พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ของพม่ากำลังจะงัดข้อกับอาเซียนอย่างถึงพริกถึงขิง
ข่าวบางกระแสบอกว่า เป้าหมายของเขาคือการจะต้องขึ้นเป็นประธานาธิบดีของประเทศด้วยวิธีการต่างๆ ผ่านอำนาจเบ็ดเสร็จที่มาพร้อมกับรัฐประหาร ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว
แม้จะต้องฟาดฟันกับอาเซียนในทุกวิถีทางก็ตาม
อาเซียนเองก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้มิน อ่อง หล่าย ยังปราบปรามประชาชนและกลุ่มต่อต้านทั้งหลายด้วยวิธีการรุนแรงที่ละเมิดกฎกติกาของอาเซียนและนานาชาติ, ความศักดิ์สิทธิ์ของอาเซียนก็จะหมดสภาพ
แถลงการณ์หลังการประชุมนัดพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ยกเว้นพม่า) ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงได้แสดงความผิดหวังที่ไม่มีอะไรคืบหน้าเกี่ยวกับ “ฉันทามติ 5 ข้อ” ที่ตกลงกันเอาไว้เมื่อวันที่ 24 เมษายนปีที่แล้วแม้แต่น้อย
จึงมีข้อสรุปจากการประชุมครั้งนี้ว่า จะมี “ข้อเสนอชุดหลัก” (key recommendations) ให้กับที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงพนมเปญ ระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายนนี้
รายละเอียดของข้อเสนอชุดใหม่นี้เป็นอย่างไรไม่เป็นที่เปิดเผย แต่พอจะเดาได้ว่าจะต้องมีเนื้อหาที่มีความชัดเจนกว่าที่ผ่านๆ มา
มิเช่นนั้นอาเซียนก็จะถูกมองว่าเป็น “เสือกระดาษ”
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ข้อความในแถลงการณ์ร่วมตอนหนึ่งบอกว่า ข้อเสนอใหม่จะต้องเป็นรูปธรรม, ปฏิบัติได้ และ “ต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน” (concrete, practical and time-bound actions)
ตรงที่พูดถึง “กรอบเวลาที่ชัดเจน” นี่แหละที่ทำให้รัฐบาลทหารพม่ามีปฏิกิริยาตอบโต้ทันที
แถลงการณ์ตอบโต้จากรัฐบาลทหารพม่าบอกว่า การที่จะขีดกรอบเวลาให้กับแผนสันติภาพนั้น “จะนำไปสู่ผลที่เป็นทางลบ”
ฝ่ายพม่าอ้างว่าข้อตกลงแผนสันติภาพที่ว่านั้นเป็นเพียง “กระบวนการ” มิใช่เป็นแผนที่จะมีเส้นตายว่าจะต้องทำให้สำเร็จเมื่อไหร่อย่างไร
“การเพิ่มแรงกดดันด้วยการตีกรอบเวลาจะสร้างผลทางลบมากกว่าทางบวก” กองทัพพม่าแย้ง
นั่นแปลว่า มิน อ่อง หล่าย เริ่มจะกลัวว่าหากอาเซียนเสนอว่ากองทัพพม่าจะต้องทำตามฉันทามติ 5 ข้อภายในกี่วันกี่เดือนจากนี้ไป หากไม่ทำก็จะต้องเจอกับมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น ก็จะทำให้แผนของมิน อ่อง หล่าย ที่จะรวบอำนาจไว้อีกยาวนานนั้นมีอันต้องพังทลายลงมา
ก่อนหน้านี้ สื่อทางการพม่าบอกว่า “นโยบายอาเซียนเรื่องการพัวพันอย่างสร้างสรรค์ หรือ Constructive Engagement นั้นเป็นอันไม่อยู่บนโต๊ะ (ของการเจรจา) อีกต่อไป
เท่ากับเป็นการขู่อาเซียนว่า หากพยายามจะกดดันรัฐบาลทหารพม่าเพิ่มขึ้นก็คงจะเลิกพูดจากัน
อาเซียนได้พยายามหาทางให้มีการสร้าง “กระบวนการ” ของการปรองดองแห่งชาติ แต่ มิน อ่อง หล่าย บิดพลิ้วมาตลอด
แม้ว่ารองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา คุณปรัก สุคนน์ จะได้เข้าไปพม่าในฐานะ “ทูตพิเศษอาเซียนว่าด้วยกิจการเมียนมา” แต่ก็ได้แต่พบกับฝ่ายทหารเท่านั้น
ตัวแทนของอาเซียนยังไม่สามารถจะพบกับ อองซาน ซูจี หรือตัวแทนของฝ่ายตรงกันข้ามกับกองทัพหรือกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ดังนั้น “กระบวนการสันติภาพ” ที่กองทัพพม่าอ้างถึงนั้นก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้
รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการที่กองทัพพม่ายังเดินหน้าปราบปรามฝ่ายตรงกันข้ามอย่างหนักหน่วง
ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้กองทัพพม่าใช้เครื่องบินรบถล่มใส่คอนเสิร์ตของกลุ่มคะฉิ่นที่จัดงานฉลองครบรอบการก่อตั้ง 62 ปีของ Kachin Independence Organization (KIO)
มีคนตายไม่น้อยกว่า 80 และบาดเจ็บอีกเป็นร้อย
เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโหดร้าย และเป็นการจงใจสังหารพลเรือนอย่างไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง
ดังนั้นเมื่อมีการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียนประจำปีที่กรุงพนมเปญในเดือนหน้า แรงกดดันจากโลกตะวันตกที่จะยกระดับการลงโทษรัฐบาลทหารพม่าจึงจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
รัฐบาลในอาเซียนต่างก็รับรู้ถึงข้อเสนอของโลกตะวันตกที่จะต้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการคว่ำบาตรของกองทัพพม่า
จึงเป็นที่มาของการประชุมนัดพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (โดยไม่ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของกองทัพ Wunna Maung Lwin มาร่วมด้วย)
ทำให้กองทัพพม่ากล่าวหาว่าอาเซียน “เลือกปฏิบัติ” ที่ไม่เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของเขาไปร่วมประชุม
แต่อาเซียนอีก 9 ประเทศเห็นว่า เมื่อไม่มีความคืบหน้าในการทำตามฉันทามติ 5 ข้อ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร
นักวิเคราะห์ที่ติดตามเรื่องพม่าเริ่มจะเห็นเค้าลางของความเคลื่อนไหวที่มิน อ่อง หล่าย จะวางตัวเองเป็นประธานาธิบดี
สังเกตจากการที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนโดยกองทัพกำลังเตรียมการอย่างคักคักเพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดว่าจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมปีหน้า
รัฐธรรมนูญของพม่าปัจจุบันให้กองทัพมีโควตาที่นั่งในสภา 25% อยู่แล้ว
ดังนั้น มิน อ่อง หล่าย ก็จะต้องพยายามให้พรรคทหารของเขาได้ที่นั่งจากการเลือกตั้งอีก 75% นั้นมากพอที่จะยกมือให้เขาเป็นประธานาธิบดี เพราะนั่นคือความใฝ่ฝันของเขามาตลอด
พรรคที่ทหารสนับสนุนคือ Union Solidarity and Development Party หรือ USDP ซึ่งเพิ่งจะเลือกมือขวาของ มิน อ่อง หล่าย ที่ชื่อ “Khin Yi” (ขิ่น ยี) มาเป็นหัวหน้าพรรคเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
นายขิ่น ยี เคยเป็นนายทหารก่อนที่จะรับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ในการเลือกตั้งทั่วไปทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา พรรค USDP แพ้พรรค NLD ของ อองซาน ซูจี ชนิดไม่เห็นฝุ่น
แม้จะมีข่าวก่อนหน้านี้ว่า กองทัพพยายามจะยุบพรรค NLD แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม
อาจจะเป็นไปได้ว่ากองทัพต้องการเก็บ NLD ไว้เพื่ออ้างความชอบธรรมของการเลือกตั้งคราวนี้
โดยหวังว่าเมื่อ อองซาน ซูจี ต้องติดคุกเพราะถูกศาลทหารตัดสินมีความผิดในหลายคดี และแรงกดดันจากกองทัพต่อประชาชนทั้งในรูปข่มขู่และข่มเหง ก็อาจจะทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งหน้าเอื้อต่อพรรคทหารของตน
สถานการณ์ของพม่าเลวร้ายลงทุกขณะ แม้แต่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศก็ยังไม่อาจจะหาช่องทางที่จะเข้าถึงประชาชนที่กำลังเผชิญกับความหิวโหย, โรคภัยไข้เจ็บและภัยจากการถล่มโจมตีของกองทัพอย่างไร้ความปรานีอย่างหนักหน่วงรุนแรงอย่างต่อเนื่องถึงวันนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


