สัญญาณเตือนภัยปีหน้า : เมื่อตลาดเพี้ยน : ไม่ทำงานดั่งคาด

คำเตือนจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ล่าสุดน่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวกันขนานใหญ่และหนักกว่าที่คาด

ท่านบอกว่า

“จากเหตุการณ์ต่างๆ และหลังจากที่ได้ร่วมประชุมในเวทีต่างประเทศ คือ การประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) การประชุมธนาคารโลก ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา พบว่า มีความเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง และก็ชัดเจนว่าในปีหน้าอาจจะมีปัญหามากกว่าเดิม”

ในปีที่แล้วถกกันเรื่องเงินเฟ้อว่าจะเป็นภาวะชั่วคราวหรือไม่ ขณะนี้ชัดเจนแล้วว่าจะ “อยู่ยาว”

ปีที่แล้วคาดว่าโลกคงไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แต่ตอนนี้กลายเป็นเงินเฟ้อแรงกว่าที่คิด และเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คิด

ที่สำคัญคือยังมีประเด็นที่เดิมคนไม่ค่อยพูดถึง แต่เริ่มเห็นสัญญาณแล้ว

นั่นคือเรื่อง Market dysfunction นั่นคืออาการที่ตลาดเริ่มไม่ทำงานตามปกติที่ควรจะเป็น

เรื่องนี้คุยกันบนโต๊ะกินข้าวเมื่อเร็วๆ นี้ระหว่าง ดร.เศรษฐพุฒิ กับบรรณาธิการข่าวอาวุโส เพื่อเล่าถึงมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และผู้นำระดับโลก จากเวทีการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่มีขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ท่านสรุปว่า “ปัญหาตลาดไม่ทำงานตามที่ควรจะเป็น” จะเป็นกับดักระเบิดในปีหน้า

ภาพแรกซึ่งที่ประชุมจับชูขึ้นมาพูดคุยกันยังคงกังวลคือ ปัญหาเงินเฟ้อ

สหรัฐที่ไม่กังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่ห่วงตลาดแรงงานที่ร้อนแรงมาก ความต้องการยังโตอยู่กลายเป็นว่าสหรัฐขาดแรงงาน

ผู้ว่าฯ ธนาคารกลางท่านหนึ่งบอกว่า เวลาคุยกับใครๆ ก็บอกว่า “We don’t need demand; we need more workers”

นั่นแปลว่าสิ่งที่ต้องการไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะน่าจะอยู่ในระดับที่ใช้ได้แล้ว

แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นก็เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน

เมื่อขาดแคลนแรงงานก็ส่งผลให้ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น เงินเฟ้อร้อนแรง

ที่บางคนเป็นห่วงคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

เกือบทุกประเทศจึงเน้นการ “เหยียบเบรก” ด้วยนโยบายการเงินที่ค่อนข้างแรงจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

แต่ที่เป็นประเด็นที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนักคือ การที่ตลาดโลกมีสัญญาณที่ไม่ค่อยจะดีในหลายที่คือ “ความไม่ปกติของตลาด”

คือไม่ทำงานอย่างที่ควรทำ

สาเหตุนั้นมาจากสถานการณ์ที่เข้ากับสำนวนไทยที่ว่า “น้ำลดตอผุด”                  

น้ำที่ลดก็มาจากการที่คงดอกเบี้ยในอัตราต่ำเป็นเวลายาวนาน ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ

ที่ผ่านมาอาจไม่ค่อยเห็นปัญหา เพราะสภาพคล่องสูงมาก ดอกเบี้ยต่ำ ทุกอย่างไปได้ดี

แต่ตอนนี้น้ำลงและลงเร็วด้วย

แต่เดิมดอกเบี้ยจะขึ้นครั้งละ 0.25% แต่ตอนนี้ปรับขึ้นถึงครั้งละ 0.75% ซึ่งเร็วและแรง

ดร.เศรษฐพุฒิบอกว่า “เดิมปกติเวลาเห็นความเสี่ยง ตอจะผุดตรงไหน เราจะคิดว่าปัญหาจะเกิดในจุดที่เสี่ยงและเปราะบาง ปัญหาคือ sector ไหน เช่น ธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี ถ้าเป็นประเทศก็เป็นกลุ่ม emerging markets

“แต่รอบนี้ปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะ big corps หรือธุรกิจยักษ์ๆ ทั้งหลาย แต่เกิดในประเทศที่ปลอดภัย หรือ safe ที่สุด ในตลาดที่ safe ที่สุด ในสินค้าที่ safe ที่สุด

“ตัวอย่างที่อังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ปัญหาเกิดในตลาดพันธบัตรรัฐบาล ที่มีความผันผวนมหาศาล และความผันผวนนี้ไปเกิดระเบิดในตลาดกองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือ pension fund

พอเกิดเรื่องนี้ในที่ประชุมก็พูดกันว่า “Who would have thought?” นั่นคือใครจะไปคิดว่าเกิดขึ้นกับตลาดกองทุนบำเหน็จบำนาญของอังกฤษ”

นั่นแปลว่าจากนี้ไประเบิดจะเกิดที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ทำให้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแรงกว่าปกติ

จึงต้องสรุปว่าปัญหาเกิดและแรงในจุดที่เดิมไม่เคยคิดว่าเสี่ยง

แม้จุดที่เคยคิดว่า “ปลอดภัยที่สุด” ก็ยังกลายเป็นจุดเสี่ยงได้

ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย

นั่นคือตลาดพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง เดิมตลาดนี้เป็นตลาดปลอดภัยที่สุดแล้ว เพราะเคยเข้า-ออกได้สะดวกที่สุด จะขายเท่าไหร่ก็มีคนซื้อ จะซื้อเท่าไหร่ก็มีคนขาย และราคาไม่แกว่ง

แต่ช่วงหลังตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสภาพคล่องเริ่มหด การซื้อล็อตใหญ่ทำไม่ค่อยได้ ต้องซื้อในล็อตที่เล็กลง

แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่สัญญาณที่ดี มันเริ่มออกอาการ

ทำให้ปีหน้าเห็นกับระเบิดที่พร้อมจะระเบิดอยู่

และที่ประชุมก็ถกกันอยู่ว่าไม่รู้ว่าจะเป็นจุดไหน แต่เชื่อว่าสภาวะแบบนี้มีแน่

และผลกระทบจะขึ้นกับว่าไปผุดตรงไหน...และไม่มีใครบอกได้ว่าระเบิดจะไปผุดที่จุดไหน

ดร.เศรษฐพุฒิย้อนความจำไปปี 2008 ตอนเกิดวิกฤตซับไพรม์ ในสหรัฐอเมริกา แต่ธนาคารแรกที่ล้มอยู่ที่เยอรมัน

“ฉะนั้น ครั้งนี้ปัญหาจะไปผุดที่ไหน ดูไม่ออก แต่ถ้าถามว่าในเอเชีย กังวลที่ไหนมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น...”

ทำไมจึงเป็นญี่ปุ่น?

เพราะอยู่ในสภาพน้ำลดตอผุด

ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำมาตลอด เมื่อไหร่ที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มขึ้น แม้จะยืนยันไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาว (Japanese Government Bond) JGB เริ่มขยับขึ้น

คำถามที่จะเกิดขึ้นคือ ใครที่ถือก็จะถูก mark to market เพราะเมื่อเกิดกับใครก็จะเกิดการขาดทุนต้นทุน หรือ capital loss

และถ้าทั่วโลกขึ้นดอกเบี้ย ความสามารถในการคุมอัตราดอกเบี้ยก็จะลำบากขึ้น

ในเอเชีย ตลาด JGB จึงน่ากังวล

แต่ที่น่าสังเกตคือที่ประชุมไม่ได้มีความกังวลต่อระบบธนาคารพาณิชย์ ไม่เหมือนปี 2008

แต่คิดว่าปัญหาจะอยู่กับผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน แต่จะเป็น nonbank มากกว่ากองทุนขนาดใหญ่

อีกจุดที่น่ากังวลคือ ตลาด private credit market, private equity ต่างๆ

ผู้ว่าแบงก์ชาติสรุปว่า ความน่ากังวลจึงอยู่ที่ตลาดไม่ทำงานตามที่ควรจะเป็น หรือ market dysfunction

คือการที่ตลาดเคยทำงานดี มีความผิดปกติ ทำให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย

แม้สถานะของระบบธนาคารพาณิชย์จะดี แต่ปัญหาจะลามไปที่ nonbank

เหตุผลส่วนหนึ่งที่มองไปที่ nonbank มากกว่า เพราะกู้มาก leverage สูง

และที่อยู่ได้ตอนนี้ เพราะดอกเบี้ยต่ำ ถ้าเกิดสะดุด โอกาสจะล้มมีสูง และหากมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก ต้นทุนก็จะสูงขึ้น

ถ้าเช่นนั้นตลาดจะ “ระเบิด” หรือไม่?

ดร.เศรษฐพุฒิยังเชื่อว่ายัง

เหตุผลคือโลกจะยอมปล่อยให้ระเบิดไม่ได้

อย่างไรเสีย Fed (ธนาคารกลางสหรัฐ) ก็คงต้องเข้ามาดูแลไม่ให้ความตระหนกเกินเหตุ

เพราะหากเกิดวิกฤตขนาดนั้น ผลข้างเคียงจะหนักหนาสากรรจ์มาก

(พรุ่งนี้ : เศรษฐกิจไทยรับช็อกระดับโลกได้แค่ไหน?)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อินโดฯจะส่งนายทหาร ไปคุยกับมิน อ่อง หล่าย

พออินโดนีเซียรับไม้ต่อจากกัมพูชามาเป็นประธานอาเซียนหมุนเวียนปีนี้ก็ต้องหาวิธีการแก้ปัญหาเมียนมาใหม่ เพราะที่ผ่านมาสองปี, นายกฯฮุนเซนแห่งกัมพูชาพยายามเกือบทุกวิถีทางแล้วก็ไร้ผล

เมื่อไหร่ 3 ผู้ยิ่งใหญ่ จะนัดประชุมสุดยอด?

ข่าวบอกว่าสี จิ้นผิงจะไปสัมผัสมือกับปูตินที่มอสโกด้วยตนเอง...และขณะเดียวกันวอชิงตันกับปักกิ่งก็กำลังตระเตรียมให้โจ ไบเดนกับสี จิ้นผิงได้ประชุมสุดยอดกับอีกรอบหนึ่งในปีนี้

เหตุการณ์บอลลูนจีน : เรื่องเครียดผสมตลกร้าย

พอเกิดเหตุการณ์เรื่องสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบไอพ่นไปยิงทำลายบอลลูนยักษ์ของจีนกลางอากาศเมื่อวันก่อน ก็กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง...และการล้อเลียนระหว่างกันอย่างกว้างขวาง

มะกันสอยบอลลูนจีน ปักกิ่งประท้วงเดือด!

ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้าเมื่อวานก็รู้สึกได้ถึงความเครียดของโลก...เมื่อสหรัฐฯตัดสินใจส่งเครื่องบินรบ F-22 ขึ้นไปสอยบอลลูนยักษ์ของจีนเหนือท้องฟ้าอเมริกา

จับตาก้าวย่างใหม่เมื่ออินโดฯ นั่งเก้าอี้ประธานอาเซียนปีนี้

พอตำแหน่งประธานหมุนเวียนอาเซียนปีนี้ตกเป็นของอินโดนีเซีย เราก็จะเห็นการผลักดันในหลายเรื่องที่ประเทศไทยควรจะต้องร่วมเสริมและต่อยอดอย่างเข้มแข็ง

ฉากทัศน์อันไม่พึงปรารถนา คือสงครามจีน-มะกันไม่ว่าปีไหน

สหรัฐฯ เตรียมความพร้อมเพื่อรบกับจีนในอีก 2 ปีข้างหน้าจริงหรือ? นั่นเป็น “คำคาดเดา” ของนายทหารในกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ที่เขียนไว้ในบันทึกภายในที่เกิด “รั่ว” ออกมาในสื่อของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา