บันทึกหน้า4

แล้ว “ทักษิณ ชินวัตร” ก็โผล่มาร่วมในรูปโฉม “โทนี่ วู้ดซัม” อีกสัปดาห์หนึ่ง ซึ่งก็เรียกแขกได้เสมอ โดยจะเป็นวาระขายหนังสือก็ตามที แต่ดูเหมือนก็ ไม่พลาดที่จะคุยโม้โอ้อวดตามสันดานที่มีมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะการระบุว่าเวลานี้ใกล้ที่จะได้กลับมาประเทศไทยแล้ว เพราะมีหลานถึง 6 คนเลยอยากกลับมาเลี้ยงหลาน อ้าว! ไหนบอกมีความสุขในการอยู่ต่างประเทศอย่างไรเล่า ที่สำคัญก็ไม่มีใครห้ามที่จะให้คนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” กลับประเทศไทยเลย มีแต่คนกวักมือเรียกให้กลับมาทั้งนั้น แต่หากเหยียบแผ่นดินไทยเมื่อใดก็ต้องเดินหน้าเข้าคุกเข้าตะรางก่อนนะจ๊ะตัวเอง ...๐

นอกจากการยกยอตัวเองเป็นดั่งเทพเจ้าผู้รู้ดีรู้ชอบทุกอย่าง “สันดาน” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าอยู่ในเมืองไทยหรือต่างประเทศก็คือ เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นนั่นแล เพราะ เหตุการณ์กรือเซะ-ตากใบที่จะครบ 18 ปีอยู่รอมร่อ คุณพี่ก็โยนบาปไปยัง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก

แหม! แล้วตัวเองที่เป็นนายกฯ จำไม่ได้หรือว่าเป็น การจุดพลุว่า “โจรกระจอก” ขึ้นมา จนทำให้มีเรื่องฟ้องร้องคาราคาซังกับประธานชวน หลีกภัย อยู่ถึงทุกวันนี้ ซึ่ง “นายหัวชวน” ก็พร้อมชนเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้สังคม แม้จะเหลือเพียง 3 วันจะหมดอายุความก็ตามที ...๐

ล่าสุดนอกจากโบ้ยเรื่องให้พ้นตัวจาก หาเหาให้รัฐบาล “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และชาวบ้านในพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกต่างหาก เพราะโทนี่เล่นเหน็บเรื่องที่ “ขบวนการบีอาร์เอ็น” ออกแถลงการณ์เรื่องการสลายการชุมนุมที่ตากใบ เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่า ..."ล้างเผ่าพันธุ์ ไม่มีใครคิดบ้าขนาดนั้นหรอก ...บีอาร์เอ็นก็พูดเอาหล่อ วันนี้กลัวจะไม่หล่อ ผมไปพบพวกนี้ พบมาหลายคนแล้วที่มาเลเซีย ร้านต้มยำกุ้งไปมาหมดแล้ว ผมบุกหมด ผมไม่กลัวตายอยู่แล้ว" เล่นบทพระเอกเทพเจ้าอีกแล้วพ่อคุณ …๐

เป็นที่น่าสังเกตว่า ใน การพูดคุยครั้งนี้ “ทักษิณ” รวมถึงบรรดาขาชงกลับไม่มีใครพูดถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งแนวคิดจับมือพรรคพลังประชารัฐ ในการจัดตั้งรัฐบาลแต่ประการใด เพราะอาจรู้ว่าการเปิดชื่อ “อุ้งอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ออกมาแม้จะเปรี้ยงปร้างตอนแรก แต่ดูเหมือนยืนระยะไม่สวยเท่าใด ในขณะที่แพลมชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับบิ๊กเนมออกมาอีกราย แม้ฮือฮา แต่ดูเหมือนก็อยู่ในแวดวงแคบๆ เท่านั้น ที่สำคัญบรรดาเสือ สิงห์กระทิงแรดในพรรคเพื่อไทยเองต่างก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าใดนัก หากต้องอยู่ภายใต้การชี้นิ้วของ “เศรษฐา” แม้ช่วงนี้ทีมพีอาร์จะพยายามให้ “เศรษฐา” แสดงความคิดเห็นและคอมเมนต์ในโลกโซเซียลเพื่อเปิดตัวเองให้สังคมวงกว้างมากขึ้นก็ตามที โดย มีสื่อในสังกัดคอยเชียร์คอยชักเชิด แต่ก็ไม่เวิร์กนั่นแล ...๐

หันมาเรื่องปากท้องกันบ้าง โดยเฉพาะ "มหกรรมร่วมใจแก้หนี้” ซึ่งรัฐบาลโดยเฉพาะ “อนุชา บูรพชัยศรี” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือโทรโข่งรัฐบาล มักตีปี๊บเรื่องดังกล่าวว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงอยู่เนืองๆ แต่ชาวบ้านชาวช่องที่ไปใช้ไปสมัครเข้าร่วมโครงการมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ที่มี “ธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือแบงก์ชาติเป็นโต้โผ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตนั้น เขาเริ่มมีคำถามกันให้แซ่ดว่า ตกลงเป็นมหกรรมแก้หนี้หรือซื้อเวลาเลี้ยงดูปูเสื่อให้สถาบันการเงินกันแน่ เพราะหลังเข้าร่วมโครงการสถาบันการเงินแต่ละแห่งก็จะติดต่อลูกค้ากลับมาบ้างใน 3-5 วัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นมาตรการที่ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจากเดิม 10% เป็น 5% จนถึง 31 ธ.ค.2566 เสียเป็นส่วนใหญ่ ...๐

คำถามคือ เท่ากับสถาบันการเงินจะได้ กินเงินค่าธรรมเนียมการเบิกจ่าย พร้อมกับดอกเบี้ยไปอีกนานๆ ทั้งที่ปัญหาของหนี้ดังกล่าวคืออัตราดอกเบี้ยที่สูงผิดปกติ ที่มีตั้งแต่ 16-21% แล้วยังมีค่าธรรมเนียม ค่าใช้ ซึ่งควรคิดครั้งแรกครั้งเดียว แต่นี่เล่นคิดตลอดงาน ในขณะที่บางสถาบันนั้นบอกว่าหากเข้าร่วมโครงการก็จะหยุดและระงับบัตรไปเลยจนกว่าชำระบัตรหมดสิ้น และหากมาติดต่อทำบัตรใหม่ก็อาจไม่ได้รับอนุมัติ ในขณะที่ “ธนาคารออมสิน” ยิ่งโกลาหลเข้าไปใหญ่ เพราะต้องเตรียมเอกสารทั้งสำเนาบัตรประชาชน สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน รวมถึงสำเนาทำเบียนบ้าน แล้วยังมีวัตถุประสงค์การแก้หนี้ก่อนส่งทางไปรษณีย์อีกต่างหาก ตกลงนี่ยุค 5 จี หรือยุคอนาล็อกกันแน่ งานนี้สังคมเลยอยากถาม “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติและรัฐบาลว่า อย่างนี้เรียกว่าการแก้หนี้เหรอ เพราะวิธีที่ได้ผลตรงๆ และอยู่ในอำนาจของ  ธปท. ก็คือเรื่องดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม แต่กลับไม่มีการพูดถึงเลยซักกระพีก ...๐

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน

บันทึกหน้า 4

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง

บันทึกหน้า 4

การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม

บันทึกหน้า 4

เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย

บันทึกหน้า 4

"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท

บันทึกหน้า 4

เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว