัฐบาลชักช้าชักเฉื่อยก็ไม่ได้ เพราะนี่ก็ผลการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 27 ก.ย.เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าในการประชุม ครม.บางครั้งเรื่องก็ล่าช้ายิ่งกว่าเรือเกลือแบบไม่ทันโลกไม่ทันเกมเลย งานนี้ก็ไม่รู้ว่าควรจะมีใครเป็นแพะรับบาปดี ...๐

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

บันทึกหน้า 4

บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .

บันทึกหน้า 4

ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "

บันทึกหน้า 4

ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ

บันทึกหน้า 4

สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.

บันทึกหน้า 4

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ