การปรับตัวครั้งใหญ่ของไทยไม่ใช่เพียงแค่ที่เราติดตามข่าวของสถาบันการเงินดั้งเดิมกับธุรกิจของคนรุ่นใหม่เท่านั้น
แต่ยังกำลังกระทบเศรษฐกิจภาพรวมของไทยด้วย
เพราะเราไม่ได้สร้าง “ทุนมนุษย์” ที่ตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจยุคเปลี่ยนผ่านได้เลย
บุคลากรด้านเทคโนโลยีของไทยทุกวันนี้มีรายงานทางการว่าขาดแคลนอย่างหนัก
มีความต้องการปีละอย่างน้อย 1 แสนคน แต่ที่สถาบันการศึกษาผลิตได้นั้นห่างไกลจากความต้องการมากมายนัก

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) พบว่า ทั้งประเทศมีอยู่ประมาณ 2 หมื่นคน และผลิตใหม่เฉลี่ยปีละ 1,000-2,000 คน
แต่ความต้องการในตลาดสูงถึง 1 แสนคน
จึงทำให้เกิดการแข่งขันและ “แย่งตัว” กันอย่างรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
องค์กรขนาดใหญ่ต้องการคนเก่งที่มีคุณภาพ จึงเสนอผลตอบแทนและแรงจูงใจสูง
ผลที่ตามมาก็คือบริษัทเทคฯ ที่เป็นสตาร์ทอัปขนาดเล็กอยู่ไม่ได้ เพราะไม่สามารถจะแข่งกับองค์กรใหญ่ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มมองหาบุคลากรด้านเทคโนโลยีในต่างประเทศ ถึงกับต้องไปติดต่อทาบทามนักศึกษาของไทยในสถาบันการศึกษาต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อ “จองตัว” เอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะจบด้วยซ้ำ
อีกทางออกหนึ่งก็คือการจับมือสร้างพันธมิตรมาก
จนเกิดปรากฏการณ์ที่เห็นคนทำงานธนาคารแบบดั้งเดิมลาออกกันมากขึ้น มีอัตราที่สูงกว่าสายงานอื่นๆ
นักการธนาคารคนหนึ่งบอกว่าคนทำงานแบงก์นั้นเดิมอาจจะอยู่ในตำแหน่งเฉลี่ย 3-4 ปี
แต่ช่วงหลังนั้นลดลงมาเหลือ 2 ปี
เพราะมีข้อเสนอไปทำงานในแวดวงเทคโนโลยีที่น่าสนใจกว่า สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่มากกว่า
จึงไม่ต้องแปลกใจที่องค์กรเหล่านี้จะเริ่มให้คนรุ่นเก่าเลือกทางออกของตน
ถ้าอยู่ต่อต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็ “เกษียณก่อนเวลา” หรือ early retirement พร้อมข้อเสนอเงินชดเชยที่น่าสนใจ
เป้าของกลุ่มพนักงานที่เข้าข่ายจะขอเกษียณก่อนวัยน่าจะอยู่ที่บุคลากรที่มีอายุงาน 20 ปีขึ้นไป หรือพนักงานที่มีอายุ 55-60 ปี
บางองค์กรเสนอให้พนักงานเดิมเข้าสู่กระบวนการฝึกเรียนรู้ทักษะใหม่
เข้าข่าย Reskill, Up-Skill หรือสร้าง New Skills
ในทางปฏิบัติ องค์กรไหนทำได้สำเร็จเพียงใดยังเป็นคำถามที่ต้องมีการประเมินกันอย่างจริงจัง
เพราะแต่ละสายงานของแต่ละอุตสาหกรรมก็มีประสบการณ์เรื่องนี้ที่แตกต่างกันไป
เพราะเมื่อมีเรื่องของ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence เข้ามาทดแทนงานตำแหน่งเดิมที่ถูกทดแทนโดยเทคโนโลยีได้ ก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำของแต่ละองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ
หนีไม่พ้นว่าจะต้องโยงไปถึงการปฏิวัติการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษา
ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ ด้านหนึ่งเด็กจบมหาวิทยาลัยใหม่จะตกงานกันเป็นแสนเป็นล้าน
ขณะที่ตลาดงานบอกว่าขาดแคลนบุคลากรที่ต้องการเป็นแสนเช่นกัน
นั่นแปลว่าระบบการผลิต “ทุนมนุษย์” ของประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสภาพบิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น
เพราะเราไม่ได้ผลิตคนที่ตรงกับความต้องการ
ขณะที่เอกชนเองก็ต้องแย่งชิงคนที่มีคุณสมบัติที่ต้องการจนบิดเบี้ยวไปจากภาพที่ควรจะเป็นเช่นกัน
นี่คือวิกฤตของสังคมไทยที่กำลังจะต้องก้าวเข้าสู่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีความพร้อมด้าน “คน” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างชาติในทุกยุคทุกสมัย
แต่ “คน” ที่ต้องการนั้นย่อมจะแตกต่างไปตามยุคสมัยเช่นกัน
เมื่อสถาบันการศึกษายังไม่ปรับเปลี่ยนให้ทัน “คน” ที่ผลิตออกมาก็มีปัญหา
เพราะคนจบมหาวิทยาลัยตกงาน
แต่องค์กรเอกชนขาดแคลนบุคลากร
จนเอกชนเองต้องสร้างกิจกรรมการฝึกฝนคนให้เหมาะกับความต้องการของตนเอง
ความสิ้นเปลืองในด้านงบประมาณและเวลาของระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ยุคสมัยนั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นเรื่องเปลืองเปล่าและผลาญทรัพยากรของชาติเท่านั้น
แต่ยังจะสร้างปัญหาสังคมที่จะมีความเหลื่อมล้ำ, ขัดแย้งและซึมเศร้ามากขึ้นอีกด้วย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


