แล้ว “ทักษิณ ชินวัตร” ก็โผล่มาร่วมในรูปโฉม “โทนี่ วู้ดซัม” อีกสัปดาห์หนึ่ง ซึ่งก็เรียกแขกได้เสมอ โดยจะเป็นวาระขายหนังสือก็ตามที แต่ดูเหมือนก็ ไม่พลาดที่จะคุยโม้โอ้อวดตามสันดานที่มีมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะการระบุว่าเวลานี้ใกล้ที่จะได้กลับมาประเทศไทยแล้ว เพราะมีหลานถึง 6 คนเลยอยากกลับมาเลี้ยงหลาน อ้าว! ไหนบอกมีความสุขในการอยู่ต่างประเทศอย่างไรเล่า ที่สำคัญก็ไม่มีใครห้ามที่จะให้คนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” กลับประเทศไทยเลย มีแต่คนกวักมือเรียกให้กลับมาทั้งนั้น แต่หากเหยียบแผ่นดินไทยเมื่อใดก็ต้องเดินหน้าเข้าคุกเข้าตะรางก่อนนะจ๊ะตัวเอง ...๐
นอกจากการยกยอตัวเองเป็นดั่งเทพเจ้าผู้รู้ดีรู้ชอบทุกอย่าง “สันดาน” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าอยู่ในเมืองไทยหรือต่างประเทศก็คือ เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นนั่นแล เพราะ เหตุการณ์กรือเซะ-ตากใบที่จะครบ 18 ปีอยู่รอมร่อ คุณพี่ก็โยนบาปไปยัง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก
แหม! แล้วตัวเองที่เป็นนายกฯ จำไม่ได้หรือว่าเป็น การจุดพลุว่า “โจรกระจอก” ขึ้นมา จนทำให้มีเรื่องฟ้องร้องคาราคาซังกับประธานชวน หลีกภัย อยู่ถึงทุกวันนี้ ซึ่ง “นายหัวชวน” ก็พร้อมชนเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้สังคม แม้จะเหลือเพียง 3 วันจะหมดอายุความก็ตามที ...๐
ล่าสุดนอกจากโบ้ยเรื่องให้พ้นตัวจาก หาเหาให้รัฐบาล “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และชาวบ้านในพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกต่างหาก เพราะโทนี่เล่นเหน็บเรื่องที่ “ขบวนการบีอาร์เอ็น” ออกแถลงการณ์เรื่องการสลายการชุมนุมที่ตากใบ เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่า ..."ล้างเผ่าพันธุ์ ไม่มีใครคิดบ้าขนาดนั้นหรอก ...บีอาร์เอ็นก็พูดเอาหล่อ วันนี้กลัวจะไม่หล่อ ผมไปพบพวกนี้ พบมาหลายคนแล้วที่มาเลเซีย ร้านต้มยำกุ้งไปมาหมดแล้ว ผมบุกหมด ผมไม่กลัวตายอยู่แล้ว" เล่นบทพระเอกเทพเจ้าอีกแล้วพ่อคุณ …๐
เป็นที่น่าสังเกตว่า ใน การพูดคุยครั้งนี้ “ทักษิณ” รวมถึงบรรดาขาชงกลับไม่มีใครพูดถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งแนวคิดจับมือพรรคพลังประชารัฐ ในการจัดตั้งรัฐบาลแต่ประการใด เพราะอาจรู้ว่าการเปิดชื่อ “อุ้งอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ออกมาแม้จะเปรี้ยงปร้างตอนแรก แต่ดูเหมือนยืนระยะไม่สวยเท่าใด ในขณะที่แพลมชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับบิ๊กเนมออกมาอีกราย แม้ฮือฮา แต่ดูเหมือนก็อยู่ในแวดวงแคบๆ เท่านั้น ที่สำคัญบรรดาเสือ สิงห์กระทิงแรดในพรรคเพื่อไทยเองต่างก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าใดนัก หากต้องอยู่ภายใต้การชี้นิ้วของ “เศรษฐา” แม้ช่วงนี้ทีมพีอาร์จะพยายามให้ “เศรษฐา” แสดงความคิดเห็นและคอมเมนต์ในโลกโซเซียลเพื่อเปิดตัวเองให้สังคมวงกว้างมากขึ้นก็ตามที โดย มีสื่อในสังกัดคอยเชียร์คอยชักเชิด แต่ก็ไม่เวิร์กนั่นแล ...๐
หันมาเรื่องปากท้องกันบ้าง โดยเฉพาะ "มหกรรมร่วมใจแก้หนี้” ซึ่งรัฐบาลโดยเฉพาะ “อนุชา บูรพชัยศรี” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือโทรโข่งรัฐบาล มักตีปี๊บเรื่องดังกล่าวว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงอยู่เนืองๆ แต่ชาวบ้านชาวช่องที่ไปใช้ไปสมัครเข้าร่วมโครงการมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ที่มี “ธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือแบงก์ชาติเป็นโต้โผ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตนั้น เขาเริ่มมีคำถามกันให้แซ่ดว่า ตกลงเป็นมหกรรมแก้หนี้หรือซื้อเวลาเลี้ยงดูปูเสื่อให้สถาบันการเงินกันแน่ เพราะหลังเข้าร่วมโครงการสถาบันการเงินแต่ละแห่งก็จะติดต่อลูกค้ากลับมาบ้างใน 3-5 วัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นมาตรการที่ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจากเดิม 10% เป็น 5% จนถึง 31 ธ.ค.2566 เสียเป็นส่วนใหญ่ ...๐
คำถามคือ เท่ากับสถาบันการเงินจะได้ กินเงินค่าธรรมเนียมการเบิกจ่าย พร้อมกับดอกเบี้ยไปอีกนานๆ ทั้งที่ปัญหาของหนี้ดังกล่าวคืออัตราดอกเบี้ยที่สูงผิดปกติ ที่มีตั้งแต่ 16-21% แล้วยังมีค่าธรรมเนียม ค่าใช้ ซึ่งควรคิดครั้งแรกครั้งเดียว แต่นี่เล่นคิดตลอดงาน ในขณะที่บางสถาบันนั้นบอกว่าหากเข้าร่วมโครงการก็จะหยุดและระงับบัตรไปเลยจนกว่าชำระบัตรหมดสิ้น และหากมาติดต่อทำบัตรใหม่ก็อาจไม่ได้รับอนุมัติ ในขณะที่ “ธนาคารออมสิน” ยิ่งโกลาหลเข้าไปใหญ่ เพราะต้องเตรียมเอกสารทั้งสำเนาบัตรประชาชน สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน รวมถึงสำเนาทำเบียนบ้าน แล้วยังมีวัตถุประสงค์การแก้หนี้ก่อนส่งทางไปรษณีย์อีกต่างหาก ตกลงนี่ยุค 5 จี หรือยุคอนาล็อกกันแน่ งานนี้สังคมเลยอยากถาม “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติและรัฐบาลว่า อย่างนี้เรียกว่าการแก้หนี้เหรอ เพราะวิธีที่ได้ผลตรงๆ และอยู่ในอำนาจของ ธปท. ก็คือเรื่องดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม แต่กลับไม่มีการพูดถึงเลยซักกระพีก ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .
บันทึกหน้า 4
ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "
บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.
บันทึกหน้า 4
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ


