ทำบุญกับลุงเนวิน

พรรคภูมิใจไทย (ภท.)ที่เติบโตอย่างมีเอกภาพ พร้อมด้วยคนการเมืองไหลเข้ามา กระทั่งถูกคาดหมายว่า มีโอกาสจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า หนึ่งในผู้ปิดทองหลังพระคนสำคัญก็คือ "ครูใหญ่" หรือ ลุงเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด   

นอกจากนี้  "ลุงเนวิน" ยังถือเป็นผู้พัฒนา และพลิกโฉมให้จังหวัดบุรีรัมย์เติบโต จากเมืองรองกลาย เป็นเมืองหลักระดับโลก ด้วยกีฬา และการท่องเที่ยวเป็นตัวนำ จนเกิด "บุรีรัมย์โมเดล"ไปสู่จังหวัดอื่นๆเดินตามรอยนี้ 

  โดยเฉพาะการจัดแข่งขันรถระดับโลก Moto GP  ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เมื่อวันที่ 30 ก.ย. - 2ตค. ที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำความสำเร็จของประเทศ แถมยังสร้างโอกาสทางธุรกิจมากมาย สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนบุรีรัมย์ และคนไทยอื่นๆ อีกด้วย  

ในโอกาสวันคล้ายวันเกิด 4 ตุลาคม 2565 ในวัย64  ปี  "ลุงเนวิน"  ได้จัดงานทำบุญคล้ายวันเกิดขึ้น ที่เมืองบุรีรัมย์ โดยช่วงเช้าประกอบพิธี "ปะกำช้าง"  ซึ่งเป็นประเพณีของตระกูลควาญช้าง ที่ตัวเองสืบทอดมาอย่างไม่ขาดสายจัดขึ้นที่บริเวณ สวนศิวะ 12  โครงการบุรีรัมย์ คาสเซิล

ช่วงใกล้เที่ยงเปิดโอกาสให้ "เพื่อนเนวิน" ทั้งนักการเมืองทุกระดับ ข้าราชการ  พ่อค้า คหบดี  นักธุรกิจ ชาวบ้าน มาอวยพรวันเกิด ที่ลานสนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิจ 

ขณะเดียวกันยังต้องจับตาว่าในบรรดาผู้มาเยือนจะมี ส.ส.ต่างพรรคต่างขั้วมาอวยพร และถือโอกาสเปิดตัวเพิ่มในค่ายเซราะกราวหรือไม่  เพราะบัดนี้สามารถลาออกและ ย้ายพรรคกันได้แล้ว โดยไม่ต้องจัดเลือกตั้งซ้อมเพราะอยู่ช่วง180 วันก่อนครบวาระสภาฯ

อย่างไรก็ตามทางเจ้าภาพ แจ้งว่า งดรับดอกไม้ และของขวัญ โดยเปลี่ยนเป็นร่วมบริจาคให้โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ผ่านธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์ หมายเลข 308-0-70047-3 เพื่อนำเงินไปช่วยชาวบ้านจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

วันเกิดในวัย 64 ย่าง65 ปี  ของ "ลุงเนวิน" นอกจากได้เห็นวิถีของคนการเมืองแล้ว...ยังได้ร่วมทำบุญอีกด้วย

 

ช่างสงสัย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ซื้ออาหารทานเอง'

'ซื้ออาหารทานเอง' กลายเป็นการสร้างเสียงฮือฮาในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ หมอวรงค์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ในวันแรกที่มีการประชุมสภา วันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าการกลับเข้าสภาในรอบ 12 ปี เริ่มต้นก็จัดหนัก เพราะสิ่งที่ หมอวรงค์ ได้พูดคือเรื่องของอาหารกลางวัน สส.และผู้ช่วย สส. ที่เกี่ยวข้องกับตัว สส.โดยตรง ทำให้หลายคนตอบสนองเรื่องการนำอาหารกลางวันมารับประทานเอง หรือบางส่วนก็ลงไปซื้ออาหารที่โรงอาหารรัฐสภาร่วมกับข้าราชการ หรือบุคลากรที่ทำงานภายในรัฐสภา แต่ที่มีการพูดถึงวงกว้างคือ มีการนำอาหารกลางวันเป็นปิ่นโตเถาใหญ่พกมาจากบ้าน ทำให้โซเชียลแสดงความเห็นในด้านต่างๆ ล่าสุดวันที่ 30 มี.ค. ประธานรัฐสภาเรียกประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ด้าน หมอวรงค์ ที่ถือได้ว่าเป็นตัวตั้งตัวตีของเรื่องนี้ ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน จากนั้นเมื่อประชุมไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง หมอวรงค์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “การหารือระหว่างประธานสภาฯ และตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์” ถือได้ว่าเป็นแรงกระเพื่อมลูกหนึ่งที่ได้มีการขับเคลื่อนในสมัยประชุมนี้ คงต้องรอดูว่าทั้ง หมอวรงค์ หรือ สส.ท่านอื่น จะมีอะไรที่เซอร์ไพรส์อีกบ้าง.

จาริสตาร์ 32

ช่วงที่สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาพลังงานและน้ำมัน ที่ “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวขอโทษประชาชนเป็นครั้งแรกในงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

ฝ่ายค้านครั้งแรก

ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง

ผู้จุดประเด็น

ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง

‘ตื่นเต้นนิดๆ’

จบลงไปแล้วสำหรับฤดูกาลเลือกตั้งไทย แต่เรื่องราวที่น่าจดจำยังมีอีกมาก โดยเฉพาะวีรกรรมต่างๆ จากคนในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดบุคคลระดับบิ๊ก กกต. ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งปกติเรามักจะเห็นภาพท่านในมาดนักสืบสวนสุดเนี้ยบ ยอมเปิดใจย้อนรอยเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทำเอาคน กกต.หลายคนนั่งไม่ติดเก้าอี้

‘บ่นแทนประชาชน’

อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง จึงทำให้เกิดผลกระทบแทบจะทั่วทั้งโลก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะกระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ยังกระทบถึงคุณภาพชีวิตที่สินค้าขึ้นราคา รวมถึงปัญหาใหญ่คือน้ำมันที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทุกคน